อดีตการ์ดเปลือย! พันธมิตรแฉ! พรรคเก่าแก่หนุนหลังม็อบป่วนเมือง” ไล่รัฐบาล
04 ก.ค. 2008 - 17:10:41 น. : ผู้อ่าน 655 คน - ตอบ 7 คน
คอลัมน์: Cover Story
“เพียร ยงหนู” ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ซัดกลับเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผ่านสถานีโทรทัศน์ ช่อง NBT ถึงเบื้องหลังการขนม็อบเข้าร่วมชุมนุม ยันมีการจ้างคนเข้าร่วม และพรรคการเมืองเก่าแก่อยู่เบื้องหลังแน่นอน แนะแกนนำ คนรู้ไต๋หมดแล้ว เพิ่ง 4 เดือน ควรให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อน ยันไม่ถูก มท.1 “เฉลิม อยู่บำรุง” ซื้อตัว-ปิดคดี “โจ้-ซีโฟร์” เพราะอยู่ในกระบวนการยุติธรรม แทรกแซงไม่ได้ เชื่อมั่นสหภาพฯ เล่นด้วยกับเวทีนี้แน่
** ในฐานะหัวหน้าการ์ดเก่าของเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในช่วงแรกก่อนการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 คราวนี้ทำไมจึงไม่เข้าร่วมกับเวทีนี้อีก
ต้องเรียนอย่างนี้นะครับ ที่เราไม่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ ในครั้งนี้นะครับ มันมีปัจจัยอยู่ 2-3 ปัจจัย คือ เนื่องจากว่าองค์กรของผมเองมันมีปัญหาภายใน ปัญหาภายในของผมเองมันมีอยู่ 6-7 เรื่องด้วยกัน เช่น เรื่องพนักงานขาด ไม่สามารถให้บริการกับประชาชนได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความหนักใจให้กับเราเองด้วย แล้วเรื่องปัญหาปากท้องของพนักงาน มันมีปัญหามาอย่างยาวนาน เพราะว่าตัวผมเองมัวแต่ออกไปสู้ข้างนอก เมื่อปี 2549 ออกไปสู้เรื่องการแปรรูปอยู่ ดังนั้นในเมื่อเราสู้เรื่องแปรรูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปัญหาภายในที่เรายังไม่สะสางเราน่าจะมาทำเรื่องตรงนี้ให้จบ เลยไม่มีโอกาสที่จะไปร่วมด้วย
และประเด็นหนึ่งที่สำคัญในการเปิดเวทีของพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ ถามว่าในครั้งนี้ ปี 2551 กับเมื่อปี 2549 มันแตกต่างกันอย่างไร ผมคิดว่า เท่าที่ผมตั้งข้อสังเกตนะครับว่า เงื่อนไขในการเคลื่อนไหวมันยังไม่เข้มงวดเท่าไร แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุด คนที่ขึ้นไปบนเวทีทั้งหลาย มีแต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังทางการเมืองเสียมากกว่า มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่า ถ้าผมเข้าไปเนี่ย ซึ่งผมเองเป็นคนกลาง เป็นพนักงานของรัฐ ถ้าผมไปยืนฝั่งหนึ่งฝั่งใด ภาพของผมจะเสีย
ซึ่งหลายคนไม่เข้าใจว่าตัวผมเองเคยสู้เมื่อปี 2549 แล้วทำไมวันนี้ไม่ออกไปสู้กับพันธมิตรฯ ล่ะ ซึ่งผมต้องบอกว่า เมื่อปี 2549 มันมีเหตุผลเรื่องการแปรรูปที่มันเข้มข้นมาก และทำให้ผมต้องออกไปต่อสู้ แต่ปีนี้เมื่อเห็นเงื่อนไขแล้ว ต้องถามว่าเงื่อนไขสำคัญไหม อย่างเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องหมิ่นเบื้องสูง เรื่องเขาพระวิหาร ถามว่าสำคัญหรือไม่สำคัญ แต่เมื่อทุกอย่างมันได้ดำเนินการจบสิ้นลง ผมว่าทุกอย่างมันน่าจะจบลงด้วยดี เพราะประชาชนส่วนหนึ่งเขาให้ความร่วมมือในการเคลื่อนไหวอยู่แล้ว
ในส่วนของตัวผม ผมพยายามยืนอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง และอีกอย่าง ความคิดของผมไม่เหมือนคนอื่น ใครที่คิดว่าอยู่กลุ่มเดียวกัน แต่จะมาบังคับความคิดของผมไม่ได้ ผมมีเอกภาพในความคิดของผม ผมคิดว่าตรงนี้มันไม่ถูก ผมก็ไม่เอาด้วย เพราะฉะนั้นในการขึ้นเวทีแล้วเราบอกว่า เป็นภาคประชาชน แล้วยังมีนักการเมืองอิงอยู่เนี่ย มันเป็นภาพที่ไม่บริสุทธิ์ไง พอไม่บริสุทธิ์ก็จะทำให้คนตำหนิได้ วันนี้ต้องยอมรับความจริงว่า บนเวทีพันธมิตรฯ ยังมีนักการเมืองส่วนมากอยู่
พอถามว่าวันนี้ถ้าเราลงไปสู้ เขาจะถามกลับมาทั้งสองข้างนั่นแหละ ฝั่งนี้มีนักการเมืองหนุน ฝั่ง นปก. มีนักการเมือง แล้วเราจะทำอย่างไร ถามว่าเราเป็นคนกลาง เราเป็นคนของสังคม แล้วเราเป็นปัญญาชน ถามว่าแล้วเราจะทำให้ทั้งสองฝั่งทะเลาะกัน ผมคิดว่ามันไม่มีความจำเป็น นี่คือจุดหนึ่งที่เราต้องการบอกกับประชาชนว่า ที่ผมไม่ออกไปเพราะแบบนี้ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ประชาชนได้ตัดสินใจดูว่า การจะเข้าข้างหนึ่งข้างใด ต้องคำนึงถึงบ้านเมืองเป็นหลักก่อน
แล้วคนที่มักจะพูดอ้างถึงเบื้องบน ผมอยากจะฝากว่า ถ้าอ้างแล้วคุณควรจะทำตามที่อ้างด้วย แล้วที่สำคัญที่สุด ข้างไหนที่เห็นว่ามันเดือดร้อน ก็ควรจะหยุดและควรจะฟังเสียงของประชาชนบ้าง ตรงนี้แหละผมคิดว่าจะได้ใจประชาชนมาก
** เหตุผลที่ยังไม่ออกไปชุมนุมยังไม่เพียงพอใช่ไหม
ยังไม่เพียงพอหรอกครับ และสำคัญที่สุดผมคิดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 มันผ่านวิกฤติหรือยัง ผมคิดว่ามันผ่านแล้วนะ และช่วงขณะที่ผ่านนี้ผมเห็นว่า วันนี้รัฐบาลมาแค่ 4 เดือนเอง พอ 4 เดือน คุณเรียกร้องไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เขาโอเค ยอมไปแล้ว แต่ว่ากว่าจะยอมเหนื่อยไหม ก็ยอมรับว่าเหนื่อย ท่าน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลาออกแล้ว จบแล้ว ถ้าจบแบบนี้ท่านคิดว่าน่าจะจบไหมล่ะ
ที่สำคัญที่สุดวันนี้ที่ผมมอง คือ ในช่วงที่รัฐบาลมาอยู่แค่ 4 เดือนนี้ เราอุตส่าห์เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง เลือกตั้งแล้วมันจะโกง หรือซื้อเสียง สุดแล้วแต่ ไปตัดสินด้วยกระบวนการยุติธรรมเอา ไม่เป็นไร แต่การบริหารประเทศมันต้องไปด้วย ดังนั้นเขาทำงานมา 4 เดือน แล้วคุณมาบอกว่ารัฐบาลต้องไป แล้วเงินที่จัดการเลือกตั้งมาล่ะ 2-3 พันล้านบาท เดือนละ 500-600 ล้านบาท แล้วใครจะเป็นคนออก ภาษีก็ประชาชนทั้งนั้นแหละ ถ้าคุณบอกว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่แค่ 4 เดือนยังไม่ดีพอ คุณหาวิธีการอย่างอื่นที่คิดว่ามันชัดเจนกว่านี้ได้ไหม ผมจะได้ออกไปร่วมด้วย แต่วันนี้ผมยังมองไม่ออกครับ ดังนั้น ผมคิดว่าน่าจะเปิดโอกาสให้เขาทำต่อไป
แต่ที่สำคัญ หลังจาก 4 เดือนแรกของรัฐบาลนี้ รัฐบาลต้องสนใจปัญหาปากท้องของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าไปสนใจเรื่องพรรคพวก เรื่องการช่วยเหลือกัน ซึ่งภาพมันจะออกมาต่อเนื่อง มันจะทำงานกันลำบาก ในยามวิกฤติเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ ผมอยากจะฝากไปถึงรัฐบาลด้วยว่า วันนี้มองถึงประชาชนจริงๆ ด้วยนะครับ ถ้ามองแบบนี้ผมคิดว่าไม่มีใครออกมาเคลื่อนไหวหรอกครับ
** ประธานสหภาพฯ ประกาศว่าจะไม่เข้าร่วม แต่ตัวสหภาพฯ ประกาศเข้าร่วม ทำไมไม่ทักท้วงตอนนั้น
คือตอนที่เขาออกไปนั้น เขามาประชุมกับผมนี่แหละ ประชุมเพื่อขอมติวิสามัญ ผมบอกว่าผมไม่ให้ การประชุมวิสามัญนี่มันเป็นการแลกด้วยองค์กรนะ ต้ององค์กรนำพาไปสู่การประชุมวิสามัญ แล้วพาคนออกไปที่ถนนราชดำเนิน มันไม่ถูก ผมบอกว่าเมื่อเราเป็นสมาชิก สรส. (สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์) เมื่อคุณรับมติ สรส. เขาเอาเฉพาะคนที่เขาถนัด ต้องการอยากจะไป หรือมีวัตถุประสงค์จะไป ก็ไปได้
คือประกาศก็ประกาศได้ แต่การประกาศแล้วคนจะไปได้หรือไม่ อันนั้นมันสุดแล้วแต่ แต่ผมยืนยันว่า ถ้าผมยังยืนอยู่ที่จุดๆ นี้ น้อยมากที่คนจะไป เพราะคนในโรงไฟฟ้า คนในเครือข่ายที่ไหนก็ตาม เขาเชื่อมั่นในผู้นำ แต่ว่าผมไม่บังคับใคร และสำคัญที่สุด เราไม่ต้องการไปหัก สรส. เขา ที่เป็นเครือข่ายพันธมิตรฯ อยู่นี้ เขาต้องการทำกิจกรรม เราให้เขาไปทำกิจกรรม แล้วรองเลขาฯ ผม ในฐานะเป็นน้อง เขาอยากจะไปทำก็ให้ไป เพราะไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกภายในเท่านั้นเอง
** หมายความว่า ไปในนามส่วนตัวหรือไม่
ไปในนาม สรส. ในนามส่วนตัวครับ
** ถ้าจะไปในนามองค์กรจะต้องมีการประชุมก่อนใช่ไหม
ต้องมีประชุมวิสามัญแน่นอน การเปิดประชุมวิสามัญไม่ใช่ง่ายนะครับ ผมต้องใช้ตังค์เยอะมาก เงินทองเราไม่มีเพียงพอที่จะไปประชุมวิสามัญแบบสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้ไม่ได้ อย่างปีก่อน ผมประชุมวิสามัญปี 2549 ผมใช้เงินไปหลายล้านพอสมควร แต่เราประชุมวิสามัญ เราปกป้ององค์กรก็คือ ไม่ให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจ
แต่ครั้งนี้ ผมไม่ได้เห็นแก่ตัวนะ แต่อย่างน้อยที่สุดเราต้องมองว่า การออกไปแล้วเนี่ย มันเกิดอะไรขึ้น มันได้อะไร มันเสียอะไร ถ้าออกไปแล้วมันเสียผมก็ไม่เอาเหมือนกัน นี่ไง! จุดตรงนี้ไงที่ผมต้องรักษาสงวนท่าทีผม ดังนั้น วันนี้องค์กรเรา หน่วยงานของรัฐ เช่น กระทรวงมหาดไทยเข้ามาเป็นผู้ดูแล รมว.มหาดไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้ดูแล ท่านเป็นผู้บังคับบัญชาเรา ท่านอาจจะเสียในสายตาคนอื่นเขา แต่ท่านยังไม่เสียในสายตาผม ผมร้องขอ 5-6 ข้อ ท่านทำให้ผมหมด แล้วอยู่ๆ ผมจะเปิดประชุมวิสามัญไปขับไล่ท่าน คิดว่ามันชอบธรรมไหมล่ะ คนในองค์กรเขาจะ มามองผมว่า เอ๊ะ...ประธานสหภาพฯ ทำแบบนี้แสดงว่าท่านเองไม่มีจุดยืนเลยสิ!! ท่านไม่เลือกเรื่องอะไรเลย ท่านเอาแต่เรื่องสนุกๆ เอาแต่เรื่องมีปัญหาๆ แบบนี้ การทำแบบนี้ไม่ใช่ผมนะครับ
ทุกเรื่องที่เขาเข้ามาแก้ไขปัญหาให้ผม 6 ข้อนี้ ผมว่าเป็นที่พอใจของคนในโรงไฟฟ้า และเป็นที่พอใจ เชื่อว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ด้วย อย่างน้อยๆ คนที่ขาด ในส่วนบริการประชาชน เราได้รับสมัครเพิ่มขึ้น นี่เห็นชัดว่าท่านแก้ปัญหา แต่ใครจะบอกว่าท่านไม่ดี ท่านเลว อันนั้นสุดแล้วแต่ใครจะว่า แต่ในส่วนที่ดีนั้นผมจะต้องแสดงให้เห็นว่า ท่านดีกับผมนะ
** เท่ากับว่าจะเป็นปัญหาองค์กร หากมีการเข้าไปร่วมกับเวทีพันธมิตรฯ
ไม่ครับ ไม่มีปัญหาเลย เราคุยกันได้ ข้างใน ถ้าผมบอกไม่ต้องไปก็จบ แต่เราจะต้องพูดให้เคลียร์เท่านั้นเอง แต่ขณะที่ สรส. ออกไปนี่เราไม่ต้องการตัดญาติขาดมิตรเท่านั้นเอง เราถึงบอกว่าไปเถอะ ไม่เป็นไร เขาพยายามบอกว่า เขาต้องการจะไปเพื่อคนโน้นคนนี้ เราไม่ว่ากัน หรือไปต่อต้านการแปรรูปอะไรนี่ไปเถอะไม่ว่า อันนี้ไม่หักห้ามกัน แต่ถ้าตัวผม ผมยืนยันเจตนารมณ์ผมชัดเจนว่าไม่ไปแน่นอน ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม
พอผมไม่ไป มีการโยน คือ พูดตรงๆ จากพี่น้องเรา พันธมิตรฯ นี่แหละ ปล่อยข่าวว่าผมรับเงินจากรัฐมนตรีเฉลิม 300 ล้านบาทบ้าง วิพากษ์วิจารณ์จนผมเสียหาย ซึ่งตรงนี้เอง ผมอยากจะฝากไปให้พี่น้องพันธมิตรฯ เรา และทางประชาชนด้วยว่า คนอย่างผม ถ้ารับเงิน ผมรับตั้งแต่แปรรูป ผมสบายไปแล้ว ผมมีจุดยืนของผม และสำคัญที่สุด ผมถามว่า แค่ผมไม่ไป แล้วโยนเผือกร้อน โยนบาปให้ผม แล้วบอกว่าไม่ใช่พวก คุณเอาไปกินเถอะ มันเป็นเผือกร้อน ผมถามว่ามันเป็นธรรมกับผมไหม
ในขณะที่ผมอยู่ของผมอย่างนี้ ดูแลของผมอยู่อย่างนี้ ขณะที่ผมได้รับข่าวจากหลายองค์กร ไม่ว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิต วิพากษ์วิจารณ์ผมอย่างหนัก บางคนโทร.มาหาผมทุกวัน บางทีผมทำใจไม่ได้เลย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ด่าผมเสียๆ หายๆ ผมเคยมีบารมี พูดตรงๆ ว่าคนที่ยอมรับผม การประปานครหลวง การไฟฟ้าภูมิภาค เกือบทุกองค์กรหาว่าผมไปรับเงิน เพราะผมไม่ไปร่วมต่อสู้กับพันธมิตรฯ
ผมถามว่า แบบนี้คุณกำลังผลักผมให้เป็นศัตรูนะ ใช่ไหมครับ ถ้าว่าผมรับเงิน ผมถามว่ามันมีเหตุผลอะไรที่จะมาว่าผมไปรับเงิน คุณเฉลิมเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้ผมนี่ แล้วผมถามว่า รัฐมนตรีเฉลิมแถมเงินให้ผมอีกหรือ ผมถามว่าถ้าอย่างนี้ รัฐมนตรีเฉลิมเป็นคนดีหรือคนบ้าไม่รู้นะ ช่วยปัญหาของผม 6 ข้อที่สำคัญแล้ว ยังมาให้เงินผมอีกน่ะหรือ มันไม่ใช่นะ
ผมอยากจะฝากว่า ทุกคนที่ไปพูดตรงนี้ อย่าพยายาม ผลักมิตรให้กลายเป็นศัตรู ถ้าผลักมิตรให้เป็นศัตรูผมเชื่อว่า การต่อสู้จะลำบากมากยิ่งขึ้น อย่างน้อยที่สุด คนรักผมก็มีเยอะ คนที่เกลียดผมมีบ้าง ไม่เป็นอะไร คนที่รักผมมีเยอะนะครับ อย่างน้อยที่สุดคนในโรงไฟฟ้า เขาเชื่อมั่นในฝีมือผม ว่าผมเป็นคนอย่างไร และผมไม่เคยทรยศต่อหน้าที่ผม
** สมาชิก กฟน. (การไฟฟ้านครหลวง) เข้าไปร่วมในครั้งแรก
เยอะมาก ผมพาไปคืนหนึ่งประมาณ 300-600 คน เมื่อปี 2549 ผมพาไปเยอะ ไม่ได้รับสิ่งตอบแทนอันใดเลย แม้แต่สลึงเดียว เราใช้เงินสหภาพฯ เป็นส่วนใหญ่ครับ
** คราวนี้ขาดสิ่งนี้ไป พลังมันจะเป็นอย่างไร
ผมเรียนตามตรงนะครับว่า หากขาดทางผมไป ถามว่าพลังท้อถอยลงไหม ลดลงไหม ผมเรียนว่า ลดลง ลดลงแน่นอน แล้วความชำนาญในพื้นที่นี่สู้ผมไม่ได้หรอก สู้ไม่ได้ เอาเถอะ ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อตัวเองนะ แต่ว่าเห็นได้ชัด คือคนพวกนี้ใช้คนมาทำงาน เรื่องการดูแล เรื่องการ์ดอะไรก็ตามนี้มันจะต้องละเอียดอ่อน และต้องรู้จิตใจเขาว่า เขาเครียด เขาลำบาก เขาทุกข์ยากขนาดไหน ผมรู้หมด คนอย่างผมนี่ไม่ใช่อยู่บนเวทีแล้วเหาะได้นะ ผมยืนบนเวทีแป๊บหนึ่ง ต้องลงมาดูพวกผม ว่าเขาทุกข์ยากขนาดไหน อันนี้เขาเลยได้ใจจากผมไปไง
เมื่อปี 2549 เริ่มแรกมาจากผมคนเดียวเท่านั้นนะครับ ที่เข้าร่วมกับพันธมิตรฯ นะครับ เข้าร่วมกับท่านสนธิ (สนธิ ลิ้มทองกุล) ตอนนั้นเขาจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่ธรรมศาสตร์ ผมจัดเวทีอยู่ที่สนามหลวง
** หมายถึงเอาสหภาพฯ เข้าร่วมหรือครับ
ไปร่วม ในขณะนั้นไม่มีใครเลย ผมสู้ขณะนั้น ผมสู้เมื่อปี 2549 คนในองค์กรด่าผมหนักเลย บอกว่าผมไปยุ่งอะไรกับข้างนอก แต่ผมบอกว่าผมยุ่งเนื่องจากขณะนี้เขากำลังจะแปรรูป ถ้า กฟผ. ไป ผมไป ผมเลยสู้สุดชีวิตไง พอสู้แบบนี้ปุ๊บ พอได้ชัยชนะมาอะไรมา ก็หลายคนเห็นมันถูกต้อง เป็นรูปธรรมขึ้น
แต่ครั้งนี้อย่างที่ผมเรียนนะครับ มันหลายสิ่งหลายอย่าง ที่ผมเองไม่สามารถจะออกไปทำอย่างนั้นได้ และสำคัญที่สุด ท่านต้องเข้าใจว่าเพิ่งเลือกตั้งมา อย่างน้อยที่สุดถึงใครจะเลวจะชั่วนะครับ ผมคิดว่าอย่าไปเติมน้ำมันให้มันมากจนเกินไป อย่างน้อยผมคิดว่า นายกฯ สมัคร ท่านรัฐมนตรีเฉลิม วันนี้ไม่ใช่ผมไม่ได้ออกไปร่วม แล้วมาชมเขานะ ผมไม่ได้ชมเขานะ ที่เสียท่านก็มีเยอะ สิ่งที่ดีก็มี อย่างน้อยควรเปิดโอกาสให้บ้านเมืองมันเดินไปได้ โดยการให้เขาบริหารประเทศไปก่อน ดูซิหลังจาก 4 เดือน ไปเดือนที่ 5 ยังคุกรุ่นกับการช่วยเหลือเพื่อนพ้องน้องพี่หรือเปล่า ถ้ายังช่วยอยู่บอกผม ผมออกด้วย
แต่ผมว่าในขณะหนึ่ง คนที่กำลังตั้งพรรคการเมือง และกำลังเป็นนายกรัฐมนตรี นี่ผมวิเคราะห์ให้ฟัง แล้วเงินไม่รู้เท่าไร กว่าจะตั้งพรรคได้ เขามาเป็นได้โดยคนช่วยมาในเรื่องต่างๆ ถ้าเพื่อนพ้องน้องพี่เขาจะช่วยสักเรื่องหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือเขานี้ ผมถามว่ามันผิดไหม ถ้าช่วยในเรื่องไม่ผิดกฎหมายน่าจะทำนะ เขาทำผมไม่ว่า แต่ถ้าเป็นเรื่องผิดกฎหมายก็ไม่ควรจะทำ แต่อย่าให้เลยกรอบของกฎหมาย เลยกรอบของสังคมไปเท่านั้นเอง ผมคิดว่า ผมยังไม่โทษรัฐบาล อยากให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงานก่อน ถ้าใจผม ผมอยากจะให้รัฐบาลทำงานต่อไป
** มีการมองว่าคุณเพียรอาจจะได้รับผลประโยชน์ เงินทอง หรือได้รับความช่วยเหลือในคดีหลานชาย ที่ตรวจสอบเรื่องระเบิด
ขอบคุณมาก ที่พูดเรื่องคดีผม นี่อีกส่วนหนึ่ง ความจริงผมเก็บความรู้สึกในใจได้มาก ทุกข์ของตัวเองไม่เคยบอกให้สังคมรู้ ผมถูกคดีเกาะสมุย ก็มาจากการลงพื้นที่ไปดูเกาะสมุย ไม่ได้ไปดูเรื่องอย่างอื่นเลย แค่ไปดูเพราะจะหาซื้อ หาเช่าที่ 200 ตารางเมตรเท่านั้นเอง เพื่อไปเปิดศูนย์แพลตตินั่ม แต่คนที่เกาะสมุย ที่เป็นพันธมิตรฯ เขาพาผมไปดูที่ดินที่เป็นของรัฐมนตรีสุดารัตน์ (คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์) เอ่อ...บอกว่า ที่เขาดีเนอะ 76 ไร่ เขาขาย 800 ล้าน
ผมก็ลงไปถาม เสร็จแล้วเขาพาไปดูที่อื่น ผมไม่ได้สนใจนะครับ ไปดูที่อื่นต่อ พอหลังจากนั้นกลับมาที่ กทม. นักข่าวไปถามผมว่า พี่เพียรไปดูที่ที่เกาะสมุยมาใช่ไหม ผมบอกใช่ เสร็จแล้วเขาถามว่า เจออะไรบ้าง ผมบอกจะไปดูที่เปิดศูนย์แพลตตินั่ม เขาบอกว่าเห็นที่นักการเมืองบ้างหรือไม่ ผมบอกว่า เห็นที่ดินของคุณสุดารัตน์ เขาก็ขาย แต่ว่าที่เขาถูกต้องนะ แล้วเขาถามว่าที่หมอเลี้ยบล่ะ ผมบอกว่าไม่ทราบ
ขณะที่คุย มีคนที่เกาะสมุยโทร.เข้ามือถือผม บอกว่า พี่เพียร มีคนจะให้ข่าวผม ผมบอกว่าถ้าจะให้ข่าวผมคงทำอะไรไม่ได้ ผมเลยยื่นโทรศัพท์ผมให้นักข่าว ซึ่งในขณะนั้นอยู่ใน นสพ.ผู้จัดการ ชื่อนายปริญญา เอาโทรศัพท์ผมไปคุยนะ โทรศัพท์ใหม่ แฟนเพิ่งซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด เอาไปคุยชั่วโมงกว่า เขากลับเอาโทรศัพท์มายื่นให้บอกว่า ขอบคุณมากพี่เพียร เขาบอกว่าได้ข่าวเรียบร้อยแล้ว แล้วบอกว่าจะลงชื่อพี่ข้างบนนะ ผมบอกว่าไม่เป็นไร เสร็จแล้วเขาก็ใช้คำว่า “นายเพียร กล่าว...” ทุกย่อหน้าเลย พอใช้คำนี้มันไปพาดพิง เขาได้ข้อมูลจากคนที่โทร.มาจาก จ.สุราษฎร์ธานี ว่า ภรรยาของหมอเลี้ยบ
ทั้งที่ผมไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา ไม่เคยรู้จัก ว่าไปซื้อที่ผิดบ้าง ที่ตรงนี้บ้าง เขาลงเป็นตุเป็นตะหมดเลย แต่เขามาใช้ชื่อผม แล้ววันที่ 15 ภรรยาหมอเลี้ยบไปแจ้งความที่พหลโยธินว่าผมไปใส่ร้ายป้ายสี ไปหมิ่นท่าน ผมมีโอกาสเจอท่าน ผมเรียนตรงๆ ว่าผมไม่ได้พูดถึงท่านสักคำหนึ่ง วันนี้ผมต้องเป็นจำเลย วันนี้ยังไม่จบเลย ผมถามสักคำหนึ่ง ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดูแลผม เคยช่วยผมบ้างไหม วันนี้ผมเดินขึ้นศาลลำพังเฉพาะคนสนิทเท่านั้น แล้วเตรียมที่จะประกันตัวแสนสองแสน ผมใช้เงินผมหามาทั้งนั้น
เช่นเดียวกับหลานชายผม ออกจากคอนโดฯ มา 6 เดือนแล้ว ยังถูกคดีบอกว่าเก็บอาวุธไว้ในครอบครองเลย แล้วถามว่าวันนี้หลานชายผมถูกอัยการสั่งฟ้อง ไปประกันตัวที่โรงที่ศาลตลิ่งชัน ไม่มีใครไปดูหน้าหลานชายผมแม้แต่คนเดียว มีแต่พวกผมเท่านั้นเอง เกือบนาทีสุดท้าย หลานชายผมเกือบติดคุก วันนี้คนบอกว่าช่วยผมนี่ใครล่ะ เรื่องแบบนี้ผมบอกได้เลยว่าเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ไม่มีใครมาช่วยใครหรอกครับ นอกจากว่าเราต้องไปแก้ไขปัญหาของเราเอง ถ้าจะมาบอกว่ามีการช่วยเหลือกัน เรื่องแบบนี้ผมว่าไม่ใช่ ไม่จริงหรอกครับ
ในขณะนี้ ผมโดนคดีเยอะนะครับ และนี่คือสาเหตุหนึ่งที่ผมไม่ออกไป คดีสหกรณ์ 7 คดีนะครับ กำลังทำเรื่องถอนให้อยู่ เพราะเขาเห็นใจผม เพราะผมไม่ได้ทำผิด แต่ศาลตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้ผมถูกดำเนินคดี และขณะนี้กำลังโดนอีกหลายคดี เมื่อเป็นแบบนี้ วันนี้ทำให้ผมต้องลดบทบาทตัวเองลงสักหน่อยหนึ่ง แล้วมาดูซิว่าปัญหาบ้านเมืองพอจะแก้ไขตรงไหนได้ แต่ถ้าช่วยแล้วไปเข้าข้างคนผิด ผมก็ไม่เอาด้วย นี่คือสิ่งที่ผมต้องเบาลง
** นอกจากประเด็นที่ว่ามา ในเหตุผลที่ไม่ร่วมกับพันธมิตรฯ นั้นยังมีเรื่องอื่นอีกไหม เช่น ท่าทีของแกนนำพันธมิตรฯ หรืออะไร
ไม่ครับ คือทั้ง 5 ท่านไม่มีอะไรกับผม และท่านยังดีกับผม แต่ผมบอกตรงๆ เลย เปิดใจเลย ที่ผมไม่ชอบ เพราะผมเห็นว่า วันนี้ม็อบมีนักการเมืองเยอะมาก ดังนั้นที่เราจะมาอ้างบอกว่า เวทีตรงนี้ มหาวิทยาลัยตรงนี้เป็นมหาวิทยาลัย สร้างความรู้ให้ประชาชน แล้วมาบอกว่าไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังนี่นะ ซึ่งผมว่าไม่ใช่หรอก คนเราโกหกคนอื่นได้ แต่โกหกตัวเราไม่ได้นะครับ แต่ปี 2549 ต้องยอมรับความจริงว่า เรื่องนักการเมืองขึ้นเวทีไม่มีเลย ถ้าจะมีคือ 2 คน ป๋าเหนาะ (นายเสนาะ เทียนทอง) ป๋าเหนาะขึ้นเพราะอะไร แกมาสู้กับผมเรื่องที่ท่านนายกฯ ทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) มาแปรรูป ผมไปหาท่านเอง ชวนมาขึ้นเวทีเพราะอะไร เพราะขณะนั้นแกออกมาแล้วนะ ไม่ได้เป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้วนะ เมื่อปี 2549 กระแสต่างๆ คนก็กระหึ่ม ว่ามันเป็นเวทีประชาธิปไตย เวทีประชาชนจริงๆ ด้วย
แต่มาวันนี้ คุณไปพูดกับใครไม่ได้เลย เวทีใครนั้นไม่มีนักการเมืองหนุนหลัง เวทีนี้...ไม่มีนักการเมืองหนุนหลัง คุณไปถามเวทีพันธมิตรฯ ต้องมีนักการเมืองหนุนหลัง คุณไปถามเวที นปก. ต้องมีนักการเมืองหนุนหลังแน่นอน แล้วผมถามว่า คุณทำอย่างนี้แล้วเท่ากับคุณเอาตัวประชาชนมาเป็นเชลย คุณทำทำไม นี่ความคิดผมที่ผมไม่ไป วันนี้ผมไม่ต้องการให้ประชาชนมาเป็นเชลยของสังคม
ไหนคุณบอกว่า นายกฯ ทักษิณ สร้างความแตกแยกในสมัยก่อน แล้วเราต้องการสร้างความสมานฉันท์ แล้วคุณสร้างความสมานฉันท์กันหรือยังวันนี้ คุณพูดกันแต่ปาก คุณไม่ทำกันนะ ถ้าสองฝ่ายหากคุณหยุดให้หมด แล้วให้รัฐบาลทำ ถ้าทำผิดร่วมกันกระหน่ำรัฐบาล แต่ทุกฝ่ายสร้างความแตกแยก ถ้าผมไม่ไปขอด่านทั้งสองฝ่าย จะต้องหันไปกระหน่ำรัฐบาล เอาล่ะ ถ้าคุณยังไม่จบ ผมไปเปิดบล็อกอีก บล็อกแล้วจะทำยังไง แล้วที่สำคัญ ที่ผมเปิดเว็บบางเว็บที่เขาเล่นกันนี่ เขาด่าทหารเสียๆ หายๆ
วันนี้ถ้าไปด่าทหารเขามาก็ไม่ค่อยไหวนะ และที่สำคัญ คุณเคลื่อนไหวที ให้เขาปฏิวัติที ถ้าบังเอิญพรุ่งนี้เลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย ประกาศเลือกตั้ง แล้วมีรัฐบาลเป็นของอีกพรรค แล้วผมออกมาเคลื่อนไหวให้ทหารทำปฏิวัติ แล้วคุณจะทำอย่างไร บ้านเมืองเราอยู่ในกรอบของอะไรล่ะ คือผมว่าวันนี้ผมไม่ต้องไปสอนใคร ไปบอกใคร เขารู้กันหมด แต่ว่าจะทำหรือไม่เท่านั้น แต่ผมวิงวอนว่า หากต้องการให้ชาติบ้านเมืองไปได้ ผมบอกวันนี้ต้องช่วยกัน ไม่ใช่ช่วยแต่ปากนะครับ ต้องช่วยจริงๆ ต้องช่วยกันตักเตือน ต้องช่วยกัน บอกกันว่า ตรงนี้มันเพียงพอแล้วนะ ตรงนี้มันได้แล้วนะ อย่างเช่น สัมภาษณ์บอกไป ตรงนี้มันควรจะพอแล้วนะ
ถ้าผมเป็น 5 แกนนำนะ ผมฝากถึงท่าน วันนี้ได้ชัยชนะแน่นอนแล้ว แก้ไขรัฐธรรมนูญถอยแล้ว ท่านจักรภพ ลาออกแล้ว ศาลปกครองสั่งคุ้มครองไม่ให้เขาพระวิห