อดีตการ์ดเปลือย! พันธมิตรแฉ! พรรคเก่าแก่หนุนหลังม็อบป่วนเมือง” ไล่รัฐบาล
04 ก.ค. 2008 - 17:10:41 น. : ผู้อ่าน 655 คน - ตอบ 7 คน
คอลัมน์: Cover Story
“เพียร ยงหนู” ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ซัดกลับเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผ่านสถานีโทรทัศน์ ช่อง NBT ถึงเบื้องหลังการขนม็อบเข้าร่วมชุมนุม ยันมีการจ้างคนเข้าร่วม และพรรคการเมืองเก่าแก่อยู่เบื้องหลังแน่นอน แนะแกนนำ คนรู้ไต๋หมดแล้ว เพิ่ง 4 เดือน ควรให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อน ยันไม่ถูก มท.1 “เฉลิม อยู่บำรุง” ซื้อตัว-ปิดคดี “โจ้-ซีโฟร์” เพราะอยู่ในกระบวนการยุติธรรม แทรกแซงไม่ได้ เชื่อมั่นสหภาพฯ เล่นด้วยกับเวทีนี้แน่
** ในฐานะหัวหน้าการ์ดเก่าของเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในช่วงแรกก่อนการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 คราวนี้ทำไมจึงไม่เข้าร่วมกับเวทีนี้อีก
ต้องเรียนอย่างนี้นะครับ ที่เราไม่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ ในครั้งนี้นะครับ มันมีปัจจัยอยู่ 2-3 ปัจจัย คือ เนื่องจากว่าองค์กรของผมเองมันมีปัญหาภายใน ปัญหาภายในของผมเองมันมีอยู่ 6-7 เรื่องด้วยกัน เช่น เรื่องพนักงานขาด ไม่สามารถให้บริการกับประชาชนได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความหนักใจให้กับเราเองด้วย แล้วเรื่องปัญหาปากท้องของพนักงาน มันมีปัญหามาอย่างยาวนาน เพราะว่าตัวผมเองมัวแต่ออกไปสู้ข้างนอก เมื่อปี 2549 ออกไปสู้เรื่องการแปรรูปอยู่ ดังนั้นในเมื่อเราสู้เรื่องแปรรูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปัญหาภายในที่เรายังไม่สะสางเราน่าจะมาทำเรื่องตรงนี้ให้จบ เลยไม่มีโอกาสที่จะไปร่วมด้วย
และประเด็นหนึ่งที่สำคัญในการเปิดเวทีของพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ ถามว่าในครั้งนี้ ปี 2551 กับเมื่อปี 2549 มันแตกต่างกันอย่างไร ผมคิดว่า เท่าที่ผมตั้งข้อสังเกตนะครับว่า เงื่อนไขในการเคลื่อนไหวมันยังไม่เข้มงวดเท่าไร แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุด คนที่ขึ้นไปบนเวทีทั้งหลาย มีแต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังทางการเมืองเสียมากกว่า มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่า ถ้าผมเข้าไปเนี่ย ซึ่งผมเองเป็นคนกลาง เป็นพนักงานของรัฐ ถ้าผมไปยืนฝั่งหนึ่งฝั่งใด ภาพของผมจะเสีย
ซึ่งหลายคนไม่เข้าใจว่าตัวผมเองเคยสู้เมื่อปี 2549 แล้วทำไมวันนี้ไม่ออกไปสู้กับพันธมิตรฯ ล่ะ ซึ่งผมต้องบอกว่า เมื่อปี 2549 มันมีเหตุผลเรื่องการแปรรูปที่มันเข้มข้นมาก และทำให้ผมต้องออกไปต่อสู้ แต่ปีนี้เมื่อเห็นเงื่อนไขแล้ว ต้องถามว่าเงื่อนไขสำคัญไหม อย่างเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องหมิ่นเบื้องสูง เรื่องเขาพระวิหาร ถามว่าสำคัญหรือไม่สำคัญ แต่เมื่อทุกอย่างมันได้ดำเนินการจบสิ้นลง ผมว่าทุกอย่างมันน่าจะจบลงด้วยดี เพราะประชาชนส่วนหนึ่งเขาให้ความร่วมมือในการเคลื่อนไหวอยู่แล้ว
ในส่วนของตัวผม ผมพยายามยืนอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง และอีกอย่าง ความคิดของผมไม่เหมือนคนอื่น ใครที่คิดว่าอยู่กลุ่มเดียวกัน แต่จะมาบังคับความคิดของผมไม่ได้ ผมมีเอกภาพในความคิดของผม ผมคิดว่าตรงนี้มันไม่ถูก ผมก็ไม่เอาด้วย เพราะฉะนั้นในการขึ้นเวทีแล้วเราบอกว่า เป็นภาคประชาชน แล้วยังมีนักการเมืองอิงอยู่เนี่ย มันเป็นภาพที่ไม่บริสุทธิ์ไง พอไม่บริสุทธิ์ก็จะทำให้คนตำหนิได้ วันนี้ต้องยอมรับความจริงว่า บนเวทีพันธมิตรฯ ยังมีนักการเมืองส่วนมากอยู่
พอถามว่าวันนี้ถ้าเราลงไปสู้ เขาจะถามกลับมาทั้งสองข้างนั่นแหละ ฝั่งนี้มีนักการเมืองหนุน ฝั่ง นปก. มีนักการเมือง แล้วเราจะทำอย่างไร ถามว่าเราเป็นคนกลาง เราเป็นคนของสังคม แล้วเราเป็นปัญญาชน ถามว่าแล้วเราจะทำให้ทั้งสองฝั่งทะเลาะกัน ผมคิดว่ามันไม่มีความจำเป็น นี่คือจุดหนึ่งที่เราต้องการบอกกับประชาชนว่า ที่ผมไม่ออกไปเพราะแบบนี้ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ประชาชนได้ตัดสินใจดูว่า การจะเข้าข้างหนึ่งข้างใด ต้องคำนึงถึงบ้านเมืองเป็นหลักก่อน
แล้วคนที่มักจะพูดอ้างถึงเบื้องบน ผมอยากจะฝากว่า ถ้าอ้างแล้วคุณควรจะทำตามที่อ้างด้วย แล้วที่สำคัญที่สุด ข้างไหนที่เห็นว่ามันเดือดร้อน ก็ควรจะหยุดและควรจะฟังเสียงของประชาชนบ้าง ตรงนี้แหละผมคิดว่าจะได้ใจประชาชนมาก
** เหตุผลที่ยังไม่ออกไปชุมนุมยังไม่เพียงพอใช่ไหม
ยังไม่เพียงพอหรอกครับ และสำคัญที่สุดผมคิดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 มันผ่านวิกฤติหรือยัง ผมคิดว่ามันผ่านแล้วนะ และช่วงขณะที่ผ่านนี้ผมเห็นว่า วันนี้รัฐบาลมาแค่ 4 เดือนเอง พอ 4 เดือน คุณเรียกร้องไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เขาโอเค ยอมไปแล้ว แต่ว่ากว่าจะยอมเหนื่อยไหม ก็ยอมรับว่าเหนื่อย ท่าน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลาออกแล้ว จบแล้ว ถ้าจบแบบนี้ท่านคิดว่าน่าจะจบไหมล่ะ
ที่สำคัญที่สุดวันนี้ที่ผมมอง คือ ในช่วงที่รัฐบาลมาอยู่แค่ 4 เดือนนี้ เราอุตส่าห์เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง เลือกตั้งแล้วมันจะโกง หรือซื้อเสียง สุดแล้วแต่ ไปตัดสินด้วยกระบวนการยุติธรรมเอา ไม่เป็นไร แต่การบริหารประเทศมันต้องไปด้วย ดังนั้นเขาทำงานมา 4 เดือน แล้วคุณมาบอกว่ารัฐบาลต้องไป แล้วเงินที่จัดการเลือกตั้งมาล่ะ 2-3 พันล้านบาท เดือนละ 500-600 ล้านบาท แล้วใครจะเป็นคนออก ภาษีก็ประชาชนทั้งนั้นแหละ ถ้าคุณบอกว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่แค่ 4 เดือนยังไม่ดีพอ คุณหาวิธีการอย่างอื่นที่คิดว่ามันชัดเจนกว่านี้ได้ไหม ผมจะได้ออกไปร่วมด้วย แต่วันนี้ผมยังมองไม่ออกครับ ดังนั้น ผมคิดว่าน่าจะเปิดโอกาสให้เขาทำต่อไป
แต่ที่สำคัญ หลังจาก 4 เดือนแรกของรัฐบาลนี้ รัฐบาลต้องสนใจปัญหาปากท้องของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าไปสนใจเรื่องพรรคพวก เรื่องการช่วยเหลือกัน ซึ่งภาพมันจะออกมาต่อเนื่อง มันจะทำงานกันลำบาก ในยามวิกฤติเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ ผมอยากจะฝากไปถึงรัฐบาลด้วยว่า วันนี้มองถึงประชาชนจริงๆ ด้วยนะครับ ถ้ามองแบบนี้ผมคิดว่าไม่มีใครออกมาเคลื่อนไหวหรอกครับ
** ประธานสหภาพฯ ประกาศว่าจะไม่เข้าร่วม แต่ตัวสหภาพฯ ประกาศเข้าร่วม ทำไมไม่ทักท้วงตอนนั้น
คือตอนที่เขาออกไปนั้น เขามาประชุมกับผมนี่แหละ ประชุมเพื่อขอมติวิสามัญ ผมบอกว่าผมไม่ให้ การประชุมวิสามัญนี่มันเป็นการแลกด้วยองค์กรนะ ต้ององค์กรนำพาไปสู่การประชุมวิสามัญ แล้วพาคนออกไปที่ถนนราชดำเนิน มันไม่ถูก ผมบอกว่าเมื่อเราเป็นสมาชิก สรส. (สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์) เมื่อคุณรับมติ สรส. เขาเอาเฉพาะคนที่เขาถนัด ต้องการอยากจะไป หรือมีวัตถุประสงค์จะไป ก็ไปได้
คือประกาศก็ประกาศได้ แต่การประกาศแล้วคนจะไปได้หรือไม่ อันนั้นมันสุดแล้วแต่ แต่ผมยืนยันว่า ถ้าผมยังยืนอยู่ที่จุดๆ นี้ น้อยมากที่คนจะไป เพราะคนในโรงไฟฟ้า คนในเครือข่ายที่ไหนก็ตาม เขาเชื่อมั่นในผู้นำ แต่ว่าผมไม่บังคับใคร และสำคัญที่สุด เราไม่ต้องการไปหัก สรส. เขา ที่เป็นเครือข่ายพันธมิตรฯ อยู่นี้ เขาต้องการทำกิจกรรม เราให้เขาไปทำกิจกรรม แล้วรองเลขาฯ ผม ในฐานะเป็นน้อง เขาอยากจะไปทำก็ให้ไป เพราะไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกภายในเท่านั้นเอง
** หมายความว่า ไปในนามส่วนตัวหรือไม่
ไปในนาม สรส. ในนามส่วนตัวครับ
** ถ้าจะไปในนามองค์กรจะต้องมีการประชุมก่อนใช่ไหม
ต้องมีประชุมวิสามัญแน่นอน การเปิดประชุมวิสามัญไม่ใช่ง่ายนะครับ ผมต้องใช้ตังค์เยอะมาก เงินทองเราไม่มีเพียงพอที่จะไปประชุมวิสามัญแบบสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้ไม่ได้ อย่างปีก่อน ผมประชุมวิสามัญปี 2549 ผมใช้เงินไปหลายล้านพอสมควร แต่เราประชุมวิสามัญ เราปกป้ององค์กรก็คือ ไม่ให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจ
แต่ครั้งนี้ ผมไม่ได้เห็นแก่ตัวนะ แต่อย่างน้อยที่สุดเราต้องมองว่า การออกไปแล้วเนี่ย มันเกิดอะไรขึ้น มันได้อะไร มันเสียอะไร ถ้าออกไปแล้วมันเสียผมก็ไม่เอาเหมือนกัน นี่ไง! จุดตรงนี้ไงที่ผมต้องรักษาสงวนท่าทีผม ดังนั้น วันนี้องค์กรเรา หน่วยงานของรัฐ เช่น กระทรวงมหาดไทยเข้ามาเป็นผู้ดูแล รมว.มหาดไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้ดูแล ท่านเป็นผู้บังคับบัญชาเรา ท่านอาจจะเสียในสายตาคนอื่นเขา แต่ท่านยังไม่เสียในสายตาผม ผมร้องขอ 5-6 ข้อ ท่านทำให้ผมหมด แล้วอยู่ๆ ผมจะเปิดประชุมวิสามัญไปขับไล่ท่าน คิดว่ามันชอบธรรมไหมล่ะ คนในองค์กรเขาจะ มามองผมว่า เอ๊ะ...ประธานสหภาพฯ ทำแบบนี้แสดงว่าท่านเองไม่มีจุดยืนเลยสิ!! ท่านไม่เลือกเรื่องอะไรเลย ท่านเอาแต่เรื่องสนุกๆ เอาแต่เรื่องมีปัญหาๆ แบบนี้ การทำแบบนี้ไม่ใช่ผมนะครับ
ทุกเรื่องที่เขาเข้ามาแก้ไขปัญหาให้ผม 6 ข้อนี้ ผมว่าเป็นที่พอใจของคนในโรงไฟฟ้า และเป็นที่พอใจ เชื่อว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ด้วย อย่างน้อยๆ คนที่ขาด ในส่วนบริการประชาชน เราได้รับสมัครเพิ่มขึ้น นี่เห็นชัดว่าท่านแก้ปัญหา แต่ใครจะบอกว่าท่านไม่ดี ท่านเลว อันนั้นสุดแล้วแต่ใครจะว่า แต่ในส่วนที่ดีนั้นผมจะต้องแสดงให้เห็นว่า ท่านดีกับผมนะ
** เท่ากับว่าจะเป็นปัญหาองค์กร หากมีการเข้าไปร่วมกับเวทีพันธมิตรฯ
ไม่ครับ ไม่มีปัญหาเลย เราคุยกันได้ ข้างใน ถ้าผมบอกไม่ต้องไปก็จบ แต่เราจะต้องพูดให้เคลียร์เท่านั้นเอง แต่ขณะที่ สรส. ออกไปนี่เราไม่ต้องการตัดญาติขาดมิตรเท่านั้นเอง เราถึงบอกว่าไปเถอะ ไม่เป็นไร เขาพยายามบอกว่า เขาต้องการจะไปเพื่อคนโน้นคนนี้ เราไม่ว่ากัน หรือไปต่อต้านการแปรรูปอะไรนี่ไปเถอะไม่ว่า อันนี้ไม่หักห้ามกัน แต่ถ้าตัวผม ผมยืนยันเจตนารมณ์ผมชัดเจนว่าไม่ไปแน่นอน ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม
พอผมไม่ไป มีการโยน คือ พูดตรงๆ จากพี่น้องเรา พันธมิตรฯ นี่แหละ ปล่อยข่าวว่าผมรับเงินจากรัฐมนตรีเฉลิม 300 ล้านบาทบ้าง วิพากษ์วิจารณ์จนผมเสียหาย ซึ่งตรงนี้เอง ผมอยากจะฝากไปให้พี่น้องพันธมิตรฯ เรา และทางประชาชนด้วยว่า คนอย่างผม ถ้ารับเงิน ผมรับตั้งแต่แปรรูป ผมสบายไปแล้ว ผมมีจุดยืนของผม และสำคัญที่สุด ผมถามว่า แค่ผมไม่ไป แล้วโยนเผือกร้อน โยนบาปให้ผม แล้วบอกว่าไม่ใช่พวก คุณเอาไปกินเถอะ มันเป็นเผือกร้อน ผมถามว่ามันเป็นธรรมกับผมไหม
ในขณะที่ผมอยู่ของผมอย่างนี้ ดูแลของผมอยู่อย่างนี้ ขณะที่ผมได้รับข่าวจากหลายองค์กร ไม่ว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิต วิพากษ์วิจารณ์ผมอย่างหนัก บางคนโทร.มาหาผมทุกวัน บางทีผมทำใจไม่ได้เลย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ด่าผมเสียๆ หายๆ ผมเคยมีบารมี พูดตรงๆ ว่าคนที่ยอมรับผม การประปานครหลวง การไฟฟ้าภูมิภาค เกือบทุกองค์กรหาว่าผมไปรับเงิน เพราะผมไม่ไปร่วมต่อสู้กับพันธมิตรฯ
ผมถามว่า แบบนี้คุณกำลังผลักผมให้เป็นศัตรูนะ ใช่ไหมครับ ถ้าว่าผมรับเงิน ผมถามว่ามันมีเหตุผลอะไรที่จะมาว่าผมไปรับเงิน คุณเฉลิมเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้ผมนี่ แล้วผมถามว่า รัฐมนตรีเฉลิมแถมเงินให้ผมอีกหรือ ผมถามว่าถ้าอย่างนี้ รัฐมนตรีเฉลิมเป็นคนดีหรือคนบ้าไม่รู้นะ ช่วยปัญหาของผม 6 ข้อที่สำคัญแล้ว ยังมาให้เงินผมอีกน่ะหรือ มันไม่ใช่นะ
ผมอยากจะฝากว่า ทุกคนที่ไปพูดตรงนี้ อย่าพยายาม ผลักมิตรให้กลายเป็นศัตรู ถ้าผลักมิตรให้เป็นศัตรูผมเชื่อว่า การต่อสู้จะลำบากมากยิ่งขึ้น อย่างน้อยที่สุด คนรักผมก็มีเยอะ คนที่เกลียดผมมีบ้าง ไม่เป็นอะไร คนที่รักผมมีเยอะนะครับ อย่างน้อยที่สุดคนในโรงไฟฟ้า เขาเชื่อมั่นในฝีมือผม ว่าผมเป็นคนอย่างไร และผมไม่เคยทรยศต่อหน้าที่ผม
** สมาชิก กฟน. (การไฟฟ้านครหลวง) เข้าไปร่วมในครั้งแรก
เยอะมาก ผมพาไปคืนหนึ่งประมาณ 300-600 คน เมื่อปี 2549 ผมพาไปเยอะ ไม่ได้รับสิ่งตอบแทนอันใดเลย แม้แต่สลึงเดียว เราใช้เงินสหภาพฯ เป็นส่วนใหญ่ครับ
** คราวนี้ขาดสิ่งนี้ไป พลังมันจะเป็นอย่างไร
ผมเรียนตามตรงนะครับว่า หากขาดทางผมไป ถามว่าพลังท้อถอยลงไหม ลดลงไหม ผมเรียนว่า ลดลง ลดลงแน่นอน แล้วความชำนาญในพื้นที่นี่สู้ผมไม่ได้หรอก สู้ไม่ได้ เอาเถอะ ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อตัวเองนะ แต่ว่าเห็นได้ชัด คือคนพวกนี้ใช้คนมาทำงาน เรื่องการดูแล เรื่องการ์ดอะไรก็ตามนี้มันจะต้องละเอียดอ่อน และต้องรู้จิตใจเขาว่า เขาเครียด เขาลำบาก เขาทุกข์ยากขนาดไหน ผมรู้หมด คนอย่างผมนี่ไม่ใช่อยู่บนเวทีแล้วเหาะได้นะ ผมยืนบนเวทีแป๊บหนึ่ง ต้องลงมาดูพวกผม ว่าเขาทุกข์ยากขนาดไหน อันนี้เขาเลยได้ใจจากผมไปไง
เมื่อปี 2549 เริ่มแรกมาจากผมคนเดียวเท่านั้นนะครับ ที่เข้าร่วมกับพันธมิตรฯ นะครับ เข้าร่วมกับท่านสนธิ (สนธิ ลิ้มทองกุล) ตอนนั้นเขาจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่ธรรมศาสตร์ ผมจัดเวทีอยู่ที่สนามหลวง
** หมายถึงเอาสหภาพฯ เข้าร่วมหรือครับ
ไปร่วม ในขณะนั้นไม่มีใครเลย ผมสู้ขณะนั้น ผมสู้เมื่อปี 2549 คนในองค์กรด่าผมหนักเลย บอกว่าผมไปยุ่งอะไรกับข้างนอก แต่ผมบอกว่าผมยุ่งเนื่องจากขณะนี้เขากำลังจะแปรรูป ถ้า กฟผ. ไป ผมไป ผมเลยสู้สุดชีวิตไง พอสู้แบบนี้ปุ๊บ พอได้ชัยชนะมาอะไรมา ก็หลายคนเห็นมันถูกต้อง เป็นรูปธรรมขึ้น
แต่ครั้งนี้อย่างที่ผมเรียนนะครับ มันหลายสิ่งหลายอย่าง ที่ผมเองไม่สามารถจะออกไปทำอย่างนั้นได้ และสำคัญที่สุด ท่านต้องเข้าใจว่าเพิ่งเลือกตั้งมา อย่างน้อยที่สุดถึงใครจะเลวจะชั่วนะครับ ผมคิดว่าอย่าไปเติมน้ำมันให้มันมากจนเกินไป อย่างน้อยผมคิดว่า นายกฯ สมัคร ท่านรัฐมนตรีเฉลิม วันนี้ไม่ใช่ผมไม่ได้ออกไปร่วม แล้วมาชมเขานะ ผมไม่ได้ชมเขานะ ที่เสียท่านก็มีเยอะ สิ่งที่ดีก็มี อย่างน้อยควรเปิดโอกาสให้บ้านเมืองมันเดินไปได้ โดยการให้เขาบริหารประเทศไปก่อน ดูซิหลังจาก 4 เดือน ไปเดือนที่ 5 ยังคุกรุ่นกับการช่วยเหลือเพื่อนพ้องน้องพี่หรือเปล่า ถ้ายังช่วยอยู่บอกผม ผมออกด้วย
แต่ผมว่าในขณะหนึ่ง คนที่กำลังตั้งพรรคการเมือง และกำลังเป็นนายกรัฐมนตรี นี่ผมวิเคราะห์ให้ฟัง แล้วเงินไม่รู้เท่าไร กว่าจะตั้งพรรคได้ เขามาเป็นได้โดยคนช่วยมาในเรื่องต่างๆ ถ้าเพื่อนพ้องน้องพี่เขาจะช่วยสักเรื่องหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือเขานี้ ผมถามว่ามันผิดไหม ถ้าช่วยในเรื่องไม่ผิดกฎหมายน่าจะทำนะ เขาทำผมไม่ว่า แต่ถ้าเป็นเรื่องผิดกฎหมายก็ไม่ควรจะทำ แต่อย่าให้เลยกรอบของกฎหมาย เลยกรอบของสังคมไปเท่านั้นเอง ผมคิดว่า ผมยังไม่โทษรัฐบาล อยากให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงานก่อน ถ้าใจผม ผมอยากจะให้รัฐบาลทำงานต่อไป
** มีการมองว่าคุณเพียรอาจจะได้รับผลประโยชน์ เงินทอง หรือได้รับความช่วยเหลือในคดีหลานชาย ที่ตรวจสอบเรื่องระเบิด
ขอบคุณมาก ที่พูดเรื่องคดีผม นี่อีกส่วนหนึ่ง ความจริงผมเก็บความรู้สึกในใจได้มาก ทุกข์ของตัวเองไม่เคยบอกให้สังคมรู้ ผมถูกคดีเกาะสมุย ก็มาจากการลงพื้นที่ไปดูเกาะสมุย ไม่ได้ไปดูเรื่องอย่างอื่นเลย แค่ไปดูเพราะจะหาซื้อ หาเช่าที่ 200 ตารางเมตรเท่านั้นเอง เพื่อไปเปิดศูนย์แพลตตินั่ม แต่คนที่เกาะสมุย ที่เป็นพันธมิตรฯ เขาพาผมไปดูที่ดินที่เป็นของรัฐมนตรีสุดารัตน์ (คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์) เอ่อ...บอกว่า ที่เขาดีเนอะ 76 ไร่ เขาขาย 800 ล้าน
ผมก็ลงไปถาม เสร็จแล้วเขาพาไปดูที่อื่น ผมไม่ได้สนใจนะครับ ไปดูที่อื่นต่อ พอหลังจากนั้นกลับมาที่ กทม. นักข่าวไปถามผมว่า พี่เพียรไปดูที่ที่เกาะสมุยมาใช่ไหม ผมบอกใช่ เสร็จแล้วเขาถามว่า เจออะไรบ้าง ผมบอกจะไปดูที่เปิดศูนย์แพลตตินั่ม เขาบอกว่าเห็นที่นักการเมืองบ้างหรือไม่ ผมบอกว่า เห็นที่ดินของคุณสุดารัตน์ เขาก็ขาย แต่ว่าที่เขาถูกต้องนะ แล้วเขาถามว่าที่หมอเลี้ยบล่ะ ผมบอกว่าไม่ทราบ
ขณะที่คุย มีคนที่เกาะสมุยโทร.เข้ามือถือผม บอกว่า พี่เพียร มีคนจะให้ข่าวผม ผมบอกว่าถ้าจะให้ข่าวผมคงทำอะไรไม่ได้ ผมเลยยื่นโทรศัพท์ผมให้นักข่าว ซึ่งในขณะนั้นอยู่ใน นสพ.ผู้จัดการ ชื่อนายปริญญา เอาโทรศัพท์ผมไปคุยนะ โทรศัพท์ใหม่ แฟนเพิ่งซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด เอาไปคุยชั่วโมงกว่า เขากลับเอาโทรศัพท์มายื่นให้บอกว่า ขอบคุณมากพี่เพียร เขาบอกว่าได้ข่าวเรียบร้อยแล้ว แล้วบอกว่าจะลงชื่อพี่ข้างบนนะ ผมบอกว่าไม่เป็นไร เสร็จแล้วเขาก็ใช้คำว่า “นายเพียร กล่าว...” ทุกย่อหน้าเลย พอใช้คำนี้มันไปพาดพิง เขาได้ข้อมูลจากคนที่โทร.มาจาก จ.สุราษฎร์ธานี ว่า ภรรยาของหมอเลี้ยบ
ทั้งที่ผมไม่เคยเห็นหน้าเห็นตา ไม่เคยรู้จัก ว่าไปซื้อที่ผิดบ้าง ที่ตรงนี้บ้าง เขาลงเป็นตุเป็นตะหมดเลย แต่เขามาใช้ชื่อผม แล้ววันที่ 15 ภรรยาหมอเลี้ยบไปแจ้งความที่พหลโยธินว่าผมไปใส่ร้ายป้ายสี ไปหมิ่นท่าน ผมมีโอกาสเจอท่าน ผมเรียนตรงๆ ว่าผมไม่ได้พูดถึงท่านสักคำหนึ่ง วันนี้ผมต้องเป็นจำเลย วันนี้ยังไม่จบเลย ผมถามสักคำหนึ่ง ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดูแลผม เคยช่วยผมบ้างไหม วันนี้ผมเดินขึ้นศาลลำพังเฉพาะคนสนิทเท่านั้น แล้วเตรียมที่จะประกันตัวแสนสองแสน ผมใช้เงินผมหามาทั้งนั้น
เช่นเดียวกับหลานชายผม ออกจากคอนโดฯ มา 6 เดือนแล้ว ยังถูกคดีบอกว่าเก็บอาวุธไว้ในครอบครองเลย แล้วถามว่าวันนี้หลานชายผมถูกอัยการสั่งฟ้อง ไปประกันตัวที่โรงที่ศาลตลิ่งชัน ไม่มีใครไปดูหน้าหลานชายผมแม้แต่คนเดียว มีแต่พวกผมเท่านั้นเอง เกือบนาทีสุดท้าย หลานชายผมเกือบติดคุก วันนี้คนบอกว่าช่วยผมนี่ใครล่ะ เรื่องแบบนี้ผมบอกได้เลยว่าเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ไม่มีใครมาช่วยใครหรอกครับ นอกจากว่าเราต้องไปแก้ไขปัญหาของเราเอง ถ้าจะมาบอกว่ามีการช่วยเหลือกัน เรื่องแบบนี้ผมว่าไม่ใช่ ไม่จริงหรอกครับ
ในขณะนี้ ผมโดนคดีเยอะนะครับ และนี่คือสาเหตุหนึ่งที่ผมไม่ออกไป คดีสหกรณ์ 7 คดีนะครับ กำลังทำเรื่องถอนให้อยู่ เพราะเขาเห็นใจผม เพราะผมไม่ได้ทำผิด แต่ศาลตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้ผมถูกดำเนินคดี และขณะนี้กำลังโดนอีกหลายคดี เมื่อเป็นแบบนี้ วันนี้ทำให้ผมต้องลดบทบาทตัวเองลงสักหน่อยหนึ่ง แล้วมาดูซิว่าปัญหาบ้านเมืองพอจะแก้ไขตรงไหนได้ แต่ถ้าช่วยแล้วไปเข้าข้างคนผิด ผมก็ไม่เอาด้วย นี่คือสิ่งที่ผมต้องเบาลง
** นอกจากประเด็นที่ว่ามา ในเหตุผลที่ไม่ร่วมกับพันธมิตรฯ นั้นยังมีเรื่องอื่นอีกไหม เช่น ท่าทีของแกนนำพันธมิตรฯ หรืออะไร
ไม่ครับ คือทั้ง 5 ท่านไม่มีอะไรกับผม และท่านยังดีกับผม แต่ผมบอกตรงๆ เลย เปิดใจเลย ที่ผมไม่ชอบ เพราะผมเห็นว่า วันนี้ม็อบมีนักการเมืองเยอะมาก ดังนั้นที่เราจะมาอ้างบอกว่า เวทีตรงนี้ มหาวิทยาลัยตรงนี้เป็นมหาวิทยาลัย สร้างความรู้ให้ประชาชน แล้วมาบอกว่าไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังนี่นะ ซึ่งผมว่าไม่ใช่หรอก คนเราโกหกคนอื่นได้ แต่โกหกตัวเราไม่ได้นะครับ แต่ปี 2549 ต้องยอมรับความจริงว่า เรื่องนักการเมืองขึ้นเวทีไม่มีเลย ถ้าจะมีคือ 2 คน ป๋าเหนาะ (นายเสนาะ เทียนทอง) ป๋าเหนาะขึ้นเพราะอะไร แกมาสู้กับผมเรื่องที่ท่านนายกฯ ทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) มาแปรรูป ผมไปหาท่านเอง ชวนมาขึ้นเวทีเพราะอะไร เพราะขณะนั้นแกออกมาแล้วนะ ไม่ได้เป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้วนะ เมื่อปี 2549 กระแสต่างๆ คนก็กระหึ่ม ว่ามันเป็นเวทีประชาธิปไตย เวทีประชาชนจริงๆ ด้วย
แต่มาวันนี้ คุณไปพูดกับใครไม่ได้เลย เวทีใครนั้นไม่มีนักการเมืองหนุนหลัง เวทีนี้...ไม่มีนักการเมืองหนุนหลัง คุณไปถามเวทีพันธมิตรฯ ต้องมีนักการเมืองหนุนหลัง คุณไปถามเวที นปก. ต้องมีนักการเมืองหนุนหลังแน่นอน แล้วผมถามว่า คุณทำอย่างนี้แล้วเท่ากับคุณเอาตัวประชาชนมาเป็นเชลย คุณทำทำไม นี่ความคิดผมที่ผมไม่ไป วันนี้ผมไม่ต้องการให้ประชาชนมาเป็นเชลยของสังคม
ไหนคุณบอกว่า นายกฯ ทักษิณ สร้างความแตกแยกในสมัยก่อน แล้วเราต้องการสร้างความสมานฉันท์ แล้วคุณสร้างความสมานฉันท์กันหรือยังวันนี้ คุณพูดกันแต่ปาก คุณไม่ทำกันนะ ถ้าสองฝ่ายหากคุณหยุดให้หมด แล้วให้รัฐบาลทำ ถ้าทำผิดร่วมกันกระหน่ำรัฐบาล แต่ทุกฝ่ายสร้างความแตกแยก ถ้าผมไม่ไปขอด่านทั้งสองฝ่าย จะต้องหันไปกระหน่ำรัฐบาล เอาล่ะ ถ้าคุณยังไม่จบ ผมไปเปิดบล็อกอีก บล็อกแล้วจะทำยังไง แล้วที่สำคัญ ที่ผมเปิดเว็บบางเว็บที่เขาเล่นกันนี่ เขาด่าทหารเสียๆ หายๆ
วันนี้ถ้าไปด่าทหารเขามาก็ไม่ค่อยไหวนะ และที่สำคัญ คุณเคลื่อนไหวที ให้เขาปฏิวัติที ถ้าบังเอิญพรุ่งนี้เลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย ประกาศเลือกตั้ง แล้วมีรัฐบาลเป็นของอีกพรรค แล้วผมออกมาเคลื่อนไหวให้ทหารทำปฏิวัติ แล้วคุณจะทำอย่างไร บ้านเมืองเราอยู่ในกรอบของอะไรล่ะ คือผมว่าวันนี้ผมไม่ต้องไปสอนใคร ไปบอกใคร เขารู้กันหมด แต่ว่าจะทำหรือไม่เท่านั้น แต่ผมวิงวอนว่า หากต้องการให้ชาติบ้านเมืองไปได้ ผมบอกวันนี้ต้องช่วยกัน ไม่ใช่ช่วยแต่ปากนะครับ ต้องช่วยจริงๆ ต้องช่วยกันตักเตือน ต้องช่วยกัน บอกกันว่า ตรงนี้มันเพียงพอแล้วนะ ตรงนี้มันได้แล้วนะ อย่างเช่น สัมภาษณ์บอกไป ตรงนี้มันควรจะพอแล้วนะ
ถ้าผมเป็น 5 แกนนำนะ ผมฝากถึงท่าน วันนี้ได้ชัยชนะแน่นอนแล้ว แก้ไขรัฐธรรมนูญถอยแล้ว ท่านจักรภพ ลาออกแล้ว ศาลปกครองสั่งคุ้มครองไม่ให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ผมถาม 3 อย่างนี้เพียงพอหรือยัง ผมคิดว่าน่าจะเพียงพอต่อสังคม แล้วน่าจะลงได้แล้ว และคิดว่าภาพลักษณ์ก็จะสวยด้วย ถ้าเป็นผมจะประกาศหยุดๆ เลย คืนพื้นที่ให้ประชาชน เรื่องที่ผู้ปกครอง นักเรียน ครู โรงเรียนราชวินิตมัธยม ไปฟ้องศาลมันจะได้จบๆ ไปเสีย มันจะได้คิดกันว่า เอ่อ...พันธมิตรฯ เขามีเหตุมีผล อย่างน้อยรถราวิ่งไปมาก็จะสะดวกขึ้น ใช่ไหมครับ แล้วประกาศเลยบอกว่า หลังจากหยุดไป ถ้ารัฐบาลกระทำการไม่เหมาะสม จะออกมาขับเคลื่อนต่อ ก็มีเหตุมีผลละนะทีนี้ เขาชนะแล้ว
** เขาอาจจะคิดว่ามีแบ็กดี ทำให้ชุมนุมต่อเนื่องยาวนานได้
ผมเข้าใจครับ ผมเชื่อว่าแบ็กดี แต่ผมถามว่าทุกคนมีแบ็กหมดแหละ วันนี้ผมฝากถามไปถึงแบ็กทั้งสองข้าง ถ้าแบ็กวางตัวเป็นกลาง แล้วมองประเทศเป็นหลัก บ้านเมืองเราไม่ลำบากอย่างนี้หรอก แต่ตอนนี้สำคัญที่สุดคือ แบ็กไม่เป็นกลาง เพราะแบ็กแต่ละคนตกงานทั้งนั้นแหละ บังเอิญฝ่ายนี้ตกงาน หากได้เป็นรัฐบาล อย่างน้อยที่สุดบางทีอาจจะได้เป็นรัฐมนตรีก็ได้ ที่ปรึกษารัฐมนตรีก็ได้ หรืออาจจะไปนั่งในบอร์ดไหนก็ได้ มันมีความคาดหวังทั้งนั้นแหละครับ แต่ทุกคนไม่มีใครยอมพูดความจริงกัน ผมพูดความจริงนะ เพราะ ผมรู้ รัฐบาลก็มีแบ็ก พันธมิตรฯ ก็มีแบ็ก ผมเคยอยู่ทั้งสองฝ่ายมา เพราะผมไม่เป็นคนของใคร ผมรู้ไง แต่คนอย่างผมอันตรายพอสมควรเพราะรู้มาก เดี๋ยวโดนฟาดปากเอาเสียอีก ก็ซวยอีก แต่รู้แล้วท้วงติงในเรื่องที่ถูกต้องเท่านั้นเอง
ถามว่าถ้ายืนอยู่แบบนี้ ใครจะเจ็บที่สุด ที่ท่านบอกคือ องค์เหนือหัวของเราใช่ไหมล่ะ แล้วคุณบอกว่าคุณรักองค์เหนือหัวเราใช่ไหมล่ะ แล้วคุณบอกว่าคุณรัก คุณทำเพื่อองค์เหนือหัว ถ้าแบบนี้ คุณเอาแบ็กทั้งสองข้างออกเสียสิ แล้วเจรจาให้จบบนโต๊ะกลมเสีย หรือไม่ก็ออกไปเสีย ไปตั้งหลักเสียใหม่ ให้ท่านได้สบายใจบ้าง ผมว่าน่าจะทำนะ
เอาละ ถ้าท่านไม่ยอมทำ ผมเปิดม็อบขึ้นมาใหม่ เป็นม็อบที่เรียกว่า “ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” พี่น้องประชาชนทั่วประเทศจะออกมาร่วมชุมนุมกับผมได้ไหม เป็นม็อบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เราต้องการจะให้บ้านเมืองอยู่อย่างมีความสุข อยู่อย่างสงบเนี่ย ม็อบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มาช่วยกัน ถ้ามีม็อบขึ้นอีกม็อบหนึ่งแล้วจะทำอย่างไรล่ะ
ตรงนี้เองผมถึงเป็นห่วงว่า วันนี้ถ้าเงื่อนไขมันผูกกันมากเข้าๆ ปัญหามันเยอะ ไม่อยากให้มีอย่างนี้ ถ้าจบได้ตรงไหนก็จบไปเสีย เท่านั้นเอง
** พรรคพลังประชาชนมีการระบุว่า พล.ต.จำลอง ต้องการเผยแผ่ลัทธินอกรีต ขณะที่นายสนธิ ต้องการรายได้เข้าเอเอสทีวี ในฐานะคนวงใน เป็นแบบนี้ไหม
คือวันนี้ทั้งสองฝ่ายพยายามทำลายความชอบธรรมของกันและกัน หากทำลายความชอบธรรมของอีกฝ่ายได้มาก คนนั้นก็ชนะไป เอาละ ถามว่า พล.ต.จำลอง กำลังเผยแผ่ลัทธิ ผมว่าถ้าท่านเผยแผ่ ท่านไม่เอาคนมาหน้าทำเนียบหรอก ท่านใช้คนเดินไปตามชุมชน ว่าลัทธิที่ท่านจำลองอยู่เนี่ย เป็นลัทธิแบบนี้ๆ ทำอย่างนี้ง่ายกว่า ไม่ต้องเหนื่อย วันนี้ท่านจำลองก็เหนื่อยนะ
แล้วถามว่าท่านสนธิขาดทุนไหม ก็บอกได้ว่าขาดทุน แต่ถามว่าท่านมีวิธีแก้ไขอย่างอื่นไหม ท่านก็มีวิธีแก้อย่างอื่น ดูการขายจานอะไรเนี่ย แต่ถามว่ามีเงินจากม็อบมาสนับสนุนไหม มันก็อาจจะมีส่วนบ้าง อย่างนี้เราปฏิเสธไม่ได้หรอก แต่ภาพแบบนี้ควรจะเอามาตีแผ่ เอามาตำหนิกันไหม เอามาทำลายบ้านเมืองกันไหม ไม่ใช่
ภาพทำลายบ้านเมืองคือ ภาพที่คุณบอกว่า แบ็กมากกว่าที่เอาชนะคะคานกัน บางพรรคการเมืองไม่ได้เป็นรัฐบาลมาตั้ง 9 ปีแล้วนะ คนไม่ได้เป็นรัฐบาลมา 9 ปี คุณจะไปหาเสียงที่ไหนให้มาเป็นรัฐบาลอีกต่อๆ ไป มันยากมาก เพราะฉะนั้น ตรงนี้คุณควรมามองมากกว่า แล้วคุณควรใช้ความคิดว่า เราเชื่อ 5 แกนนำตรงนี้แล้ว แต่เรามองภาพลึกไปอีกว่า ภาพตรงนี้คืออะไรมากกว่า นี่คือจุดสำคัญเลย ดังนั้น เรื่องลัทธิ เรื่องเอเอสทีวี ไม่ใช่เรื่องสาหัสสากรรจ์อะไรเลย เป็นเรื่องปลีกย่อย แต่ว่าทุกคนคิดได้
ผมบอกว่าวันนี้จุดสำคัญ คนที่อยู่ข้างหลังเท่านั้นที่จะแก้ไขอย่างไร ใคร หยุดเสีย ดังนั้นรัฐบาลควรจะไปหามาว่าเป็นใคร มีกี่คน วันนี้ผมฝากรัฐบาลไปเลย ถ้าเป็นผมๆ สั่งเวทีที่สนามหลวง ผมสั่งรื้อเลย แล้วเวทีที่สนามหลวงเปิดอยู่นะ คนมาด่ากัน เวทีพันธมิตรฯ ยังเปิดอยู่นะ แล้วคนมาด่ากัน ขาดความชอบธรรมเลยนะ ถ้าคุณยังปล่อยแบบนี้ไม่มีสิ้นสุดนะ วันนี้รัฐบาลต้องไปหาข้างหลัง ข้างในมา สาดกันไปสาดกันมา ไม่มีสิ้นสุดไง รัฐบาลต้องไปหาว่าแบ็กใหญ่ๆ คือใคร แล้วคุยไม่ยากหรอก ถ้าคุยให้เป็น คุยให้รู้ถึงรสชาติของมัน ปัญหาของมัน บางทีมันจบง่ายๆ เหมือนกัน
** ปัญหาคือการชิงอำนาจรัฐ
หากมองถึงอำนาจรัฐ คนที่ได้เปรียบคือรัฐบาลแน่นอน เขาได้เปรียบตรงไหน เขามาจากการเลือกตั้งไง ดังนั้นคนที่คิดลิดรอนอำนาจรัฐเสียเปรียบนะ และสำคัญหากเขาอยู่มาสักปี คุณไปทำคุณอาจจะได้เปรียบ แต่นี่เขาอยู่มาได้ 4 เดือนเองนะ ถึงบอกต้อง กลับไปตั้งหลักเสีย มองไปอีก 1 เดือนข้างหน้า รัฐบาลจะทำอะไรที่มันขาดความชอบธรรม อย่าเดินไปข้างหน้า วันนี้คุณเชื่อไหม ม็อบที่เอาคนมา คนพวกนี้แทบจะไม่มีงานทำเลย ม็อบพันธมิตรฯ ล้วนแต่คนทำงาน แต่คนที่ไม่มีงานทำมาจากต่างจังหวัด เข็นกันมาบ้าง ถูลู่ถูกังกันมาบ้าง ก็รู้กันนะ คนที่เคยทำม็อบมาเราจะรู้กันอยู่ เห็นกันอย่างไร ทำกันอย่างไร ถ้าเราเปิดให้เขากลับไปทำงานบ้าง อย่างน้อยๆ เศรษฐกิจมันก็เดินไปได้บ้าง วันนี้คนมันจ้องจะเอาชนะกันอย่างเดียว มันอะไรกันล่ะ
** การเป่านกหวีด จะมีการเกณฑ์อะไรกันบ้าง
มันก็อยู่แล้ว
** เยอะไหม 1-2 หมื่นคนได้ไหม
คืออย่างนี้นะครับ คุณต้องยอมรับความจริงว่า ม็อบมันมีทั้งมาแบบจัดตั้ง และแบบมาด้วยอุดมการณ์ มาแบบจ้างมา คุณเชื่อผมสิ ไม่มีในโลกไหนหรอกที่คนอยู่ๆ มากันเป็นแสนโดยไม่ได้จ้างมา บ้าสิ! นอกจากคนเดือดร้อนทั้งประเทศถึงมารวมตัวกันได้ แต่อยู่ๆ คนมาเกือบแสน แล้วมาจากทั่วสารทิศ คิดดูสิคนที่กรีดยางอยู่บ้าน อยู่ๆ ขึ้นรถตู้มา ถ้าเขาไม่ได้อะไรบ้าง เขาจะมาหรือ ไหนจะต้องกรีดยาง เสียรายได้ แต่คนที่มาเขามีอุดมการณ์ที่จะต่อสู้อย่างนั้นเขามา มาเสร็จอย่างน้อยที่สุดค่ารถเขาต้องจ่ายให้ มันมีแน่นอน คุณจะไปโกหกใครไม่ได้หรอก ถามว่าพันธมิตรฯ มีไหม ต้องมี ฝั่ง นปก. มีไหม ต้องมี ไม่อย่างนั้นไม่สามารถเกณฑ์คนมาได้หรอก แต่ถ้าคนเดือดร้อนทั้งประเทศ เป่านกหวีดทีเดียวมาเยอะ แสดงว่ามันผิดปกติ
นี่คุณสังเกตไหมล่ะว่า ทำไมม็อบต้องมาเฉพาะวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เพราะอะไร เพราะว่าบางคนทำงานจันทร์ถึงศุกร์ เขาจัดรถให้มา อาจจะไม่ได้จ้างมา แต่อย่างน้อยเขาจ่ายค่ารถให้มาได้ เข้ามาเห็น เข้ามาดูให้รู้ว่าเป็นอย่างไร มันก็ค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้น อันนี้เป็นปัญหาของสังคมที่มันเกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้
** ทำไมม็อบพันธมิตรฯ ถึงมีแต่คนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้มาร่วมเยอะ
ถามว่าทำไมม็อบ นปก. มีแต่คนอีสานล่ะ มันมีแค่ 2 พรรคการเมืองเท่านั้นที่แข่งกันอยู่ อีกฝ่ายหนึ่งรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งฝ่ายค้าน ต้องพูดตรงๆ แบบนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะโกรธผม ไม่เป็นไร เพราะผมคนใต้เหมือนกัน รัฐบาลจะโกรธผม ไม่เป็นไร มัน 2 พรรคเท่านั้นที่แข่งกัน กลัวที่จะเป็นฝ่ายค้าน แย่งกันเป็นรัฐบาล ผมถามว่าประชาชนใช้ความคิดเป็นหรือเปล่า อยู่ดีกินดีกันหรือยัง ที่ออกมาเสี่ยงเนี่ย เราต้องไม่ไปเป็นกองเชียร์นะ เราต้องเป็นคนห้าม ต้องเป็นกรรมการ ถ้าเป็นแขกเชียร์จบเลย บ้านเมืองเจ๊งหมด เพราะฉะนั้นผมคนหนึ่งละที่เป็นกรรมการห้าม ผมเลยไม่ไป นี่คืออุดมการณ์ผม คือความคิดผม ที่ใครมาจูงจมูกไม่ได้
** ในฐานะที่เคยเป็นแกนนำการชุมนุม แต่ละครั้งนั้นใช้เงินเยอะไหม
ผมบอกคุณได้เลยว่า วันละเป็นล้าน เพราะว่าค่าเวทีวันหนึ่งไม่ใช่น้อย ค่าคน ค่ารถ ค่าอะไรจิปาถะ มันขึ้นอยู่ว่าแต่ละสาย แต่ละซีก เขาจะหามา บางคนอย่างผม คนศรัทธาผมมาก ลงขันให้ผมมาก มันสามารถเอาคนมาได้เยอะหน่อย มันอยู่ที่คนลงขันช่วยกันเท่านั้น ผมพูดแบบนี้เดี๋ยวพันธมิตรฯ มาด่าผมอีก ไม่เชื่อคอยดูสิ แต่ว่าผมไม่เป็นไร ถ้าเขาจะด่าผม ผมพูดเรื่องจริงให้ฟัง และไม่ได้ไปด่าพันธมิตรฯ แล้วอยากฝากไปบอกด้วยว่า ที่ผมไม่ไป อย่าหาว่าผมไปรับเงิน แล้วอย่าเที่ยวด่าสาดไปหมด วันก่อนเห็นบอกว่า ปูนซีเมนต์ก็ไม่ช่วยเหลือ ปูนซีเมนต์หมายถึงใครเขาก็รู้กัน ผมบอกผู้ใหญ่ที่ผมนับถืออีกคน เขาไม่มาเพราะเขาทำธุรกิจกัน บางทีผมไม่มาก็ปรับให้เป็นศัตรูกัน ว่าใครไม่ไป ปรับให้เป็นศัตรู ผมว่าชนะได้ยาก เพราะฉะนั้นใครก็ตาม ถ้าไม่ไป ไม่ควรจะพูดถึงด้วยซ้ำ และควรจะถามเขาว่า ที่เขาไม่ไปเพราะอะไร มีเหตุผลอะไร
** กลุ่มที่เคยเคลื่อนไหวเมื่อปี 2549 ถอนตัวออกมาเยอะไหม เช่น สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท. นักกิจกรรม กป.อพช. (คณะกรรมการประสานงานพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน) หรืออะไรเหล่านี้
ผมเชื่อว่าเขามีจุดยืนคล้ายๆ ผม และจุดใหญ่ที่สำคัญคือ เราอ้างไม่ได้เลยว่ารัฐบาลมา 2 ปี 3 ปี รัฐบาลมาแค่ 4 เดือน ท่านสมัครจะเลวจะชั่วท่านมาแค่ 4 เดือน วันนี้ท่านมา 4 เดือนถูกด่าสาดเสียเทเสีย ท่านดูเอาแล้วกัน แล้วท่านเฉลิม ผมไม่ได้รักได้ชอบท่านนะ แต่ท่านมา 4 เดือน ท่านถูกด่าสาดเสียเทเสีย ท่านดูเอาสิ แต่ถ้าท่านมาแล้วท่านทำบ้านเมืองเสียหาย มีการคอร์รัปชั่น ทุจริต ผมไม่ว่าเลย เอาเถอะครับ ผมจะช่วยด่าด้วย แต่วันนี้แค่เอื้อมมือจะทำ ถูกด่าแล้ว ท่านลองนึกดูสิครับ แบบนี้บ้านเมืองจะไปไหวเหรอ ผมถามว่าต่อไป
ถ้าบังเอิญพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล มีคนกลุ่มหนึ่งไปไล่ประชาธิปัตย์แบบนี้บ้าง จะทำอย่างไร คุณเชื่อไหม บ้านเมืองไม่มีวันสงบถ้าทำอย่างนั้น แล้วผมพูดไว้เลยวันนี้ คุณดูต่อไป ถ้าบังเอิญท่านนายกฯ สมัคร หรือพรรคพลังประชาชนมีอุบัติเหตุ แล้วพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นรัฐบาล ผมให้เวลาแค่ 3 เดือน ไม่เกิน 5 เดือน จะเจอมรสุมอย่างที่เป็นปัจจุบันนี้ เพราะคนเขารู้หมดว่าม็อบนี้ของใคร อีกม็อบของใคร คนภาคเหนือ คนภาคใต้ คนภาคกลาง คนภาคอีสาน เขาคิดอย่างไร นี่คือสัดส่วนของคนที่คิดกัน
ผมจึงบอกทั้ง 2 ฝ่ายว่า ต้องการสร้างความสมานฉันท์ คุณได้สร้างหรือยัง หรือว่าคุณซ้ำเติมความสมานฉันท์ให้แตกแยกมากยิ่งขึ้นๆ
** การประกาศตัวเป็นศัตรูแบบนี้ ไม่กลัวพันธมิตรฯ จะถล่มหรือ
จริงๆ ผมไม่ได้ประกาศตัวเป็นศัตรูนะ ผมเพียงแต่พูดเรื่องของจริงๆ ให้ฟัง ถ้าคนเรายอมรับความเป็นจริง ไม่ได้แสดงว่าไม่ใช่ผู้นำนะ คนที่จะเป็นคนสาธารณะต้องกล้าที่จะให้ผู้คนแสดงความคิดเห็นได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้ คุณบอกว่า วันนี้ราชดำเนินเป็นโรงเรียนที่สอนให้คนมีความรู้ คุณสอนไปเลยเรื่องความรู้ แต่เอาเรื่องความรู้จริงๆ ให้เขา มอบความรู้จริงๆ ให้เขา แต่บางคนผมเห็นขึ้นเวทีไปด่าๆ ตั้งแต่ใต้สะดือลงมา ผมถามว่าอันนี้ความรู้ไหม มันไม่ใช่นะ ด่าทหาร เอาปืนไปขายดีกว่า โอ้โห เขาชาติชายทหารนะ อยู่ๆ ให้เขามาปฏิวัติซี้ซั้วได้อย่างไร บ้านเมืองเสียหาย ต่างชาติไม่ยอมรับ ให้เขาทำได้อย่างไร มันต้องเห็นใจเขา พอทหารไม่เข้าทางคุณ บอกทหารใช้ไม่ได้ อย่างนี้ไม่ใช่ผู้นำนะ คนเป็นผู้นำต้องกล้าให้คนวิพากษ์วิจารณ์ และต้องทนเขาด่า ทนคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ ทำไมคุณด่า ท่านสมัคร สุนทรเวช ได้ตั้ง 30 กว่าวัน คุณด่าไม่หยุดเลย นี่ผมไม่ได้ว่าท่านนะ ไม่ได้ชมท่านนะ แต่ผมว่าท่านทนนะ คนอายุ 70-80 ปี ควรจะกลับไปนอนกับลูกหลาน ท่านยังทนทำงานอยู่อย่างนี้ ผมว่าท่านไม่ธรรมดานะ
ผมพูดวันนี้ไม่ได้เปิดว่าผมประกาศเป็นศัตรูกับใคร ไม่ใช่ แต่บอกให้รู้ว่า สิ่งที่ท่านทำนั้นผมรู้ทุกอย่างแหละ ผมรู้ทุกอย่าง เพียรรู้ทุกอย่าง แต่เพียรไม่อยากให้เกิดปัญหามาก สงสาร ที่ท่านบอก สงสารพระเจ้าอยู่หัว สงสารกันจริงๆ เถิด หยุดเถอะ แล้วมาเฝ้าดูรัฐบาลต่อไปว่า รัฐบาลจะช่วยคน ที่ท่านด่าว่าเขาจะช่วยอย่างไร หากไม่ถูกไม่ต้องอย่างไร ผมจะเป็นคนประชุมวิสามัญคนแรกเลย องค์กรแรกเลย จะนำเลย แต่วันนี้เลือกตั้งมาแค่ 4 เดือน เงินภาษีเราหายไปเยอะ ช่วยประคับประคองให้มันอยู่ได้ไปก่อนได้ไหม และองค์กรไปได้ เรากำลังบริหารมาด้วยดี งบประมาณเพิ่งจะผ่านไปได้ด้วยดี เรามาดูซิว่าจะเป็นอย่างไร
** คนทางโน้นเขาอาจจะคิดว่าวันนี้ไม่ได้ร่วมกับพันธมิตรฯ แล้วเราจะใช้วิธีการทำลายความน่าเชื่อถือของเขา
คือไม่มีอะไรมาก ผมบอกได้เลยว่า ถ้าใครสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าคนนั้นชนะไป นี่คือเรื่องจริง คนไทยเรามองแบบนี้ คือไม่ได้มองว่า ที่เราพูดไปนั่นมันจริง 100% หรือไม่ เพราะฉะนั้นวันนี้ ถ้าเราเอาใครที่น่าเชื่อถือได้มากกว่า คนนั้นก็ชนะไป เมื่อชนะไปแล้ว ขณะที่เขาก็มาถูกต้องตามครรลองของประชาธิปไตย แล้วบ้านเมืองเสียหาย ผมถามว่าคุณจะใช้วิธีการแค่นี้หรือ น่าจะคิดกันมากกว่านี้หน่อยได้ไหม ผมนี่แหละบอกว่า ผมไม่ได้ท้าทายใคร แต่ผมไม่ได้กลัวอะไรนะ แต่ผมพูดอย่างตรงไปตรงมา ผมไม่รู้จะกลัวอะไร เพราะกลัวจนไม่รู้จะกลัวอะไรแล้วล่ะ วันนี้ขนาดไม่ได้ไปยุ่งกับใคร มีตำรวจตาม มีสายโน้นสายนี้ตาม ถ่ายรูปหน้าบ้านผม ถ่ายทุกวันครับ วันละ 4-5 ตลบ ถ่ายจนเดี๋ยวนี้บ้านผมแทบจะไม่เป็นอันจะอยู่แล้ว มันแปล๊บๆ ๆ ไม่รู้อะไรกันนักหนา แล้วเที่ยวไปปล่อยข่าวว่า ผมจะไปขนคนจากปักษ์ใต้มาก่อกวนบ้าง ผมว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลนะ วันนี้คนอย่างเพียรไม่ทำสิ่งที่บ้านเมืองจะเสียหาย ผมทำอย่างเดียวคือ บ้านเมืองไม่เสียหาย และอันไหนเสียหายผมจะไม่ออกไปสนับสนุนด้วย
** แกนนำพันธมิตรฯ บอกว่า นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากนายกรัฐมนตรีไม่เพียงพอ ต้องสร้างการเมืองใหม่ 70:30 โดยให้ ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง 30% และมาจากการแต่งตั้ง 70%
ผมถามว่า ทางพันธมิตรฯ ต้องการเปลี่ยนการเมืองใหม่ใช่ไหม ผมถามว่า ถ้าคุณได้แล้วคนเขาจะยอมรับหรือเปล่า ผมถามว่า แล้วอำนาจในการตัดสินใจมันอยู่ที่คน 5 คนหรือ คนทั้งประเทศนะ คนที่เอาด้วยก็มี คนไม่เห็นด้วยก็มี คุณดูการลงประชามติรัฐธรรมนูญ หมิ่นเหม่นะ ฉิวเฉียด เฉี่ยวๆ นะ กว่าจะได้ วันนี้คุณต้องเข้าใจนะ คุณทำการเมืองภาคประชาชน ต้องเป็นภาคประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ภาคประชาชนแอบแฝง แค่คุณทำภาคประชาชนแบบนี้ คนก็มองว่าอันนี้ไม่ใช่การเมืองภาคประชาชน แต่เป็นการเมืองที่มีแบ็ก (เบื้องหลัง) แบบที่คุณบอก อย่างนี้เขาเรียกการเมืองแบบประชาธิปไตยไหม มันไม่ใช่นะครับ
เพราะฉะนั้นผมบอกว่า ถ้าจะเปลี่ยนภาคการเมืองแบบใหม่ ต้องหล่อหลอมคนมากกว่านี้หน่อย แล้วต้องทำความเข้าใจและเข้าไปหาเนื้อหาสาระของมันว่า จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความกระทบ ทะเลาะเบาะแว้งกัน วันนี้คุณมาบอกว่าทำการเมืองใหม่ ขณะที่คนกำลังแตกแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่าย คุณทำอย่างไร วันนี้คุณต้องเอาประชาชนกลับมาทั้งหมดก่อน ไม่ใช่มาบอกว่า ปักษ์ใต้ไม่ต้องไปลง ที่โน่นใครลง ส.ส. ปักษ์ใต้ไม่ได้หรอก เพราะที่โน่นพรรคใหญ่ประชาธิปัตย์เขาฟาดเรียบ ไปอีสานไม่ต้องไปหรอก พรรคพลังประชาชนเขาฟาดเรียบ นี่คนยังแบ่งอยู่เลย คุณทำอย่างไร ภาคการเมืองทั้งหมด ใครก็ได้ไปลงสมัคร แต่เป็นคนกลาง คนที่สามารถแก้ปัญหาประชาชนจริงๆ ผมเชื่อว่าอันนี้คือจุดจบของมัน แต่วันนี้ผมยืนยันได้ว่า คุณทำสักร้อยปีก็ไม่ประสบความสำเร็จ ผมบอกให้ ถ้าทำอย่างนี้นะ
อ้าว...วันนี้พันธมิตรฯ เดินไปอีสาน ไปได้กี่อำเภอ บางอำเภอเขาก็รักคุณ บางอำเภอเขาก็เกลียดคุณ รัฐบาลไปภาคใต้ ไปเดินได้กี่อำเภอ มันก็แบบนี้ มันต้องมาละลายพฤติกรรมของคนที่เกิดความแตกแยกทั้งหมดให้เป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน ให้เป็นคนบนผืนแผ่นดินไทย ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ให้เป็นคนอยู่ในข้าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้หมดก่อน ไม่แตกแยก อันนี้อีสาน อันนี้เหนือ อันนี้กลาง เมื่อก่อนไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย วันนี้ผมเชื่อว่ายาก เพราะคนปลูกฝังความคิดไว้เยอะมาก จึงเชื่อว่ายากไง
** วันนี้ไม่ได้เข้าร่วมกับพันธมิตรฯ อาจจะมีคนมาดูเรื่องที่ไปทำอะไรลับๆ มาหรือไม่ จึงเปลี่ยนท่าที
ผมเรียนว่า ผมเป็นคนที่ระวังตัวตลอดอยู่แล้ว ทุกวันนี้ผมถูกใส่ร้ายป้ายสีเพียงพอแล้วกับการไม่ออกไปร่วมกับพันธมิตรฯ เขาส่งคนไปปล่อยข่าวว่าผมไปรับเงินรัฐมนตรีเฉลิม อย่างนี้สาหัสสากรรจ์พอ ต่อไปนี้จะมีอะไรอีกไหม ผมว่าก็คงไม่มีมากไปกว่านี้หรอก กับการถูกโจมตีจากเวทีพันธมิตรฯ ว่าผมถูกรัฐบาลซื้อตัวไปแล้ว
½èÒ·ѡÉÔ³ “§§” ·Õè¶Ù¡´èÒ
àÍÒËÅÐ ¼èÒµéͧ¶Ù¡â´¹´èÒ ¤×ͽèÒ·ѡÉÔ³ ¡çä´éáµè¹Ñè§ “§§æ” ¡çàÍ àË繡ѹªÑ´æä´éâ´Â ·Ø¡¤¹ “༴稡ÒÃà¢ÒÊ觤¹µÑÇàͧ à¢éÒ¤Ãͺ§Ó·Ø¡¡Åä¡ÃѰ” áÅéÇ༴稡Òà “¡ç·ÓÍÐäà ·ÕèÊèÍãËéàËç¹ ÇèÒÁÕÁÙŤÍÃÑ»ªÑè¹ÁÒ¡ÁÒÂËÅÒÂàÃ×èͧ” áÅéÇ༴稡ÒÃ¡ç “à¢éÒ¤Ãͺ§ÓÊ×èÍÁÒ¡ÁÒ¡ÇèÒ·Ñ¡ÉÔ³ÁÒ¡ÁÒ¹ѡ” áÅéÇ༴稡ÒÃ¡ç “äÁèâ´¹¡ÒõÃǨÊͺâ´ÂÊÔé¹àªÔ§” áÅéÇ༴稡ÒÃ¡ç ºÔ´àº×͹ÍÍ¡àÊÕ§ ¡ÒÃŧ »ÃЪÒÁµÔáººÊØ´æ” áÅéÇÊØ´·éÒ ·Õè·ÓãËéÂÍÁÃѺ¤ÇÒÁäÁè´Õ·Ñé§ËÁ´ ¢Í§à¼´ç¨¡Òà ¡Ñ¹ä´é áµè ¡ÅѺÃѺ ¤ÇÒÁäÁè´Õ·Ñé§ËÁ´¢Í§·Ñ¡ÉÔ³ äÁèä´é “¡ç¤§¨Ðà»ç¹àÃ×èͧ༴稡Òà à¢Ò ÃÑ¡ªÒµÔ ·ÓàÅÇà¾×èÍªÒµÔ ·Ó·Ñé§ËÁ´à¾×èÍªÒµÔ äÁèãªèãËéµÑÇàͧ” ¤×ÍÊØ´â»Ãè§ãÊ äÁè·Ñº«é͹ áµè¤¹ªÍº·Ñ¡ÉÔ³¡ç¤§ “§§” ¡Ñ¹µèÍ à¾ÃÒÐàËç¹·ËÒà ¨ÐÁÒàÅ蹡ÒÃàÁ×ͧ¡Ñ¹ “¤×ÍÊ׺ÍÓ¹Ò¨¹Ñè¹àͧ” ÊÃØ»Áѹ¡çʧÊÑ¡ѹä´é ÇèÒ·Ñé§ËÁ´·Õè·ÓÁÒ Áѹà¾×èÍ ªÒµÔ ËÃ×Í à¾×è͵ÑÇàͧ¡Ñ¹á¹è
¢éÍÁÙÅ༴稡ÒÃàÅÇ·ÃÒÁà¾Õº
¼Á¤§¨ÐäÁèàÍÒàÃ×èͧµèÒ§æ ·ÕèʹѺʹعÇèÒÃкͺ༴稡ÒÃÁѹàÅÇ·ÃÒÁ¢¹Ò´ä˹ “ÁÒà¢Õ¹ãË麷¤ÇÒÁ¹Õé¹èÒàª×èͶ×Í¢Öé¹ËÃ×ÍÍÐäÔ ¶éÒ·èÒ¹äÁèàª×èÍ ¼Á¡ç¢Í·éÒãËéÅͧä»ÍèÒ¹ ÍÕ-¹ÔÇÊì ËÃ×Í »ÃЪÒä·Â ËÃ×Í »ÃЪҷÃÃÈ ËÃ×Í äÎ-·Ñ¡ÉÔ³ ËÃ×Í ·ÃÙ-·Ñ¡ÉÔ³ áÅéÇ ºÅÍ¡ µèÒ§æ ÍÕ¡ÁÒ¡ÁÒ áÅéÇ·èÒ¹¼ÙéÍèÒ¹·Õèª×蹪ͺ “Ãкͺ༴稡ÒÔ ¨ÐàËç¹¢éÍÁÙÅáÅФ¹ÁÒ¡ÁÒ ·ÕèʹѺʹعÁØÁÁͧ ·ÕèÍÂÙèµÃ§¡Ñ¹¢éÒÁàÅ¡Ѻ¤¹ªÍº”Ãкͺ༴稡ÒÔ
áµè»ÑËÒÁѹ¤×Í ¼Á¡çà¤ÂàʹÍãËéà¾×è͹¼Á ·ÕèªÍºà¼´ç¨¡Òà Åͧä»ÈÖ¡ÉÒÁÒáÅéÇ áÅéÇà¢Ò¡çºÍ¡¼ÁÇèÒ “äÁèàª×èÍ¢éÍÁÙžǡ¹Ñé¹ â¡Ë¡ÊÃéÒ§àÃ×èͧ ·Ñé§ËÁ´ ·Ñé§à¾” áÅéÇà¾×è͹¡çÅÒ¡ÂÒÇ à»ç¹¢éÍæàÅ “á¡éµÑÇãËé༴稡ÒÃËÁ´·Ø¡ÍÂèÒ§” ¼Á¡çÂÍÁÃѺàËÁ×͹à¢Ò ÇèÒÁѹá¤èÁÕÁÙÅ ÇèÒ·Ó¤ÇÒÁ¼Ô´ÁÒ¡ÁÒ áµèÁѹµéͧÊè§àÃ×èͧà¢éÒÈÒÅ µÍ¹¹ÕéÁѹá¤è¢éÍʧÊÑ áµè¼Á¡ç¶ÒÁà¾×è͹¤¹¹Ñé¹ “¡ÅѺä»ÇèÒ” áµè¢Í¶ÒÁ˹èÍÂà¶ÍÐ “¾ÍàÃ×èͧ༴稡Ò÷ÓàÅÇ à¾×è͹ºÍ¡ÇèÒäÁèàª×èÍ á¡éµÑÇãËéà¢Ò ¶éÒ¨ÐãËéàª×èÍ¡ç µéͧ¢Öé¹ÈÒÅ ãËéÈÒŵѴÊÔ¹ ¡Ñ¹¡è͹ ÁÒÁͧẺ¼ÔÇà¼Ô¹äÁèä´é”
¼Á¡çàÅ “Í´Âé͹¶ÒÁäÁèä´é” ÇèÒ áÅéÇ·Õ ·Ñ¡ÉÔ³ “·ÓäÁàª×èÍËÁ´ ÇèÒà¢ÒàÅÇ äÁèàª×èͤÓá¡éµÑÇà¢Ò áÅÐäÁèÃÍÈÒŵѴÊÔ¹ËÃ×ÍÍÐäÃàÅ”
ÃéÍ·Ñé§ÃéÍ äÁèÇèҨСÕ褹·Õè¼Á¶ÒÁÁÒ ¶Ö§µÍ¹·Õè¼Á¶ÒÁ¼èÒÂʹѺʹع༴稡Òõç¹Õé·Õäà “à§ÕÂºæ ¡ÃÐÍÖ¡¡ÃÐÍÑ¡ µÍºäÁèä´é¢Öé¹Áҷѹ·Õ”
à¢éÒã¨áºº§èÒÂæ
áÅéǼÁ¡çºÍ¡ÇèÒ “½ÃÑè§à¢ÒÁÕ¤Ó¾Ù´ÇèÒ In a Nut Shell ËÃ×Í ÊÃØ»·Ø¡ÍÂèÒ§ÁÒã¹à»Å×Í¡¶ÑèÇàÁç´à´ÕÂÇ” ¤×Í àÃ×èͧµÃǨÊͺ ã¹ÃѰºÒÅ·Ñ¡ÉÔ³ “ÊÊ ½èÒ¤éÒ¹ Ê×èÍ àÍ繨ÕâÍ ¹Ñ¡ÇÔªÒ¡Òà ÍÒ¨ÒÃÂì ÊÇ «Õ¡ÍÔÊÃÐ áÅÐͧ¤ì¡ÃẺÈÒÅ»¡¤Ãͧ” µÃǨÊͺ·Ñ¡ÉÔ³áËÅ¡ áÅÐ µÅÍ´àÇÅÒ áµèÁÒ´Ù༴稡Òáѹ á¤èÊÀÒÍÂÒ¡µÃǨÊͺ ÃѰÁ¹µÃÕ¤¹à´ÕÂÇ “Âѧà¶Õ§¡Ñ¹áËÅ¡ÇèÒÁÕÍÓ¹Ò¨µÃǨÊͺËÃ×Íà»ÅèÒ” ¤×Í àÁ×èÍÊÃØ»·Ø¡ÍÂèÒ§ ·Ø¡àÃ×èͧ ÁÒã¹¶ÑèÇãºà´ÕÂǹÕé Áѹ¤è͹¢éÒ§¨ÐÊÃØ»ä´é¹Ð “ÇèÒ¤ÇÒÁ¨ÃÔ§áÅéÇ ÍÐää×ÍÍÐäà ¤×Í·Ñ¡ÉÔ³ ËÃ×Í à¼´ç¨¡Òáѹá¹è ·ÕèäÁè¶Ù¡µÃǨÊͺ”
áÅéǶéÒà»Å×Í¡¶ÑèÇÍѹ¹Ñé¹Áѹà¢éÒã¨ÂÒ¡ä» ¼Á¡ç¶ÒÁ¾Ç¡Ãѡ༴稡ÒõçæàÅ “¹Õèà¾×è͹ ä»»Ãзéǧ·Ñ¡ÉÔ³ÁÒ¡Õè§Ò¹¡Ñ¹ ºÒ§§Ò¹àÍÒÃÙ»·Ñ¡ÉÔ³ãË餹 “©ÕèãÊè” àÅÂã¹Ëéͧ¹éÓ áÅéÇÃÙéÊÖ¡Âѧ䧷ÕèµÓÃǨ¡ÓÅѧ¨Ñºá¡¹¹Ó ¹»¡ ·ÕèàÍÒÃÙ» ·ËÒÃãËèâµÁÒÅéÍàÅÕ¹” ÃéÍ·Ñé§ÃéÍ à¾×è͹·ÕèÃѡ༴稡ÒþٴäÁèÍÍ¡
áµè¤¹Ê¹ÑºÊ¹Ø¹ ༴稡Òà áÅÐ à¡ÅÕ´·Ñ¡ÉÔ³ ¶Ö§¨Ðà¢éÒã¨ä´é áµèäÁèà¤ÂÂÍÁ¤ÇÒÁàÅ “ÇèÒµÑÇàͧÍÒ¨¨ÐÁͧ¼Ô´ä»” ©Ð¹Ñ鹨ÃÔ§æáÅéÇ àªè¹·Õè¼Á¾ÂÒÂÒÁ͸ԺÒÂãËéà¾×è͹ÃÑ¡¢Í§¼Á ·Õèà»ç¹ÅÙ¡ËÁéÍʹ¸Ô ÅÔéÁ·Í§¡ØÅ¿Ñ§ “·Ñé§ËÁ´ÁѹÍÂÙè·Õè¡ÒÃàÅ×Í¡¢éÒ§à·èÒ¹Ñé¹àͧ” äÁèä´é¢Öé¹ÍÂÙè¡Ñºà˵ؼŠËÃ×Í ¢éÍÁÙÅ ËÃ×Í ¤ÇÒÁ¨ÃÔ§ ÍÐä÷Ñé§¹Ñé¹
á¼¹ÊÒÁÊÕè¢Ñé¹ à¾×èÍÅéÁ·Ñ¡ÉÔ³
áÅéÇÊÔè§·Õè·ÓãË餹ËѹÁÒà¡ÅÕ´·Ñ¡ÉÔ³¡Ñ¹ ¨ÃÔ§æäÁèãªèÃкͺ·Ñ¡ÉÔ³ ËÅÍ¡ ã¤Ã¡çµÒÁ·ÕèÍÂÙèã¹áǴǧÊ×èÍẺ¼Á ·ÕèÍèҹ˹ѧÊ×Í¡ÒÃàÁ×᷺ͧ·Ø¡àÅèÁ áÅÐ µÒÁ¢èÒÇ¡ÒÃàÁ×ͧª¹Ô´µÔ´¢ÍºÊ¹ÒÁ ¨ÐàËç¹ä´éàÅ “ÇèÒ˹ѧÊ×ÍÃÙé·Ñ¹·Ñ¡ÉÔ³ áÅÐ ¤ÓÇèÒÃкͺ·Ñ¡ÉÔ³” ÍÍ¡ÁÒ¹Ò¹ÁÒ¡áÅéÇ áµèäÁèà¤ÂÊÒÁÒö “»ÅØ¡¡ÃÐáÊÍÐäÃãËèâµä´éàÅ”
áÅéÇÁѹÍÐäà ·Õè»ÅØ¡ÍÒÃÁ³ì¤¹ä·ÂºÒ§Êèǹ¢Öé¹ÁÒ “ÃØ¹á稹ÍÍ¡ÁҢѺäÅè·Ñ¡ÉÔ³” à»ç¹¨Ñ§ËÇÐáá·ÕèÊÃéÒ§¢Öé¹ÁÒ ãËéä¿ “¤ÇÒÁà¡ÅÕ´ªÑ§µÔ´” áÅéÇËÅѧ¨Ò¡ä¿¹Õé µÔ´ ¨Ö§ËѹÁÒãªé Ãкͺ·Ñ¡ÉÔ³ à»ç¹»ÃÑªÒ ¢Ò¤ÇÒÁà¡ÅÕ´·Ñ¡ÉÔ³ ãËéà»ç¹Ãкº
¡ç¨ÐÍÐäà ¹Í¡¨Ò¡ ·Ñ¡ÉÔ³ äÁèÃÑ¡ “ªÒµÔ ÈÒʵÃì ¡ÉѵÃÔÂì” ¤×ÍÊÓËÃѺ¨Ôµã¨ ÊÃéÒ§·Ñ¡ÉÔ³ ¼ÙéàÅÇÍÂèÒ§ “à·Ç·ÑÈ” ¢Öé¹ÁÒ â´Â¡ÅèÒÇËÒÇèÒ ·ÃÂÈªÒµÔ äÁèÃÑ¡¾èÍËÅǧ ·ÓÅÒÂÈÒÊ¹Ò áÅéǾÍÂÖ´¾×é¹·Õè¨Ôµã¨áÅéÇ ¡çãªéÃкͺ·Ñ¡ÉÔ³ “ÂִʵÔáÅлÑÒ” µèÍä»
“¶ÒÁ¨ÃÔ§æà¶ÍÐà¾×è͹ ´èÒ·Ñ¡ÉÔ³ÇèÒµÑé§Êѧ¦ÃÒª·Ñº«é͹ áÅéÇ·ÓäÁµÍ¹¹ÕéÂѧ ÁÕ Êѧ¦ÃÒª·Ñº«é͹ ÍÂÙèËÇèÐ áÅéÇäÁèºÃèØÈÒʹҾط¸ÇèÒà»ç¹ÈÒʹһÃÐ¨ÓªÒµÔ ÁѹàÃ×èͧÍÐäáѹÇèÐ áÅéÇ༴稡Òà ÍÓ¹Ò¨Å鹿éÒ µÍ¹¹Õé ·ÓäÁäÁèàÍÒ¼Ô´·Ñ¡ÉÔ³àÃ×èͧ¨éͧÅéÁʶҺѹ¡ÉѵÃÔÂì ÇèРẺàÍÒ¢é͵¡Å§¿Ô¹áŹ´ìÁÒ¢Öé¹ÈÒÅ áÅéǶéÒÊèǹÊӤѢͧªÒµÔ¤×ÍàÈÃɰ¡Ô¨ ã¤Ã ¡Ñ¹á¹èÇèÐ ·Õè·ÓÅÒªҵÔÍÂÙè ¤×ÍàÈÃɰ¡Ô¨ÁѹÁÒÂèÍÂÂѺ¡çà¾ÃÒÐ༴稡ÒùÕè¹Ð” ¡çà»ç¹¤Ó¶ÒÁ·Õè¼Á “Âé͹¶ÒÁ” à¾×è͹ÃÑ¡·Õèà»ç¹ÅÙ¡ËÁéÍʹ¸Ô
“¼Á¡çäÁèä´é¤ÓµÍºÍÐäáÅѺÁÒ”
·Õèá·é¡çàÃ×èͧ¼Å»ÃÐ⪹ì
¡çàÅÂàʹÍà¾×è͹ÅÙ¡ËÁéÍʹ¸Ôä» ÇèÒ ´èÒ¤¹ªÍº·Ñ¡ÉÔ³¡Ñ¹ÇèÒà¾ÃÒÐÁռŻÃÐ⪹ìáͺὧ ´èÒ¤¹ªÍº·Ñ¡ÉÔ³ ÇèÒ¤ÇÒ ´èÒ¤¹Ê¹ÑºÊ¹Ø¹·Ñ¡ÉÔ³ 10 ÅéÒ¹ ÇèÒ¨¹ áÅéǶÒÁµÃ§æ¾Ç¡¤¹ÃÇÂáÅФ¹ÃдѺÊÙ§áÅмÙé¹Ó»ÃÐà·È¹Ð ·ÕèäÁèªÍº·Ñ¡ÉÔ³ ¡çà¾Õ§à¾ÃÒÐà¢Ò “´Õà¡Ô¹ä»µèͤ¹¨¹ãªèäËÁ” àÍÒ·ÃѾÂҡêҵÔ仾Ѳ¹Ò¤¹¨¹ á·¹·Õè¨ÐàÍÒÁÒ “ºÓàÃÍ” ¤¹ÃÇ “áºè§ãËé” ¤¹ÃÇ áÅоǡÃÒª¹Ô¡ØÅ ª¹ªÑé¹ÊÙ§ àËÁ×͹áµè¡è͹ “ÊÃØ»¤×Íâ¡Ã¸·Õè·Ñ¡ÉÔ³äÁèä´é»ÃÐहªÒµÔãËéãªèäËÁ”
“¼Á¡çäÁèä´éÃѺ¤ÓµÍºÍÐäáÅѺÁÒ”
¼ÁÍÂÒ¡¨ÐÊÃØ»ãËéà¾×è͹¼Á¿Ñ§áººÂÒÇæ áÅÐÊÑ鹿 ÊÑé¹ÊÑ鹤×Í “¤¹·Õèà¡ÅÕ´·Ñ¡ÉÔ³ àËç¹á¡èµÑÇ áÅСØàÃ×èͧÊÃéÒ§àÃ×èͧ ÁÒ·ÓÅÒÂÊÔè§·Õè¢ÇÒ§·Ò§µÑÇàͧ ¤×Í·Ñ¡ÉÔ³ ´éÇ¡ÒÃãÊèä¿ãËéÍÒÃÁ³ìàÃ×èͧÃÑ¡ªÒµÔ áÅÐ ÊÃéÒ§Ãкº·Ñ¡ÉÔ³ÁÒËÅÍ¡»ÑÒª¹” Áѹ¡çà·èÒ¹Ñé¹àͧ
Ãкͺ·Ñ¡ÉÔ³ ÁÕ¨ÃÔ§ËÃ×ÍäÁè
¶éÒẺÂÒÇæ Áѹ¡çÁÕ “¨Ø´ãËèäÁè¡Õè¨Ø´” ·Õ褹µè͵éÒ¹·Ñ¡ÉÔ³ “©ÅÒ´¾Í” àÍÒÁһеԴ»ÐµèÍ ãËéÁѹÁÕÃкͺ·Ñ¡ÉÔ³ ¢Öé¹ÁÒ à·èÒ¹Ñé¹àͧ
“¨Ø´áá” ·Ñ¡ÉÔ³à¢ÒÍÒ¨¨Ðä» “¨Øé¹” ¡ÑºÍÃËѹµìã¹Í§¤ì¡ÃÍÔÊÃÐ áµèÅͧ件ÒÁʹ¸Ô ÅÔéÁ·Í§¡ØÅ´ÙÊÔ ÇèÒʹ¸Ô¾ÃéÍÁà¢éÒä» “¨Øé¹” ¡ÑºÍÃËѹµìã¹Í§¤ì¡ÃÍÔÊÃÐẺ ¸¹Ò¤ÒÃªÒµÔ à¾×èÍËÂØ´¡ÒûÑè¹à§Ô¹ºÒ· äËÁ ¤×ÍÁѹ¡çÁÕÊÒà˵ءѹ¹Ð
“¨Ø´Êͧ” »ÃЪҹÔÂÁ¤×Í¡Òë×éÍàÊÕ§ áÅéǨзÓÅÒªҵÔã¹Í¹Ò¤µ ¨ÃÔ§æáÅéÇÁѹ¡çá¤è Ãкº “हà«Õè¹” ·Õèà¨ÒШ§»ÑéÁà§Ô¹ ŧ价ÕèÃÒ¡ËéÒà·èÒ¹Ñé¹àͧ áÅéÇã¤ÃºéÒ§ËÅзÕè¡ÅéÒäÁèàÍÒ»ÃЪҹÔÂÁµÍ¹¹Õé ¤×Í´èÒà¢ÒµÃ§¹Õé à¢éÒÁÒ¡çàÍÒÁѹÍÍ¡ÊÔ áµè·ÓäÁäÁè¡àÅÔ¡
“¨Ø´ÊÒÁ” ¶ÒÁ¨ÃÔ§æ ´èҡѹÇèÒ µÃǨÊͺ ·Ñ¡ÉÔ³äÁèä´é ¡çàËç¹Ê×èÍ´èÒ·Ø¡Çѹ ¹Ñ¡ÇÔªÒ¡ÒôèÒ·Ø¡Çѹ àÍ繨ÕâÍ´èÒ·Ø¡Çѹ ½èÒ¤éÒ¹ÍÀÔ»ÃÒÂäÁèäÇéÇҧ㨷ء¤ÃÑé§ ÊÇ «Õ¡ÍÔÊÃдèÒ·Ø¡Çѹ Ẻ¹Õé¹ÐÁѹ¤×Í µÃǨÊͺ ËÃ×Íà»ÅèÒ áÅéÇËÅѧ¨Ò¡´èҡѹÁÒ¡ÁÒ ·Ñ¡ÉÔ³à¢Ò¡çÂѧª¹ÐàÅ×Í¡µÑé§·Ø¡¤ÃÑé§ ÁÒ¡ç¨Ò¡¡ÒÃàÅ×Í¡µÑé§ áÅéÇÂѧ¶Ù¡´èÒµÅÍ´ àÇÅÒ µÃǨÊͺµÅÍ´ àÇÅÒ »Ãзéǧ º¹·éͧ¶¹¹ ¡ç·Óä´éµÅÍ´àÇÅÒ ÁÒ¨Ò¡àÅ×Í¡µÑé§ áÅéǶ١µÃǨÊͺ ÍÂèÒ§¹ÕéÁѹäÁè»ÃЪҸԻäµÂ “µÃ§ä˹”
“¨Ø´ÊÕè” ¨Ò¡¡Òà µÃǨÊͺ¹Ñé¹ ·Õè¾Ç¡à¡ÅÕ´·Ñ¡ÉÔ³ ºÍ¡ÇèÒäÁèÁÕ ·ÓäÁèä´é áµè¤ÇÒÁ¨ÃÔ§ÁѹÁÕ ¡çÁÒ¶Ö§àÃ×èͧ⡧¡Ô¹ àÃ×èÍ§ÂØº¾Ãä ¶ÒÁ¨ÃÔ§æà¾×èÍ¹æ ´èÒ·Ñ¡ÉÔ³ÇèҷѺ«é͹ äÁèÃÙéÊÖ¡ “¡Ãдҡ㨵ÑÇàͧàÅÂËÃ×Í” ·ÕèàËç¹à¼´ç¨¡ÒõÑ駤¹µÑÇàͧ ·Õèà¡ÅÕ´·Ñ¡ÉÔ³ à¢éÒ仵ÃǨÊͺ·Ñ¡ÉÔ³ à¢éÒä»´ÙàÃ×èÍ§ÂØº¾Ãä áÅéÇ¡çÍÍ¡ÁÒãËé¢èÒÇ·ÓÅÒª×èÍàÊÕ§·Ñ¡ÉÔ³ µÅÍ´àÇÅÒ ·Ñé§·Õè㹡Ãкǹ¡ÒÃÂØµÔ¸ÃÃÁ Áѹ·ÓäÁèä´éà¾ÃÒмԴ àÍÒÊÔ Ê§ÊÑ¡ѹÇèÒ·Ñ¡ÉԳ⡧ËÃ×Íà»ÅèÒ ¡çàÍÒ¢Öé¹ÈÒÅ·ÕèÂØµÔ¸ÃÃÁ¨ÃÔ§æä»ÊÔ áµèà»ÅèÒ äÁè·ÓẺ¹Ñé¹ áÅéǾÍÁÒàÃ×èͧÁÕÁÙŢͧ ༴稡ÒÃàͧ áÅоÃä·ÕèµÑÇàͧʹѺʹع ¡ÅѺäÁèàÍÒ¢Öé¹ÈÒÅ
“¨Ø´ËéÒ” ·Ñº«é͹ â¡§·Ò§¹âºÒ äÁèÃÙé·Óà¾×èͪҵÔáÅÐÊèǹÃÇÁ ËÃ×ÍÇèÒà¾×è͵ÑÇàͧáÅоžÃäµÑÇàͧ â¹è¹ »ª» ¡Ñº Ê»¡ ·ÕèÊÊ »ª» àÍÒ·Õèä»ÊÃéÒ§ ÃÕÊÍÃì· ¡Ñ¹ ËÃ×Í »ª» ¡Ñº Êˡóì ËÃ×ͷع¸¹Ò¤ÒáѺà»Ô´¡ÒÃà§Ô¹àÊÃÕ ËÃ×ÍÂØ¤·Ø¹¡èÍÊÃéÒ§¤ÃͧàÁ×ͧ ¡Ñº¶¹¹ÇèÒ§æ·ÑèÇÊØ¾ÃóºØÃÕ ¤×ͶÒÁ¨ÃÔ§æà¶ÍÐ Áѹà¤ÂÁÕÊÁÑÂä˹ËÃ×ÍäÁè·ÕèÁѹäÁè¹èÒʧÊÑ ÇèÒÁѹ·Óà¾×èÍÊèǹÃÇÁËÃ×͵ÑÇàͧ¡Ñ¹á¹è ËÃ×ͨÐÂØ¤¹Õé Åͧà¢éÒä»´Ùã¹ äÎ-·Ñ¡ÉÔ³ ´ÙàÍÒàͧÊÔ ÁÙÅâ¡§¡Ô¹Áѹ·ÑèÇä»ËÁ´ à¤Âä´éÂÔ¹äËÁÂØ¤·ËÒÃ ÂØ¤«×éÍÍÒÇØ¸ ¤×ÍÂØ¤·ËÒÃÃÇÂ
ã¹·ÕèÊØ´·Ñ¡ÉÔ³¡çÅéÁŧ
áÅéÇÃкͺ·Ñ¡ÉÔ³ ¶éÒÁѹÁÕ¨ÃÔ§ Áѹ¡çÁҾѧ㹷ÕèÊØ´àÍÒã¹ “º··ÕèÊÒÁ” ¹Ñè¹àͧ ¤×ͨشáá »ÅØ¡ÍÒÃÁ³ì´éÇ¡ÒôèÒ·Ñ¡ÉÔ³ÇèÒäÁèÃÑ¡ªÒµÔ ÈÒʵÃì ¡ÉѵÃÔÂì ¨Ø´Êͧ »ÅØ¡¤ÇÒÁ¤Ô´´éÇ ¡ÒÃÊÃéÒ§Ãкͺ·Ñ¡ÉÔ³ ÍѹªÑèÇÃéÒ ¨Ø´ÊÒÁ “¡ÃеØé¹” µèÍÁ¤ÇÒÁ´Õ ´éÇ¡ÒÃàÃÕ¡Ãéͧ ÊÃéÒ§¡ÃÐáÊ ¨ÃÔ¸ÃÃÁ ¨ÃÃÂÒºÃó ¸ÃÃÁÒÀÔºÒÅ ¨¹ã¹·ÕèÊØ´ Ẻ ʹ¸Ô ÅÔéÁ·Í§¡ØÅ´èÒàÍÒäÇé
“·Ñ¡ÉÔ³ àÅÇ ¡ÇèÒ ·éÒÇà·Ç·ÑÈ” Êèǹ¤¹ä·Â ÍÕ¡à»ç¹ÊÔºÅéÒ¹ ·ÕèÁͺ¤ÇÒÁÃÑ¡ÅÐà¤ÒþãËé·Ñ¡ÉÔ³ ¡ÅÒÂà»ç¹áººà¼´ç¨¡ÒÃà¢Ò´èÒäÇé “¾Ç¡¹Ñé¹à»ç¹ÈѵÃ٢ͧªÒµÔ” ¨¹µéͧÁÕá¼¹ÊÒÁÊÕè¢Ñé¹ ÁÒ·ÓÅÒ·ѡÉÔ³áÅоžÃäµèÍ ËÅѧ¨Ò¡ÂÖ´ÍÓ¹Ò¨ à»ç¹¡ÒõèÍÂÍ´ á¼¹ÊÒÁÊÕè¢Öé¹ ¢Í§¾Ñ¹¸ÁÒà 㹡ÒÃàÍÒ·Ñ¡ÉÔ³ãËéÅéÁŧ “ÊØ´ÂÍ´áÅéǤÃѺ·èÒ¹ ¿ÍÃìÁÊ´¨ÃÔ§æ ªÒªҵԷËÒà ¡Ãз׺«éÓ¤¹ÅéÁŧ áÅÐäÁèÁÕ·Ò§ÊÙé”
วันนั้นในไทย ในขณะที่เศรษฐีติดอันดับ กำลังพา แขกสำคัญ ที่รับมาจากสหรัฐ เพื่อ เข้าพบผู้นำอินโด ผู้บริหารโรงงานผลิตรองเท้าใหญ่เป็นอันดับต้นๆของไทย ชาวอังกฤษ ที่ทนต่อสู้มากับการ ขาดทุนมานาน ต้องถูกหามส่งบำรุงราฏ แล้วผ่าตัดหัวใจ เป็นการด่วน แต่แขกแต่ละคนที่เข้าพบเยี่ยม หลังผ่าตัด จากบริษัทผลิตรองเท้านั้น ต่างท่าทางกระวนกระวาย จนในที่สุด ผู้บริหารระดับสูงที่พึ่งผ่าตัดหัวใจมา ต้องบอกหมอว่า ผมต้องกลับเข้าบริษัทแล้ว พักฟื้นอีกต่อไปไม่ได้
ผมจะบอกให้นะคุณทวีวุฒิ โรงงานพวกนั้นในอินโด สู้เราไม่ได้ ทั้งราคาและคุณภาพ แถมยังขโมยรองเท้าที่ผลิต ไปขายในตลาดมืดทั่วอินโด แต่ผมกลับเข้าบริษัทไม่ถึงวัน รายงานมาแล้ว จากปิดโรงงานพวกนั้นในอินโด แล้วโยกรองเท้าบางส่วนมาให้ผมทำ กลับกลายเป็นว่า ไม่ปิดโรงงานพวกนั้น แล้วโยงคำสั่งซื้อจากไทยไปอินโด เรานะเป็นคนดีนะ คนเก่งกว่า แต่ไม่รู้ว่ารัฐบาลอินโดไปพูดอะไรกับเขา เราเลยกลายเป็นผู้แพ้ไปแล้ว
แล้วผู้บริหารชาวอังกฤษ ก็ ส่ายหัวคอตก จากเห็นกำไรแน่ๆ จากการปรับปรุงโรงงานให้พร้อมรับงานที่จะเพิ่มขึ้นจากการปิดโรงงานในอินโด ข้ามคืน เขาบอกผมว่า เรากำลังจะเข้าช่วงที่ยากที่สุดในประวัติศาสตร์ยี่สิบปีของเราในไทย
มันก็น่าโกรธ รัฐบาลไทยนะครับ ที่ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยเรื่องนี้ ทำอย่างกับว่า สงครามค้าขายระหว่างประเทศนั้น เป็นหน้าที่ของเอกชน ผมยังจำได้เลย เคนเขียนไม่นานมานี่เอง ว่า ทักษิณ นั้น เขา ระดับพระกาฬ ขนาดไหน เช่นตอนที่ Dow กำลังหาที่ลงโรงงานใหม่ ทั่วเอเชียแข่งกัน จีบ Dow แต่ทักษิณ เพราะต้องการโรงงานนี้ให้มาไทยให้ได้ ข่าววงใน คือทักษิณ หอบแฟ้ม นี้ ไปคุยกับบุชเลย เพราะบุชนั้นเป็นเซียนพลังงานและเคมีเก่า เลยคุยกันสนุกคอเรื่อง Dow แล้วในที่สุด จะเพราะการคุยนั้นหรือเปล่าไม่ทราบได้ แต่ Dow เลือกไทย ทั้งที่แข่งกันฝุ่นตลบ
สุรยุทธิมีอะไรหรือ คำก็จริยธรรม สองคำก็ธรรมาภิบาล สามคำก็จรรยาบรรณ โน่นไปถามคนไทยที่นอนอยู่กับพื้นโรงงานที่ปิดไปสิ ว่าระหว่าง มีข้าวกิน กับ จรรยาบรรณนะ จะกินอะไร ก็มันจรรยาบรรณอะไรหละพี่ เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวไปรับเขาถึงที่ ในเครื่องบิน มีทั้งแควิอาร์ แชมเปน์ ฟอกรา และคงจะ โรเล็กซ์ประดับเพชร แจกอีก ธุรกิจนะ มันสำหรับคน เจนโลก ที่เข้าใจว่า คอรัปชั่นนะ มันคือ น้ำมันหล่อลื่น
ก็เป็นที่น่าเสียใจที่ทักษิณกลายเป็น โจร ไปแล้ว ในตาคนไทยมากมาย เพราะถ้าทักษิณยังอยู่ อินโดอย่าหวังมา เบียดไทยจนตกขอบการแข่งขันเพื่อผลิตรองเท้าเลย รับรอง ไม่เหมือน สุรยุทธิ หลอก ที่ไม่ทำอะไรเลย เพื่อปกป้องธุรกิจไทย โน่น ขนาดปล่อยให้ พนักงานโรงงานที่ถูกปิด ต้องยึดโรงงานเป็นที่นอนกัน เพราะกลับเจ้าของโรงงานจะแอบขนเครื่องจักรหนี ทุกวันนี้ ยังรอเงินชดเชิยอยู่เลย
ก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดี เจ้าของโรงงานผลิตรองเท้า ที่ คนอังกฤษนั้นทำงานอยู่ด้วย ทนไม่ไหวปิดลงเมื่อไหร่ โน่นคนงานราว หมื่นคนเท่านั้นที่จะตกงาน ก้เพราะ นายก
แล้วไง โลกทั้งใบ มีอะไรต้องกลัวอีกไหม ในเมื่อไทย ใช้น้ำมันหล่อลื่น ไม่เป็นไปแล้ว บ้าความดี จนโง่กันไปแล้วทั้งประเทศ
คือมีอะไรอีกหล่ะ ที่กำลังจะมา หลอกหลอนประสาทของคนดี
โน่นล่าสุด บริษัทจีน สนใจซื้อ Seagate แล้ว
ใช่เลย บริษัท Seagate ที่มีพนักงานในไทยไม่มากไม่น้อย สองสามหมื่นคนเท่านั้น
ใช่เลย บริษัท Seagate ที่บ่นแล้วบ่นอีกว่าไทยมีปัญหามากมายที่ไม่ยอมแก้ไขให้ อย่างจริงจังเสียที
ใช่เลย บริษัท Seagate ที่คิดแล้วคิดอีกว่าจะอยู่ในไทย หรือว่าค่อยๆหนีออกจากไทยดี จนในที่สุด ค่อยๆหนี
ใช่เลย บริษัท Seagate ที่รัฐบาลไทยต้องไปเลียแข้งเลียขาขออย่าให้ทิ้งไทยเลย
และแล้ว Seagate ก็อาจจะตกไปอยู่ในมือจีน
เอาสุรยุทธิ และ มาร์ค เตรียมรับมือยังไงกับการโยก Seagate ไปจีน ออกไปจากเมือง เจ้าปัญหา แบบไทย
เอาจะ ใบ้ให้ ถ้าเป็นทักษิณ ส่งคนไปเจรจาขอเป็นหุ้นส่วนในการซื้อ Seagate แล้ว เอาเท้าแห่ยเข้าไปอย่างนั้นหละ แล้วก็เตรียมเอาหุ้นที่ไทยซื้อ เข้าตลาดหลักทรพย์ไทยแล้ว ส่วนปัญหาจิปาถะ แบบผลิตคนไม่พอป้อน Seagate สักที ทั้งที่ก็พยายามมาแล้ว สิบ กว่าปี ทักษิณ สั่งการโครมเดียว ปีเดียวปัญหาจิปาถะ หายหมด ไทยเป็นสวรรค์ ของ Seagate ไปอีกสิบปี ทำงั้นมากไปหรือ เอาอย่างนี้ไหมหละ ส่งเครื่องบินไปรับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจีน ที่อาจจะซื้อ Seagate ให้มาดูไทยและเป็นแขกของรัฐบาลไทย แล้วก็แอบเอาโรเล็กซ์ฝังเพชร จาก แฟร้งจูเวอรี่ วางไว้ให้เขาหยิบสักอันสองอัน แล้วเอาสาวคาโยตี้สุดร้อนแรง แถมไปอีกสักคนสองคน
แต่อย่าง สุรยุทธิและมาร์ค นะหรือ จะเข้าใจของแบบนี้ ไม่มีทาง รับรองวันนี้ ถ้าได้ข่าวแล้ว กำลังนั่งเกร็ง พนมมือสวดว่า ขอทีเถอะ เจ้าพ่อเจ้าแม่ อย่าให้ สภา มะกัน ให้จีนมันซื้อเลย ขืนซื้อ คนไทยตาดำๆตายยกแผงแน่
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้อีกครั้งว่า เวลาต้องรับผิดชอบอะไรนะ เช่นงานของคนเป็นพันเป็นหมื่นคน จะมาทำเล่นๆไม่ได้เลย บางทีอะไรสมควรในวัด ก็ต้องจำกัดไว้ในวัด บางทีอะไรทางโลก มันก็ต้อง เจนไปกับโลก
รายงานข่าวที่น่าจะเชื่อถือได้ คือจากสำนักข่าวกรองไทย ได้เปิดเผย ว่า ทักษิณ และ องค์กรด้านประชาธิปไตย หลายองค์กร ได้เริ่มเก็บรวบรวม พยานและหลักฐาน สนับสนุนมูลทางความผิด โดย คมช เอาไว้ดำเนินคดี กับ คมช เมื่อ ระบบยุติธรรมไทยอำนวยให้ กระทำได้ แหล่งข่าวระดับสูงแห่งหนึ่ง กล่าวไว้บทความใน ประชาไทยว่า คดีความต่างๆ ที่ส่อให้เห็นว่า คมช ได้ทำผิดไว้ ส่วนมากมีอายุความ ถึง 20 ปี
แกนนำระดับสูงใน กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ที่ใกล้ชิดทักษิณ และเป็นสาเหตุให้กลุ่ม ถูกตามทำลายล้างอย่างรุนแรง ได้ ตั้งแผนก ลับๆขึ้นมาแห่งหนึ่ง และได้ตามเก็บรวบรวม หลักฐานและพยาน การกระทำ ต่างๆ ที่มีมูลความผิดของ คมช และเมื่อถูกถามถึง คดีความต่างๆ ที่ทางกลุ่มได้เก็บไว้ ทางกลุ่มวันเสาร์ ปฏิเสท ว่ามีแผนกดังกล่าวมีจริง แต่แหล่งข่าวอีกแห่งกล่าวว่า คมช ยังมีอำนาจ และ การเก็บข้อมูล อาจจะทำให้ ใครก็ตาม ที่เก็บข้อมูลอยู่ ถูกทำลายล้างอย่างรุนแรง ตอนนี้ยังไม่พูดเรื่องนี้กันมากนัก แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวใกล้ชิดทักษิณ กล่าวว่า ผมขอไม่ออกความเห็นในเรื่องนี้ แต่ก็กล่าวเท่านั้นว่า ทีมทนายทักษิณ ได้รวบรวมหลักฐาน การกระทำผิด ของ คตส และ กระบวนการยุติธรรมไทย มานานแล้ว ในอารมณ์คนไทยและสื่อ บางส่วนตอนนี้ ยอมรับสิ่งผิดกฎหมายกัน เช่นการเอาข้อมูลคดีต่อทักษิณ มาเปิดเผย แก่สาธรณะ และ พูดผ่านสื่อว่าทักษิณ ผิด สิ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย และ กระบวนการยุติธรรม เป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้ เพราะผู้ถูกกล่าวหา ยังถือว่าบริสุท และชื่อเสียงต้องได้รับการคุ้มครอง แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า แต่ในขณะนี้ ระบบยุติธรรมไทย ทำให้ฟ้องอย่างไร ก็จะออกมาเป็น คตส และ องค์กรอื่นๆ ที่กระทำเหมือน คตส ในการผิดกระบวนยุติธรรม ก้ออกมาไม่ผิด
แหล่งข่าวในองค์กรประชาธิปไตย ที่ต่อต้านเผด็จการ ที่ใหญ่ที่สุดในไทยตอนนี้ คือ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ซึ่งได้เข้าร่วมในการประท้วงต่อต้านทักษิณ กล่าวว่า มูลความผิดของ คมช นั้น มากมายในจำนวน และ สำคัญและเป็นเรื่องที่ใหญ่ เมื่อเทียบกับมูลความผิดของทักษิณ แหล่งข่าวนี้กล่าวว่า จะเอาเรื่องเขา ที่เขา ปฏิวัติ คงไม่มีทางสำเร็จ เพราะ ประชาชนบางส่วนสนับสนุน คมช ตรงนี้ แต่เรื่องอื่นๆ เช่นการปะทะกันหน้าบ้านป๋า เมื่อความจริง ว่าอะไรเกิดขึ้น ปรากฏออกมาในชั้นศาล ที่ยุติธรรม คนสนับสนุน คมช จะเข้าใจ และสนับสนุนความจริง และคงสนับสนุน ให้นำ ผู้เกี่ยวข้อง มาดำเนินความผิด รวมไปถึง การบิดเบือนความยุติธรรม ของตำรวจ ในการจับแกนนำเข้าคุก ทั้งที่จริงแล้ว ตำรวจต้องป้องกันผู้ประท้วงวันนั้น จากการบุกเข้าไปทุบตีประชาชน ที่ประท้วงอยู่ในความสงบ โดยทหาร
เมื่อถามต่อว่า ทางมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้ รวบรวมเรื่อง ที่ส่อว่า คมช ได้กระทำผิดอื่นๆอีกหรือไม่ ทางแหล่งข่าวกล่าวว่า มีสมาชิกที่กำลังทำสิ่งนั้นอยู่ แต่เปิดเผยไม่ได้ว่าเป็นใคร เมื่อถามว่าช่วยยกตัวอย่างการกระทำอื่นๆอีกได้หรือไม่ ที่อาจจะมีมูลความผิด ทางแหล่งข่าวกล่าวว่า มีเป็นสิบๆเรื่องแล้ว เช่น งบลับ 12 ล้านซื้อตัวนักข่าวและนักวิชาการ การสั่งให้ กอรมน ประสานงานหน่วยปกครองของรัฐ เพื่อขนถ่ายและนำประชาชนออกมาลงประชามติ และในการกระทำนั้น ก็สั่งให้หน่วยงานการปกครอง กำชับและสั่งให้ออกเสียงรับมาด้วย นอกจากนี้ยังมีการส่งข้าราชการของ กอรมน ไปควบคุมการเสนอข่าวของหลายสำนักข่าว หรือแม้แต่การสั่งการไม่ให้เสนอข่าวทักษิณ และข่าวอื่นๆ หรือการปิดสถานีวิทยุ ก็ผิดด้วยกันทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีการห้ามคนต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพ โดยต้องไปขอบัตรผ่านก่อนจากกำนัน และอื่นๆอีกมาก เช่นการคอรัปชั่น ในการจ้างคนใกล้ชิดในหลายๆโครงการ โดยวิธีพิเศษ ถ้าคุณเข้าได้ ลองไปดูใน เว็บ Hi-Thaksin ดู มีอีกมากมายที่มีมูล
เท่าที่ผมทราบมา มีการเตรียมพร้อม ทดลองความยุติธรรมของระบบตุลาการไทยแล้ว ในกรณีที คมช ออกแต่ตั้งองค์กรหลายองค์กรขึ้นมา และคำสั่งหลายคำสั่ง ก่อนมี รธน ฉบับชั่วคราว ออกมา การกระทำพวกนั้น ถ้าในระบบที่ยุติธรรม จะไม่มีผลทางกฏหมาย คือเปรียบเสมือน ไม่เคยเกิดขึ้น และสิ่งที่อาจมีมูลว่าผิด จากการกระทำขององค์กรพวกนั้น ที่ไม่เคยเกิดขึ้นหรือไม่รองรับด้วยกฎหมาย และการกระทำ ที่ผิดกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ก็ผิดไปด้วยโดยชัดแจน แหล่งข่าวกล่าว
แต่จังหวะและโอกาส ในการเอาสิ่งที่มีมูลเหล่านั้นมาดำเนินคดี กับ คมช และ พลพรรค ที่ร่วมทำความผิดด้วยนั้น มีมากหรือน้อยเพียงได และขึ้นอยู่กับการกลับมามีอำนาจอีกครั้งของ พรรค ทรท หรือไม่ เป็นคำถามที่ นักกฎหมาย ท่านหนึ่ง กล่าวไว้ในวงสวนาที่ธรรมศาสตร์ ว่า มันขึ้นอยู่กับว่าประชาชนต้องการอะไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน นีรโทษกรรมอะไร หรือ รธน อะไร หรือ เส้นสายอะไรที่ใครวางไว้ทั้งสิ้น นักกฏหมายท่านนี้กล่าวว่า ถ้าประชาชน สักล้านสองล้านคน ร่วมลงชื่อกัน เอาผิดกับ คมช ในคดีความต่างๆ ที่มีมูล เขื่อนอะไรก็เอาไม่อยู่ นักกฏหมายท่านนั้นกล่าวว่า เส้นสายเขาในกระบวนการยุติธรรม ปกป้อง คมช และ พวก ได้อย่างมากสุดก็บอกว่า มีกฎหมายนีรโทษกรรม
ไปอั้นอยู่ตรงนั้น แล้วประชาชนสมัยนี้โง่ที่ไหนกันหละ เขาก็ร้องเรียนกันต่ออีกล้านสองล้านเสียง ให้ปลดนีรโทษกรรมออก แล้ว คมช และ พวก จะไปกว้านคนมาสนับสนันตัวเอง หรือว่า รวบรวม สส ไม่ให้ทำอะไร ไม่ให้ปลดนีรโทษกรรมออก ก็อาจจะได้ แต่นักกฏหมายท่านนั้นกล่าวว่า ป่านนั้นเรื่องมันจะใหญ่คับประเทศและรายงานกันไปทั่วโลก แล้ว ว่า คมช ไม่กล้าเผชิญความผิด ที่อาจจะทำไว้ แล้วอาศัย กกหมายที่ตัวเองวางไว้ เอามาปิกป้ปงตัวเอง อาจจะเหลือ คนน้อยนะ ที่จะ ไปปกป้อง และ สนับสนุน คมช
ในสงครามประกาศอิสรภาพของอินเดีย โดยสันติ ของ Ghandi กับอังกฤษ มันเกิดสิ่งหนึ่งขึ้น สิ่งเดียวแท้ๆ ที่ทำให้โลกทั้งใบ หันหลังให้อังกฤษ นั่นก็คือวันที่ทหารอังกฤษ ยิ่งปืนเข้าใส่ ผู้ประท้วง ทั้งเด็กและผู้หญิง ถูกสังหารเพียบ รายงานข่าวที่ออกไปทั่วโลกวันนั้น โดยสำนักข่าว ที่ประเทศตัวเอง ก็สนับสนุนและมีอานานิคมด้วย คือส่งเสริมการล่าอานานิคมหรือไม่ก็ตาม ถ้ากลับไปศึกษากัน แทบทั้งหมด จะออกมาในทำนองว่า ความชอบธรรมของอังกฤษ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีมาก่อน ได้หมดลงแล้ว แล้วนาฬิกาก็เริ่มนับถอยหลังสำหรับอังกฤษในอินเดีย แล้วเรื่องคล้ายๆกันก็เกิดขึ้นในจีน ใครก็ตามที่ศึกษา การต่อสู้ของเมา โดยเพาะการเดินเท้าข้ามประเทศ ก็จะทึ่ง ไม่ใช่ในหนทางเดินอันไกลนั้น หรือความอดทน แต่ในความฉลาดของเมา ที่ถอยหนี เก็บคะแนนสงสารและเห็นใจ ไปทั่วจีน แล้วปล่อยให้อีกฝ่าย รุกเอารุกเอา และในการลุย และ รุกนั้น ก็สร้างวีรกรรม แบบ คมช ทำไว้หน้าบ้าน ป๋า นั่นนะ คือทำร้ายปล้นสะดม ผู้หญิงและเด็กไปตลอดทาง ทั่วจีนไปหมด จนคนเกลียดไปทั่วจีน
หมดความชอบธรรม
ในไทย เมื่อวันก่อน สนธิ ลิ้มทองกุล ก็ สร้างวีรกรรม ขึ้นมาแล้ว ไปด่าหมวดเจี๋ยบ สุดที่รัก ของคนทั่วไทย ว่า เอาง่าย คือเหมือน อีตัว แล้วลากประวัติส่วนตัว ของหมวดเจี๋ยบ มาเล่าให้คนฟังกันทาง เอเอสทีวี ผมจะไม่มาพูดถึงความรู้สึกของ ลูกหม้อและสาวก ของสนธิหลอก เพราะคงจะสะใจนั่งตบมือ เฮกันหรืออะไรแบบนั้น ในขณะที่ สนธิ กำลัง ข่มขืน จิตใจผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ ทาง เอเอสทีวี ให้คนเป็นแสนดู แต่ผมอยากบอกถึงความรู้สึกของคนกลางๆ คือการกระทำนั้น สำหรับคนที่ยังมีจิตสำนึกเป็นคน ไม่ใช่สัตว์เดียรฉาน สิ่งที่สนธิทำวันนั้น ไม่ว่าเพราะอะไร มัน น่าสะอิดสะเอียน และเหมือนอินเดีย ความชอบธรรมของเขาหมดลงแล้ว
ไม่มีใครมาเถียงด้วยหลอก ว่าทักษิณนั้นมีทั้งดีและอาจจะเลวด้วยผสมอยู่ ต้องรอดูศาล แต่ที่แน่ๆ คือมีดีมากเหมือนกัน ไม่งั้นคนจะมารักมากมายได้อย่างไร ทักษิณไม่ดีตรงไหน ก็เป็นกรรมที่เขาต้องรับไป แต่ที่ทำดีไว้ มันก็สร้างบุญให้เขาเหมือนกัน แต่ปัญหาของ คมช และพลพรรคนะ คือทำความดีอะไรไว้บ้างหละ เพราะมันแทบหาไม่ได้เลย คือชี้มาสักจุดได้ไหม ที่ทำดีไว้ จะการเมืองหรือ ก็เดี้ยงลงทุกวัน จะเศรษฐกิจหรือ ก็เดี้ยงลงทุกวัน สังคมก็เดี้ยงลง คือมีอะไรที่ ดี ที่ทำไว้บ้าง ทำบุญให้ชาติ โดยเอาทักษิณ ออกจากอำนาจหรือ คนไทย เขาก็จะเลือกตั้งกันอยู่แล้ว
คมช ล่าอานานิคม
ปล่อยให้เลือกกันไม่ได้หรือ เพราะคนไทย โง่ ก็แปลกนะ วีรกรรมกู้ชาติ คือด่าคนทั้งประเทศว่าโง่เป็นควาย ตั้งแต่อ่านประวัติศาสตร์ไทยมา ยังไม่เคยเจอเลยว่า คนที่ ด่าคนไทยว่าโง่เป็นควาย ทั้งประเทศ กลายเป็น วีรบุรุษกู้ชาติ คิดแบบนั้น มันมีและหมดไปแล้วนะ ตั้งแต่เมื่อไหร่หรือ ก็สมัยล่าอานานิคมไงหละ ที่ผิวขาวบอกว่าต้องยึดโลก เพราะมันโง่ ตายโหง คำว่าคนไทยมีความเป็น ไท ไม่มีความหมายอะไรเลยหรือในตาพวกท่าน
แต่เอาด่าคนอื่นว่า โง่เป็นควาย มันก็คือบอกว่า ตัวเองฉลาดกว่าคนไทย แล้วไอ้ความฉลาดนี้นะ ทำไมมันออกมาในโพล ว่า พวกท่าน ไม่เอาไหนเลย เอาไม่เชื่อโพล ก็บอกมาสักอย่างสิ ที่มันบ่งบอกว่าฉลาด กว่าคนอื่น มันไม่มี แต่มันไปอีกด้านเลย คือไปสั่งเอากำนันผู้ใหญ่บ้านข้าราชการปกครอง ผ่าน กอรมน ทั่วไทย ให้ไปกว้าน คนที่ตัวเองด่าว่าโง่เป็นควาย มาลงคะแนนเอา รธน ปี 50 แล้วพอผ่าน จะได้ โกหก ตัวเอง ว่าคนสนับสนุน โอย ฟังดู ไอ้พวกหลอกตัวเองแบบนี้นะ มันบ่งบอกว่า งี่เง่า นะ ไม่ได้ฉลาดอะไรเลย
แล้วในความ งี่เง่า ทำอะไรลงไปบ้างหละ ก็อย่างที่ทหารไทย ด่ากันเองด่าเอาไว้นะ คือ พวก คมช เตรียมตัวเผาเอกสาร และ คำสั่ง ที่ผิดกฎหมาย เป็นโกดังโกดัง ทั่วประเทศ แถม ไหนบอกว่าคนดี แล้วไม่ได้ทำเลวอะไร แต่ทำไมดันไปลงใน รธน ปี 50 ไว้หละ ว่าถ้าทำผิดอะไร ให้ถือว่าไม่ผิด คือกลัวอะไร ทำอะไรทรามๆไว้ บ้าง
เอา คงจะเหมือน สนธิ ลิ้มทองกุล หละนะ ที่ในการรุกเอาชัยชนะ จนออกมาข่มขืน จิตใจผู้หญิงทาง ทีวีให้คนเป็นแสน ฟัง แล้วยังไม่รู้สึกอะไร ภูมิใจไปกับพลพรรคตัวเอง ที่นั่งตลบมือเชียร์การข่มขืน หรือการนั่งตลบมือให้ตัวเอง ที่หลอกคนทั้งประเทศได้ ว่าความจริงคืออะไร วันเอากระบองไปพาดหัวเด็กและผู้หญิงและคนแก่ จนเลือดท่วมตัวกันไป แต่ก็จะบอกให้ว่าทำอะไรทรามๆลงไปบ้าง ไม่ใช่ว่าจะมาพยายามเตือนสติ กัน หรือทำให้กลายเป็นคนดีหรืออะไร แต่อยากจะบอกว่า นรกเตรียมพร้อม ต้อนรับพวกท่านแล้ว เอาทำอะไรทรามๆไว้บ้าง ก็จะเฉลยให้ฟัง
ที่กล่าวมาก็คือตัวอย่างนะครับ ถ้าพวกท่าน คมช และพลพรรคโชคดี คงจะแค่ต้องไปรับกรรมในนรกนะครับ แต่ถ้าพวกท่านโชคร้าย สิ่งที่ผมกล่าวมานั้น เป็นความผิดทางโลกด้วยครับ แน่นอนว่าท่านและพลพรรคพวกท่าน กะกันว่าจะกุมอำนาจ และในทางโลก ใคร กุมอำนาจ ก็กุมกระบวนการยุติธรรม แต่บังเอิญ พวกท่านนั้น อายุแค่ราว 50-60 กัน คดีความต่างๆนะ ในทางโลกและกฎหมายแล้ว อายุความมัน 20ปี
ผมก็ไม่ทราบได้นะครับว่า พลพรรคที่ถูกพวกท่าน เหยียบและกระทืบ จนเป็นซากติดดินกันไป จะกลับมามีอำนาจหรือไม่ และไม่ทราบนะครับ ว่าจอมวางแผนอย่างพวกท่าน วางแผนว่าจะอยู่ในอำนาจกันยี่สิบปีหรือเปล่า ที่แน่นอนคือพวกท่านคงยังไม่ตายในยี่สิบปีข้างหน้าหลอกครับ แล้วมันก็แปลกนะครับ คนเรา สำหรับบางคน ถ้าท่านล้มลง คงจะไม่เหยียบซ้ำ และ ยื่นมือไปให้ แล้วพาพวกท่านเข้ากระบวนยุติธรรม ที่ยุติธรรม แต่สำหรับบางคน โดยเฉพาะที่ถูกพวกท่าน เอากระบองพาดจนเลือดอาบตัว จับเขาเข้าคุกโดยที่เขาไม่ผิด และแนวนั้นอีกมากมาย มากคน บางที เขาอาจจะเอาแบบที่ท่านทำกับเขา มามอบให้พวกท่านก็ได้ อย่าหวังมากนะครับจากกระบวนการยุติธรรม
เฮียเพ้ง ให้ความเห็นสรุปว่า พูดยังไงก็ไม่ฟัง ลามไปถึงถกเถียงกันแล้ว ว่านักลงทุนหุ้น ควรเสียภาษีหรือไม่ นายแพทย์ สุรพงค์ เสริมว่า ขอให้ชำระระบบภาษีกันแล้ว
เอาหละ เรื่องยังอยู่ในศาล ผมก็ไม่รู้ว่าทักษิณ ทำอะไรผิดถูกลงไปบ้าง เพราะอยู่วงนอก แต่มาวันหนึ่ง สักสามอาทิตย์หลังการประชุมหนนั้น ข้อสรุปในการลดความเข้มข้นลง ก็คือ ชี้ ไปที่คนเคย ทำอะไรเหมือนๆกันมา ก็ชี้ไปที่ จาติกวนิช เจ้าของเดิมของ JF Thanakom เจ้าพ่อใหญ่ ในธุรกิจ ซื้อขายกิจการหมื่นล้านแสนล้าน และธุรรมของเจ้าของสื่อเอง แบบ มติชน ที่ก็ซื้อขายไม่เสียภาษีเหมือนกัน แต่มันมีปัญหาใหญ่ กับการทำอย่างนั้น แรกเลย กร จาติกวนิช หายเข้ากลีบเมฆ สอง นี่มันเมืองไทย ไม่ใช่เมกา มันไม่มีกฎหมายอะไรที่ต้องทำให้ กร มาเปิดเผยอะไร ส่วนสื่อเอง กลบเรื่องเจ้าของตัวเองและทุกค่ายช่วยกันกลบ จนไม่มีให้เห็นแม้แต่เงา
สรุป คือ ล่อกรล่อสื่อ ออกจากถ้ำ ไม่สำเร็จ ไม่เป็นไร แผนต่อไปคือ ชี้ ให้เห็น ว่าบริษัทไทยใหญ่ๆ ไปใช้บริการ ลดภาษี ในเกาะต่างๆ กันมากพอดู พูดแค่นี้ นักข่าวคงจะออกไปสืบดูกันแน่นอน แต่เปล่า บริษัทที่พูดถึง ใหญ่โตทั้งนั้น กุมนักข่าวในมือเป็นกอบเป็นกำ นักข่าวไม่เล่นด้วย สรุปคือไม่สำเร็จอีก เอาไม่เป็นไร ลองอีกที ติดต่อนักข่าวที่สนิทที่สุดโดยตรง เอาข้อมูลไปแฉให้เห็นจะจะ ว่า นอมินี คำที่กลายเป็นสกปรกที่สุดในไทย พอๆกับ เลี่ยงภาษี ทำกันในไทยเป็นพันเป็นหมื่นบริษัท คราวนี้ได้ผล นักข่าวคนนั้นออกมาบอกให้ระวัง ถ้าเจาะเรื่อง นอมินี มากไป จะกระทบทั้งประเทศ แล้วจะมาเอาผิดกับทักษิณยาก เพราะจะเหมือนเลือกจับ แต่ปัญหาคือ ไม่มีใครตามนักข่าวคนนั้น เงียบหายไปเร็วพอๆกับ กร อีกเป็นเดือนๆ หลังไปเผาทักษิณจนวอดวายไปแล้ว ถึงมาเสนอข่าวนี้กันใหญ่โต
สรุปคือ กลายเป็นว่า ของแบบนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นในไทยมาก่อน นี่เป็นอันแรก และมันสุดสกปรก กรีดกันสนันเมืองว่าทักษิณออกไป ป๋าและอีกร้อยพันคนดี ออกมาด่ากันตรึม เรื่อจริยธรรมของนักการเมือง ลามมาถึงทุกวันนี้ ก็ตรงที่ รธน ปี 50 มองนักการเมืองเป็นสัตว์เลื้อยคลาน และเอาอำนาจส่งต่อให้ ผู้บารมีไปเลย
ช่วงนั้น ผมนั่งอ่าน Wall Street Journal เพราะอยากรู้ว่าฝรั่งคิดยังไง ก็ยัง งง เป็นไก่ตาแตก เพราะ ขนาด Wall Street Journal ทุนนิยมสุดขั้ว ที่น่าเข้าใจทักษิณดีที่สุด ยังออกมาเหมือนสื่อไทย อัดทักษิณยับ ยังจำที่เขียนไว้ได้เลย ทักษิณ ใช้โครงสร้างที่สลับซับซ้อน จดทะเบียนในหลายประเทศ ที่เอื้อทางภาษี เพื่อให้ต้องเสียภาษีให้น้อยที่สุด และตรวจสอบลำบาก แล้ว สรุปว่า มันไม่โปร่งใส จงใจใช้ช่องทางหนีภาษี ไม่สมควรสำหรับระดับนายก และด่าอื่นๆอีกมาก
เอาหละ มาถึงนี่ ท่านผู้อ่านคงจะสงสัย ว่าผมมาบ่นพึมพำอะไรกันมากมาย ถึงอดีต ที่ไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว
ก็อยากจะรายงานให้ท่านผู้อ่านและแฟนๆของผมทราบว่า ที่ฝรั่ง เขาบอกว่า การแก้แค้นนั้น อร่อยที่สุด เมือมันกินตอนเย็นที่สุด สิ่งนี้เป็นความจริง และวันนี้ ผมขอกล่าวถึงการขาย Wall Street Journal ของตระกูล แบนครอฟ ให้กับ เมอร์ดอก เจ้าพ่อสื่อ
ผมจะไม่มาอธิบายอะไรมากนักนะครับเรื่องโครงสร้าง ธุรกรรมนี้ ที่สุดจะสลับซับซ้อน และสุดที่จะเอื้อต่อการไม่เสียภาษี ขนาดไหน เขาเรียกการสร้างธุรกรรมนี้ ในโครงสร้าง ว่า National Starch Structure ที่เอาง่ายๆ สร้างโครงสร้าง และธุรกรรม และการแลกเปลี่ยน สุดสลับซับซ้อน มาเพื่อ เจาะจุดอ่อน ทางกฏหมายภาษีจุดเดียว เพื่อไม่ต้องเสียภาษี
แล้วผมก็แปลกใจ นึกว่าเป็นคนๆเดียวที่เหลือ ที่คิดว่ามันเป็นธรรมชาติของนักธุรกิจ ที่จะเสียภาษีให้น้อยที่สุด และมันไม่ผิดอะไร เลยเป็นคนเดียวที่เจ็บแค้น Wall Street Journal ที่ไหนได้ ข่าวในโลก 2.0 หรือโลกของอินเตอร์เนต ทั้งบลอกทั้งสำนักข่าวเล็กๆที่คนตามกันตรึม ออกมาด่ากันถ้วนหน้า ผมอ่านไปหัวเราะไป
ที่แสบที่สุด ก็มีศัตรูของ Wall Street Journal เจ้าหนึ่ง เป็นสำนักข่าว การเงิน ที่เกาะติดหนังสือพิมพ์ชั้นนำฉบับนี้ และ ทุนนิยมสุดขั้วยิ่งกว่าผมเสียอีก ด่าเอาไว้ว่า พวกลื้อออกด่าคนไปทั่วเมือง ทั่วโลก ว่าไม่โปร่งใส เห็นแก่ตัว ไม่ยอมเสียภาษี แต่พอมาถึงตัวลื้อเอง ลื้อเขียนข่าวเรื่องการซื้อกิจการตัวเอง เต็มไปหมด เป็นพันเป็นหมื่นคำ แต่ไม่เคยพูดถึงเรื่องภาษีหรือจริยธรรมเลย บางสำนัก เขียนเข้าไปถามถึงเรื่องนี้ ก็ได้รับคำตอบ ที่เขามารายงาน ว่า ทาง Wall Street Journal ไม่มีนโยบายพูดเรื่องธุรกรรมนี้ ในด้านโครงสร้างหรือภาษี
เรื่องนี้มันคงจะจบอยู่ตรงนี้ เพียงแต่ว่าอยากให้ความรู้ท่านผู้อ่านสักนิด โครงสร้างแบบ National Starch นั้น มีอยู่สี่ห้าอันที่นิยมใช้กัน ธุรกรรมใหญ่ๆ ใน Wall Street ใช้กันทั้งนั้นเพื่อให้ต้องเสียภาษีน้อยที่สุด มีเป็น พันๆ ธุรกรรม แล้ว ที่หลบภาษีกันแบบนี้ ไม่ใช่ทางการสหรัฐจะไม่ทราบ สภาพยายามปรับปรุงกฎหมายให้หนีภาษีกันไม่ได้ แต่แรกเลย กฏหมายนั้นออกมาแล้วมันตาย คือยืนอยู่กับที่ ส่วนความสร้างสรรค์ในการหาจุดอ่อนและใช้มันหลบภาษีนั้น ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ สอง เงินในธุรกิจซื้อขายกิจการนั้น เลี้ยง Wall Street อยู่ เลยมี Lobby อันยิ่งใหญ่ ปกป้องธุรกรรมพวกนี้อยู่ ในนามของ การปกป้อง Free Enterprise
ท่านมีจุดยืนอย่างไร ท่านตัดสินใจเอาเอง แต่สำหรับผม ในการแก้แค้นคนมาด่านายกทักษิณ สุดที่รักและเคารพของผม ก็ขอด่า Wall Street Journal สักเล็กน้อยก็แล้วกัน คือ พวกฝรั่งยูเองนะ สอนลูกกันเอง ว่า อย่าฆ่ามือ ที่ ป้อนอาหารให้ตัวเอง สถาบันหนังสือพิมพ์ที่ยิ่งใหญ่ ถูกคนเขาหัวเราะเยาะกันไปทั่ว แล้วความน่าเชื่อถือและความเคารพ ที่สะสมมานานนะ มันหายไปมาก ถ้าจะให้เสริมก็เหมือนเมืองไทยนะ
ออกมาฆ่ามือเศรษฐกิจและบริหารที่ฉมังที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ก็เพราะเรื่องเขาอยากเสียภาษีให้น้อยที่สุด มันใหญ่โต และ สำคัญ เหลือเกินนะ
ฉันไดฉันนั้น ถึงคนมากมายไม่ได้เปรียบทักษิณ ว่าเป็นเจ้าของฟาร์ม แต่ผู้ปลดปล่อยคนจนออกจาก บ่วงแห่งความจน แต่ก็มีคนอีกมาก ที่โดยบริษุท หรือ ไม่บริษุท ก็มองว่าทักษิณ คือเจ้าของฟาร์ม ที่ต้องต่อสู้ เพื่อประกาศ อิสรภาพ จากระบอบทักษิณ ในสติปัญญาและความรู้สึก ของคนพวกนี้ การกำจัดทักษิณได้ เป็นชัยชนะ ที่ยิ่งใหญ่
ปัญหามันคือเหมือนใน Animal Farm มันได้เกิด เผด็จการใหม่ขึ้นมาครอบงำ สิ่งนี้ รับรู้รับทราบกัน ในพลพรรค และเครือข่าย ของเจ้าของฟาร์มคนเดิม ที่กลายเป็นชนชั้นสอง ถูกออกตามล้างตามเช็ด บรรดาสัตว์ในฟาร์ม ที่ยังดีใจกับชัยชนะ มองไม่เห็น ไม่เห็นใจ ไม่เข้าใจ ทาสของสังคมใหม่พวกนี้ เหมือนการฆ่ายกครอบครัว ราชวงค์ซาร์ แห่งรัซเซีย สรรพสัตว์มองว่า ต้องทำลายล้าง ทาสของเจ้าของฟาร์ม ไม่ว่าจะโดยวิธีกรรมอะไร ไม่ว่าจะเหมือนการกระทำของเจ้าของฟาร์มเก่ายังไง
แต่แล้ว โลกของเสรีภาพชักจะมีปัญหา ในนามของการปกครอง ได้เกิดชนชั้นผู้นำใหม่ คนแรกๆที่เริ่มรู้สึกว่า สังคมใหม่มันไม่ยุติธรรม คือนักคิดนักเขียน นักวิชาการ ที่ไม่อยู่ในเครือข่าย ผู้นำใหม่ ก็เริ่มแตกแถว เริ่มถามหาเสรีภาพและอิสรภาพกันอีกหน และสิ่งที่ได้รับกลับมา จากผู้นำใหม่ ก็เหมือนสิ่งที่นักเครื่อนไหว เพื่อล้ม รธน ปี 50 ได้รับ คือถูก จัดชั้น ไปเป็นพลพรรคเจ้าของฟาร์มเก่า และบรรดาสรรพสัตว์ในฟาร์ม ที่เหลือ ก็ดีใจกันยกใหญ่ ที่ผู้นำใหม่ นำอิสรภาพกลับมาให้อีกครั้ง
ปัญหามันคือ ยิ่งกำจัดสัตว์อื่นออกจากฟาร์ม สัตว์ที่ถูกเหยียบย่ำ ไม่ให้ความร่วมมือ สัตว์ที่เหลือ ยิ่งต้องทำงานมากขึ้น ช่องว่างระหว่างผู้นำและสัตว์ที่ต้องทำงาน ชักกว้างขึ้น ฟาร์มชักจะแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ผลผลิตตกต่ำ ผู้นำใหม่ ชักต้องออกกฏและระเบียบ มารักษาความสงบในฟาร์ม
ฉันใดฉันนั้น นับวันที่ผ่านไป ฟาร์มเป็นเผด็จการ และไร้ซึ่งอิสรภาพและเสรีภาพ สำหรับจำนวนสัตว์ มากขึ้นทุกที ยิ่งกว่า เจ้าสมัยเจ้าของฟาร์มเก่า นับวัน นอกจากพลพรรคของผู้นำฟาร์มใหม่ สัตว์ในฟาร์ม แยกย้าย แตกสลาย หนีห่าง ถอยออก หมดความสนใจ ในและจากฟาร์ม ล้มเลิกความหวัง การมีส่วนร่วมในการดูแลฟาร์ม
ในไทย ตอนนี้อยู่ในจุดไหนของหนังสือเล่มนี้ ก็แล้วแต่คนมอง แน่นอนที่สุด พลพรรคของผู้นำใหม่ กำลังจะเอากฏและระเบียบ คือ รธน ปี 50 มาครอบงำฟาร์ม กำลังหลอกสรรพสัตว์ในฟาร์ม ไปทั่ว ว่านี่คือสัญญาแห่งความปลดปล่อยและอิสรภาพ และวันที่ฟาร์มจะสว่างไสวไปด้าวยความเจริญ
สรรพสัตว์ที่ได้ดีและเป็นพลพรรคของผู้นำใหม่ กำลังดีใจอย่างที่สุด เพราะฐานะตัวเอง กำลังจะขึ้นไปเป็นชั้นผู้นำ ส่วนสรรพสัตว์ที่บริษุท กลางๆ ก็ได้ฟังทุกวัน การเตือนความจำของถึงความเลวทรามของเจ้าของฟาร์มเก่า ฟังทุกวันถึงวันดีๆข้างหน้า ถ้าก้มหน้ากมตาทำงานหนัก และอย่ามาสอดรู้สอดเห็นหรือกวนน้ำให้ขุ่น คือ ทำตามผู้นำ แล้วจะดีเอง และในขณะเดียวกัน ก็กลบข่าวฉาวๆของตัวเอง ไม่ให้แพร่กระจาย สามอย่างรวมกันเข้า สรรพสัตว์กลางๆ ยอมรับกรรม ดีใจอยู่แต่เพียงว่า ผู้นำใหม่ไม่ใช่ คน แต่ เป็นสัตว์กันเอง
ในที่สุดแล้ว ทั้งฟาร์ม ตกอยู่ในสภาพ ทาส ทั้งทางกายและใจ ยิ่งกว่าสมัยเจ้าของฟาร์มเดิม
นิทานเรื่องนี้ ไม่ได้มาสอน ให้ระวัง หนีเสือปะจรเข้ เพียงแต่สอนให้รู้ว่า รับ รธน ปี 50 แท้จริงแล้ว คือยอมรับ ให้ผู้นำใหม่ เอา ปลอกคอ มาสวมให้ คำถามที่น่าถามที่สุดคือ
ในส่วนตัวผมไม่ได้มองว่าทักษิณเลวอย่างไร และไม่เคยเชื่อว่ามันมีระบอบทักษิณ หรือฟาร์มอะไร แต่สำหรับคนที่เชื่ออย่างนั้น ว่ามันมีฟาร์มทักษิณ และต่อสู้เพื่ออิสรภาพและเสรีภาพจากสิ่งนั้น พลังและสติ ของความหิวกระหาย เสรีภาพและอิสรภาพ มันหายไปไหนหมด ทำไม ไม่ออกมาต่อสู้ กับ ปลอกคอ อันใหม่นี้ ทำไมยอมให้ แก่ผู้นำใหม่
และที่สำคัญ คือถ้ามองไม่ออก มองไม่เห็นว่า รธน ปี 50 มันเป็น ปลอกคอ จริงๆ ด้วยความบริษุทใจ อย่างน้อยที่สุด พอจะเข้าใจ อีกฝ่าย ที่ก็มองไม่ออก มองไม่เห็น ว่าทักษิณ นำ ปลอกคอ อะไรมาใส่ให้ เหมือนกัน และถ้าเข้าใจความรู้สึกอีกฝ่ายได้ เมื่อไหร่ จะเลิกมอง สรรพสัตว์ที่ใกล้ชิดและสนับสนุน ทักษิณเสียที ว่าเลวทรามต่ำช้า ต้องทำลายให้สิ้นซาก แล้วถ้าเขาลุกมาต่อสู้ เข้าใจเขาไม่ได้จริงๆเลยหรือ
เห็นคนด่าทักษิณ กันมากเหลือเกิน เรื่อง ประชานิยม คือการซื้อเสียง กับคนจน และทำให้คนจน ที่ถึงจะจน แต่ก็มีอิสรภาพทางชีวิต ต้องกลายมาเป็น ทาส ของประชานิยม และฐานเสียงให้พลพรรค ทรท เงินในกองทุนต่างๆของประชานิยม คนจน ก็นิยมเอาไปซื้อมือถือ ก็ของทักษิณอีก แล้วในแนวเดียวกัน ทักษิณ ก็นักธุรกิจ ความรวยความมั่งคั่งของตัวเอง ขึ้นอยู่กับความเจริญของชาติ ลงเอย เอาทุนนิยมมาก อินเตอร์นิยมมาก ค้าขายนิยมมาก ไม่ค่อยจะพอเพียง ในที่สุด เลยเอาเศรษฐกิจไทย ไปเป็น ทาส เศรษฐกิจโลก ต้องพึ่งการค้าขายกับโลก พึ่งโลก มากเกินไป ก็เพราะตัวเอง จะได้รวยมั่งคั่งไปด้วย มีอีกหลายทับซ้อน ทางนโยบาย ถึงแปรรูปจะเป็นนโยบายมาหลายสมัย แต่ทักษิณก็สานต่อ เอาเข้าตลาดกัน ก็เพื่อให้ พลพรรคทุนในทรท ออกไปซื้อรัฐวิสาหกิจ ที่แปรรูปนั้น เข้ากระเป๋าตัวเองกัน แล้วเล่นหุ้นนั้น หากำไรกัน มีอีกที่ด่ากันไว้ ทักษิณ ต้องการการเมืองมั่นคงพรรคเดียว จะได้บริหารได้เบ็ดเสร็จ แบบ สิงค์โปร์ และ มาเลเซีย แต่ก็เพื่อพลพรรคทรท จะได้ครองอำนาจไป 20 ปี เลยออกไปรวบรวมพลพรรคอื่นมาเข้าค่าย เข้าก้าวก่ายองค์กรอิสระ สื่อ และ อีกมากมาย ทำให้ไทยเป็นเพียงประชาธิปไตยในรูปแบบ แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ประชาธิปไตยเลย มันคงจะมีอีกมาก
ทักษิณทำเพื่ออะไรกันแน่
แต่โดยสรุปคือ ทักษิณ ทำอะไร มองดูเหมือน ดีต่อชาติ แต่ว่า ก็ดีสำหรับตัวเอง ไปด้วย คือมันทับซ้อน โกงทางนโยบาย ไม่รู้ว่าทำเพื่อตัวเอง และพลพรรคทรท หรือว่าทำเพื่อส่วนรวมกันแน่ เอาหละ ทักษิณนั้นมือโปรบริหารเศรษฐกิจ ชนิด หาตัวเก่งเท่ายาก ชาติ ก็เจริญรุ่งเรืองดี ตอนเป็นนายก และ คนจนก็ได้สิ่งดีๆไปเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าทับซ้อน โกงทางนโยบาย จนชาติย่อยยับอะไร
แต่มันก็คงมองได้ว่า ผิดอยู่ดี ทางที่ดีที่สุด คือ บริหารบ้านเมืองให้ดีที่สุด และ ไม่มีเรื่องการโกงทางนโยบาย เลยแม้แต่น้อย
โกงทางนโยบายมีมานานแล้ว
ปัญหาของความทับซ้อน โกงทางนโยบายนะ มันคือ ระวังไม่ให้เกิดยังไง มันก็ยากที่จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเราใช้มาตรฐานเดียวกัน ที่เราใช้วัดทักษิณ มาใช้วัดทุกฝ่าย ทุกรัฐบาล ก็จะเห็นได้ชัดว่า ทับซ้อน และ โกงทางนโยบาย นั้น มีมาอย่างช้านาน เช่น
เช่นพันธมารได้ดีกันถ้วนหน้า
พลพรรคพันธมาร ที่ต่อต้านทักษิณ เข้าไปแจมกันอยู่ในรัฐบาลเผด็จการ ได้ดีกันถ้วนหน้า อย่างนี้ เรียกว่าต่อต้านทักษิณ เพื่ออนาคตตัวเองหรือไม่ หรือจะเป็น หลังเข้าร่วมกับพันธมาร ได้ดีในรัฐบาลเผด็จการ และต่อไป จะไปเล่นการเมือง ต่อหลังเลือกตั้ง อย่างนี้ เรียกว่า ทำลายทักษิณลง เพราะทักษิณ ทับซ้อน ไม่ดีต่อชาติ แต่ว่าในการกระทำนั้น ก็เป็นการ วางรากฐาน ทางการเมืองของตัวเอง อย่างนี้ทับซ้อนหรือไม่ หรือจะเป็นเผด็จการเอง ที่เข้ามาเพื่อ ขจัดสิ่งเลวร้ายในระบอบทักษิณ เช่นประชานิยม แต่มาตอนนี้ สนับสนุนประชานิยม และวางรากฐาน เล่นการเมืองต่อไป คือในอีกแง่ ก็มองได้ว่า ในขณะที่ทักษิณกำลังมีปัญหาทางการเมือง ก็ฉวยโอกาส ล้มทักษิณลง ยึดอำนาจ และวางรากฐานให้ตัวเองมีอำนาจต่อไปหลังการเลือกตั้ง คือเอาไงแน่ คำถาม มีให้เหมือนที่ต้องถามทักษิณเลย คือทำเพื่อส่วนรวม หรือทำมาทั้งหมดเพื่อตัวเองกันแน่
ยิ่งสื่อที่ด่าทักษิณมาก ยิ่งได้ดี
คำถามนี้ ก็ถามได้จากสื่อเหมือนกัน ไม่รู้จะกี่สำนักข่าว ที่ต่อต้าน ทรท สนับสนุนพันธมาร มาตอนนี้ ได้ดิบได้ดีในการทำธุรกิจกับรัฐบาลเผด็จการ และที่เห็นชัดเจนที่สุด ก็งบซื้อนักข่าวนักวิชาการของ ทหาร จนก็น่าถามเหมือนกัน ว่าโจมตีทักษิณ เพื่อผลทางการเงิน เพื่อวางรากฐานทางธุรกิจหรือไม่ คือฟังดูมันก็ทับซ้อนเหมือนกัน
โดยเฉพาะ ถ้ามองว่า ที่ด่าๆทักษิณกันมา เรื่อง อินเตอร์นิยม ค้าขายนิยม เอฟทีเอ เจริญเติบโตนิยม แปรรูปนิยม เปิดรับการลงทุนจากนอกนิยม ปิดกั้นสื่อ พลพรรค คมช และ เผด็จการ ก็สนับสนุนในสิ่ง ที่เหมือนทักษิณสนับสนุน แทบทุกอย่าง มันหายไปอย่างเดียวก็เท่านั้น คือพลพรรคนักธุรกิจ ของทรท ที่อยู่เบื้องหลัง นโยบายพวกนั้น ที่ คมช ก็รับมาเต็มๆ คือบางที ในพลพรรคใหญ่ๆแบบทรทแล้ว เส้นสายพรรค คนในพรรค มันครอบครุมไปหมด เองโดยธรรมชาตินะ คือใครก็ตามที่ลงทุนไปศึกษา ทุนเบื้องหลัง ของทรทแล้ว ก็จะถึงบางอ้อ ว่ามันเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางมาก คือไม่ว่าขยับไปทางไหน ทำอะไร จะสามารถ โยงไปยังคนในทรทว่าได้ผลประโยชน์ทับซ้อน ทุกครั้งไป
แล้วจริงๆ การทับซ้อนตรงๆที่น่าสงสัย ในระดับ ทักษิณ ในรัฐบาล คมช ก็มีมากมาย เช่น การจ้างคนใกล้ชิด คนในคมช มารับงานโดยการจัดจ้างพิเศษ แบบนี้ก้หลายครั้งหลายหน หรือจะเป็นการที่ คมช เพิ่ม งบทหารขึ้นมาจากเดิมมากมาย เพื่อซื้ออาวุธ ที่เป็นข่าวออกมาแล้วถึงความไม่โปร่งใส คือคนบางคนอาจจะมองก็ได้ ว่ามันทับซ้อนนะ เพิ่มงบทหารมาซื้ออาวุธแบบไม่โปร่งใส คือฟังๆดู มันก็ ทับซ้อนทางนโยบายเหมือนกันนะ
แต่เรื่องทับซ้อน ในระดับใหญ่ๆหละมีหรือไม่ มันก็มีเหมือนกันนะ เช่น มหากาบตุลาการภิวัต ของไทย คือบังก็ออกมาบอกกับตัวเองว่าวาระแอบแฝงของการยึดอำนาจ ก็เพื่อทำลายพรรคทรทอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่องและใช้ทุกอย่างในมือ ก็อย่างที่เห็น ตุลาการ เอาผิดย้อนหลัง เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย และขัดต่อระบบนิติธรรมเป็นอย่างยิ่ง แล้วคตส ที่มาตรวจสอบทักษิณ ก็เอาคนเกลียดทักษิณ ที่เคยด่าทักษิณไว้ มาทำหน้าที่ตรวจสอบ แล้วตรวจสอบไป ก็ด่าทักษิณไป แล้วเปิดเผยข้อมูล ด้านตัวเองด้านเดียว สู่สาธรณะ มาตลอดเวลา ทั้งข่มขู่พยานและให้กดดันให้คนไปฟ้องทักษิณ
มหากาบ รธน ปี 50 ซุเปอร์ โกงทางนโยบาย ของ คมช
แล้วถ้าดู รธน ปี 50 ที่ร่างออกมาจากคนที่ทหารแต่งตั้ง คือไม่ชอบทักษิณ และ รธน ปี 50 ในปี 50 นี้ รธน ให้อำนาจตุลาการ ระดับค้ำฟ้า เช่นตุลาการ มาแต่งตั้งองค์กรอิสระ เอามาแต่งตั้ง สว แล้ว สว พวกนี้ทำอะไรหละ หลังเข้ามาทางประตูหลัง ก็จะ คว่ำหวอด อยู่กับการเมือง ชนิด สว พวกนี้ สามารถถอดถอนนักการเมือง ที่มาจากเลือกตั้ง จะไปนั่งกรรมาธิการต่างๆ แล้ว ปกครององค์กรอิสระ แล้งองค์กรอิสระ ทำอะไร ก็คือดูแลกำกับพัฒนา จุดสำคัญทางการพัฒนาชาติไปหมด เช่นองค์กรอิสระ มาดูแล อุตสาหกรรมเทเลคอม
ถ้า งง ว่าทับซ้อนขนาดนี้ วิปริต ขนาดไหน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ตุลาการนะคือคนบอกว่าอะไรถูกผิด เหมือนเป็นกรรมการ ที่ต้องเที่ยงตรง ไม่มัผลประโยชน์แอบแฝง ต้องห่างๆปัญหามองจากไกลๆ ก็เปรียบเสมือน แผนกตรวจสอบภายใน และ ภายนอก ของบริษัทแห่งหนึ่ง แต่เพราะ คมช กลัวระบอบทักษิณ และมองผลประโยชน์ตัวเอง บริษัทที่ชื่อว่าประเทศไทย เอาแผนกตรวจสอบภายใน ไปนั่งที่สูงส่ง คือเป็นบอร์ด คอบกำกับผู้บริหาร ของบริษัท เอาหละ ถ้าบริษัทนั้น มีหน้าทีอย่างเดียว คือกระจายความยุติธรรมไปทั่วไทย มันก็ดีสิ แต่ถ้าบริษัท มันมีหน้าที่อื่นมากมาย เช่นบริหารเศรษฐกิจ มันไม่ดีกว่าหรือ ที่บอร์ดบริษัท จะมีนักธุรกิจนั่งอยู่
มหากาบจุดจบทักษิณ โดย ตมช อีกสุดโกงทางนโยบาย
ยังมีเรื่องโกงทางนโยบายตอนนี้อีก คือแล้วมาทำลายทักษิณและพลพรรคทรทเพื่ออะไร เพื่อชาติหรือว่าเพื่อตัวเอง มันก็แปลก เพราะตัวเองประกาศไปทั่วว่าปฏิวัติเพื่อหยุดระบอบทักษิณ ก็เลยต้องจับผิดทักษิณ ทำลายทักษิณ เป็นนโยบายมาแต่ตั้น และเพราะพลพรรคทรทเป็นส่วนหนึ่งของระบอบนั้น ก็ต้องทำลายมันลงไปด้วย ฝ่ายพันธมาร ก็บอกว่า ดี เพื่อชาติ แต่ประเด็นคือ มันก็ดีกับพลพรรค คมช ด้วยนะ เพราะแรกเลย ชี้ไปที่ความเลวทักษิณ มันทำให้คนลืมความเลว ของการ ปฏิวัติ ฉวยโอกาศได้ดีมาก จนคนไม่ออกมาต่อต้าน มากนัก และสองปฏิวัติเพื่อวางรากฐานสำหรับวันลงเล่นการเมืองของตัวเอง และพลพรรค ในวันพรุ่งนี้ ในขณะที่ การล้มล้าง ทักษิณและทรท ทำให้คู่ต่อต้าน อ่อนแอไปแล้ว แถมว่าเส้นสาย กับพรรคที่ต่อต้าน ทักษิณ เช่น ปชป คือบังอาจจะได้เป็นนายก หลังการเลือกตั้ง
มหากาบโกง ประชาธิปไตย สุดทับซ้อน คมช
และอีกอย่างตรงนี้ ก็เป็นที่ วิจารณ์กันมามากแล้ว ว่าจริงๆแล้ว ทหาร ผู้มีบารมี และคนชั้นสูงในสังคมไทย ไม่ชอบ รธน ปี 40 เพราะประชาชนเป็นใหญ่ โดยเฉพาะคนระดับล่าง ที่ได้รับทรัพยากรไปมากนักการเมืองของพวกรากหญ้า นั่นก็คือ ทรท ส่วนคนชั้นสูง ต้องการกลับมามีอำนาจเหนือการเมืองไทยอีกครั้ง ชักใยอยู่เบื้องหลัง ผ่านทหาร ข้าราชการ ผู้มีบารมี พูดง่ายๆ ต้องการระบบอำมาตรนั่นเอง ตรงนี้ มันก็มองได้เหมือนกันนะ ว่าที่เข้ามาทำลายทักษิณและพลพรรคทรท จริงๆไม่ใช่เรื่องอะไร นอกจากต้องการลดอำนาจประชาชน และพรรคการเมืองลง แล้วเอาระบบที่ตัวเอง มีอำนาจ กลับมาอีกครั้ง ถ้ามองแบบนี้ คนกลางๆก้อาจจะสงสัยอยู่เหมือนกัน ว่านี่มัน โกงทางนโยบาย ทับซ้อน ทำเพื่อตัวเอง ในระดับใหญ่ทีเดียว
ของพวกนั้น มันมีมาตลอด เราจะเห็นมันหรือไม่ก็เท่านั้นเอง ข้ออ้างใหญ่ที่สุดตอนนี้ สำหรับ มหากาบโคตรโกงทางนโยบาย ของเผด็จการ หลายอัน ก็คือภายใต้ทักษิณ ตรวจสอบไม่ได้ นั่นนะคือโกงและโกหกตัวเอง สื่อที่ด่าทักษิณว่าปิดกั้นสื่อ ก็เห็นด่าทักษิณได้มาโดยตลอด พรรคฝ่ายค้าน ก็อภิปรายไม่ไว้วางใจทักษิณทางอ้อม มาทุกครั้ง สว ซีกอิสระ นักวิชาการ อาจารย์ ราชนิกุล ผู้มีบารมี ก็เห็นด่าและตรวจสอบทักษิณ ยับตลอดเวลา แล้วก็มาเดินขบวน ไปไหนก็ได้ แบบหน้าสยามพาราก้อน ที่เขาขาดทุนไปสองร้อยล้าน ก็ทำได้ แล้วก็เห็นศาลปกครอง ทำเอาทักษิณ หน้าหงายไปหลายครั้งจนนโยบายรับบาล เอามาใช้ไม่ได้
ก็ได้ยินแบบนี้มา แทบทุกองค์กรรัฐ ที่กำไรมันกำลังตกลงแบบ ฮวบฮาบ เช่นทางด้านเทเลคอมต่างๆของรัฐ ที่ก็ตกอยู่ในการบริหารของ คนในปรัชญา ต้องต่อสู้เพื่อความโปร่งใส ต้นตอ ของปรัชญา ความโปร่งใสมาก่อน มันก็มาจาก การต่อต้านทักษิณนั่นเอง โอยไม่ต้องบอก ทักษิณทำความดีไว้มากมาย แต่ถูกโจมตีเรื่องความโปรงใส โดยเฉพาะจากการขายชอนไม่เสียภาษี กระแส ความโปร่งใส นำไทย เลยลุกกระพือขึ้นมา
ปัญหาคือเราอยู่กันในโลกของความจริง ขอบอกก่อนเลยว่า ถ้าจะมีนักบริหารมือโปรเข้ามาจับอะไรสักอย่าง เขาจะถามก่อนเลยว่า แล้วผมได้อะไรตอบแทน ถ้าคำตอบคือ ก็ความภูมิใจที่ได้ทำเพื่อชาติ ร้อยทั้งร้อย นักธุรกิจมือโปรบอก เอาไว้ชาติหน้าตอนสายๆ พวกที่บอกกันว่าเขามาช่วยชาตินะ แบบพวกเผด็จการตอนนี้และพลพรรค ดูการบริหารเศรษฐกิจของเขาดีๆ บาทแข็งมาเรื่อยๆหกเดือน ไม่ได้ทำอะไรจนโรงงานเริ่มปิดตัวลง ล่าสุดกรมโรงงานประเมิณ ตั้งแต่ต้นปี ปิดไปแล้วเกือบพันแห่ง เป็นเงินลงทุนทั้งสิ้น แสนล้านกว่า หรือเรื่อง ซับพรามน์ หรือหนี้ อสังหาด้อยคุณภาพในสหรัฐ ข่าวออกมาหกเจ็ดเดือนแล้ว ว่าสหรัฐมีปัญหาด้านนี้ ยังปล่อยให้ฝรั่งปั่นหุ้นขึ้นไป ลากคนไทยไปขึ้นเขียงสูงๆเป็นพันเป็นหมื่นคน เห็นเผด็จการ พูดแล้วพูดอีก เช้าสายบ่ายเย็น เศรษฐกิจมันดี ดูหุ้นสิ ขึ้นไปสูงเลย
ตัวอย่าง ความโปร่งใส ที่ ทำลายล้าง กำไร ที่ดีที่สุดก็คือ พรบ การถือครองบริษัทไทยโดยคนต่างชาติ ที่ทำให้ต่างชาติหนีไทย ไปลงทุนที่อื่นแทน วัดกันยากมากว่าจะเสียหายแค่ไหน เอาน้อยๆหน่อย ก็คงเป็นอีกแสนๆล้านต่อปี ในนามความโปร่งใส
ข้างบนนั่นตัวอย่าง การบริหารในมือของคนที่เรียกกันว่า โปร่งใส ก็รับได้ครับ การวอดวายไป แสน ล้าน กับโรงงานปิดตัวลง วอดวายอีกเป็นแสนล้าน จากหุ้นถูกกระตุกขึ้นลงแบบสุดๆ อีกเป็นแสนล้านจากการหนีไทยของฝรั่ง อีกเป็นแสนล้านของกำไรหดหายของรัฐวิสาหกิจ รวมกันเข้า คงถึงล้านล้านเข้าไปแล้ว ในนามของ และที่ เผด็จการกำลังลงทุนลงไป เพื่อให้ไทยโปร่งใส
ความจริงเรื่องความโปร่งใสนี่ก็ คุยกันมามากแล้วนะ ภายใต้ทักษิณ เศรษฐกิจโตขึ้นปีละ 5-6% นั่นก็คือโตขึ้นราว 35-40% คือความมั่งคั่งของไทย มันขึ้นมามากมายนัก เป็นล้านล้าน เอาคำนวณยาก เอาง่ายๆ หุ้นจาก 300 มาเกือบ 700 นั่นก็คือ มูลค่าขึ้นมา 100% กว่า ก็อีกเป็นล้านล้าน หรือในอีกแง่ คนจนจาก 13 ล้านคน เหลือ 8 ล้านคน เอายังมองไม่ออก ตึกร้างบ้านร้าง หายเกือบหมด
แต่ไม่ได้ เรายังไม่รู้ว่าทักษิณโกงขนาดไหนเพราะยังอยู่ในศาล แต่เอ เรื่องใหญ่ขายชินไม่เสียภาษี ประเมินออกมาแล้วนิก็แค่ 5,000 ล้านที่หลบไป สนามบินสุวรรณโคตรโกง เอทักษิณ เขาก็ลดค่าก่อสร้างลงมาเกือบ 50,000 ล้านในการประมูลสร้าง แต่เอาถ้าโกงไปได้บ้าง ก็คงจะได้ไป สัก 10,000 ล้าน ที่สุวรรณภูมิ เอาแล้วอีกจิปาถะ แบบ ที่ดินรัชดา เงินกู้พม่า เอาหละ เพื่อให้ได้สรุปกัน เอาเป็นว่า ทักษิณโกงไปทั้งหมด แสนล้าน
นักธุรกิจทั่วๆไป มองดูแล้ว ในภาพรวมทั้งหมด คงจะสรุปว่า แหม ทักษิณนี่สุดยอดนักบริหารแล้ว ทำผลประโยชน์ให้ชาติ หลายล้านล้าน แต่ในด้านลบ ก็สงสัยกันอยู่ว่าจะโกงเข้ากระเป๋าตัวเองไป สัก แสนล้าน หรือเปล่าน้า แล้วถึงโกงจริง มันก็น่าจะคุ้มนะ ถ้าได้แบบทักษิณ แต่ไม่โกง ก็ดีสินะ แต่ปัญหามันคือเมืองไทยมันไม่ได้บริหารกันโดยนักธุรกิจ แต่มันโดยนักการเมืองและสื่อและทหารและข้าราชการ เรื่องโกงนี่มันทำให้ การเมืองไม่มั่นคง ไม่มั่นคงมันก็ตีเป็นราคาได้เหมือนกันนะ เช่นผู้บริโภค ความเชื่อมั่นต่ำจนไม่ซื้ออะไร คือนักธุรกิจคงจะคิดไปในแง่นี้
แต่นักคิดตามปรัชญา โปร่งใสต้องมาก่อน คงจะบอกว่า ขาดทุน บริหารไม่เป็น เสียหาย ยังไง ถ้าโปร่งใส เป็นยอมรับได้ ก็อย่างที่เขียนมา ภายใต้เผด็จการ เพื่อความโปร่งใส เสียหายไปแล้ว เป็นแสนๆล้าน ปัญหามันคือ โปร่งใสยังไง ถ้าคนมันตกงานกัน โรงงานมันปิดกัน ความเจริญเติบโตมันช้าลง การเมืองมันก็ไม่มั่นคงอยู่ดี คนก็ไม่บริโภคเหมือนเดิม
สองปรัชญานี้คงจะ ตีกันไปอีกนานในไทย ไม่มีทางที่ผมจะมาเขียนอะไร หรืออีกร้อยพันคนเขียนอะไร ทำอะไร ให้มันหาข้อยุติลงได้ ฝ่ายทักษิณพูดเสมอ ไทยเจริญมากยุคทักษิณ ฝ่ายความโปร่งใส พูดอยู่อย่างเดียวคือ สมัยนั้นโกงมาก
ปัญหาของไทยคือ ทั่วโลกตอนนี้ ธนาคารโลกทำวิจัยออกมา บอกว่าประเทศต่างๆ นิยมเอานักธุรกิจ มาเป็นนักการเมืองมากกว่า การเอานักการเมือง โพลทั่วโลกชี้ชัด เชื่อในมือนักธุรกิจมากกว่านักการเมือง ในสหรัฐเอง คลินตั้นมั่วสวาท ตระกูลบุชมีส่วนได้เสียในสงครามอิรัก และการโกงโคตรโกง ของบริษัทเอ็นรอน ก็ก่อให้เกิด กระแสต้องการความโปร่งใส ในสหรัฐอย่างสูง แต่ท้ายสุด ก็เกิดคำพูดที่สยบฝ่ายความโปร่งใสลง คำนั้นก็คือ ไอ้โง่ กำไรมาก่อน กระแสความโปร่งใส จริยธรรม และจรรยาบรรณ ในสหรัฐ จบลง ง่ายๆ ด้วยคำว่ากำไรมาก่อน เท่านั้นเอง มันมาเกี่ยวกับไทยก็ตรงที่ว่า โลกเขามอง กำไร ว่าสำคัญกว่าความโปร่งใส ที่มันเกี่ยวกับไทย ก็เพราะนี่มัน คู่แข่งไทยทั้งนั้นบนเวทีโลก เกมบนโลก มันคือหาความมั่งคั่งและกำไร เข้าหาประเทศ แต่ไทยไม่สนใจเกมนั้น หันมาเล่นเกมสร้าง ความโปร่งใส เชื่อว่าในระยะยาว ไทยจะออกมาดีกว่า
ในสหรัฐ ยุโรป และ จีน มันเป็นแบบนี้ ท่านก็ตัดสินเอาเองนะครับว่าถูกผิดอย่างไร เรื่องคือ โอนาซิส เจ้าพ่อเดินเรือ ต้องการขนถ่ายสินค้าในสหรัฐ ที่มีกฎห้ามต่างชาติทำ โอนาซิส ก็ส่งทนายไปพบวุฒิสมาชิก ชองรัฐที่มีธุรกิจต่อเรือ บอกว่า ยูไอจะมาใช้บริการต่อเรื่อจากยูสักห้าสิบลำ ถ้ายูช่วยเข็นกฎหมายให้ต่างชาติทำธุรกิจการขนส่งในสหรัฐง่ายหน่อย ก็ได้เรื่อง ผ่านฉลุย ในรัฐบาลที่โปร่งใสที่สุดในสหรัฐ คือ เคนีดี้ ประท้วงกันแหลก โดยกองเรือของอเมริกัน โอนาซิส จำใจเอาเงินสนับสนุนพรรคการเมืองใหญ่ในเมกา กลบเรื่อง แล้วไปคุยกับคนถูกกระทบ บอกยู มายุโรปสิ ไอจะช่วย สรุป คือทั้งทับซ้อน ทั้งไม่โปร่งใส ทั้งคอรัปชั่นเชิงนโยบาย แล้วอีกร้อยแปด ที่ออกมา กลายเป็นว่า ทุกคนชนะ ล่าสุดจีนให้เงินกู้ไทย พัฒนาโทรคม ข้อต่อรองคือไปซื้ออุปกรณ์จีน ไทยผ่านให้ฉลุย ส่วนญี่ปุ่น ผูกเงินช่วยเหลือกับการใช้บริการบริษัทญี่ปุ่น เหมือนจีนทำมาเป็นสิบๆปี หลังมาร์คอส ล้ม สืบกันเจอเอาว่าโรงงานนิวเครียร์ในฟิลลิปปินส์ ที่สหรัฐสร้างไม่มีวันเสร็จ เพราะโกงกินกันมาก สภาสูงสหรัฐ เขากระตุก ออกกฎเข้ม ห้ามบริษัทก่อสร้างสหรัฐ อัดเงินใต้โต๋ะ เพียงห้าปีต่อมา เกาหลี ยุโรป ญี่ปุ่น กินส่วนแบ่ง ตลาดสหรัฐไป 80% เพราะต้องโปร่งใส ในที่สุด บริษัทก่อสร้างสหรัฐ จับมือกันเข้าไปพบสภา บอกเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน จะให้พวกเราปิดบริษัทลง หรือว่าจะทำให้กฏหมายอ่อนลง
โลกเขาไปกันแบบนั้น ทางนั้น แล้วดูทักษิณ ปล่อยเงินให้พม่า พม่ามาซื้อของจากชิน คตส เอาเรื่องไปแล้ว
ฉะนั้นโจทย์ต่อไปในบทความนี้ คือในระยะยาวอะไรดีกว่า คน เจนโลก ก็บอกว่า ใครก็ตามที่บอกว่าไทยจะโปร่งใส กำลังฝันเปียกการตลาด มันเป็นไปไม่ได้ โพลในไทยออกมา ก็บอกว่าคนส่วนมากไม่เชื่อว่าการโกงกินจะหมดไป ในไทย ไม่ว่าอะไร อีกพวกไปไกลกว่านั่น ยกตัวอย่างความไม่โปร่งใสในยุคเผด็จการนี้ ออกมาให้เห็นจะจะ เป็นสิบกรณีแล้วตอนนี้ แต่ลองมาดูสหรัฐกัน มันเริ่มจาก Pork and Barrel Politics คือทีใครทีมัน สลับกันไประหว่างการเมืองเพื่ออาหาร กับการเมืองเพื่ออาวุธ ก็โกงกันสนั่นทั้งสองฝ่าย ในสหรัฐ คงได้ยินกันมานะครับ ว่าเงินช่วยเหลือเกษตรกร กลับกลายไปช่วยบริษัทเกษตรใหญ่ๆแบบ ซีพี ในสหรัฐ แล้วก็คงได้ยินนะครับ ที่ทหารสหรัฐซื้อค้อนธรรมดา แต่ต้องจ่ายอันละหมื่น แล้วมันก็กลายมาเป็น Lobbyist คือระบบการต่อรองกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด คืออยากได้ เงินช่วยฟาร์มหรือ ได้เลย ถ้าคุณสนับสนุนการซื้อระถังที่สร้างในรัฐผม ก็อะไรแบบนั้นนะ สุดท้ายก็มาลงเอาที่ Campaign Contribution คือทับซ้อนเราดีๆนี่เอง คือคุณสนับผมหรือ แล้วคุณต้องการอะไรตอบแทนหละ
ที่เขียนมาให้ดู มันไม่ใช่อะไรมากไปกว่า การเอาสิ่งสกปรกเช่นการโกงกิน มาเข้าระบบ แล้วทำให้มันโปร่งใส ตรวจสอบได้ เหมือนที่ทักษิณชอบทำ คือจะเอาหวย เอาขายตัว เอาการพนัน เงินกู้นอกระบบ มาไว้บนดิน แทนหมกมันอยู่ใต้ดิน โลกพัฒนาแล้ว แทบทุกประเทศ กำลังเดินไปทางนี้ คือยอมรับกัน ว่าความโปร่งใส มันมีอยู่แต่ก็กับคนที่กำลังใช้มัน ทำลายนักการเมืองอื่นลง ก็เท่านั้น แบบ พันธมาร เอามาเป็นเรื่องทำลายทักษิณ แต่ในโลกของ ผู้ใหญ่ คนเจนโลก มันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติคน
ฉะนั้นแล้ว จริงๆมีทางเลือกที่สาม คือ เอากำไร หรือ เอาความโปร่งใส หรือ เอาความสกปรก มาเข้าระบบให้โปร่งใส แบบควบคุมได้ แต่อารมณ์คนไทย สมองและสติ มองไม่ออก ว่าปัญหามันคืออะไร และ ก็แก้กันไปแบบไม่ถูกทาง กลายเป็นว่า ต้องเผาบ้านตัวเอง เพื่อไม่ให้โจรเข้า และเรากำลัง เผาบ้านตัวเองในระดับไหน เอาเป็นว่าเรากำลัง เอาระบบอำมาตรมาลง เพราะเราเชื่อกันว่ามันจะทำให้โปร่งใส แล้วระบบอำมาตรมันคืออะไร มันก็คือระบบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย มากนัก
เอาหละสิท่านผู้อ่าน เพื่อความโปร่งใส เรากำลังลงทุนทางการเงินลงไป เป็น ล้านๆ กับความถดถอยที่มากับความโปรงใส แล้วเรากำลังลงทุน ทำลายประชาธิปไตยลง เพื่อความโปร่งใสด้วย มาตอนนี้ คนส่วนมากคงชักจะสงสัยเสียแล้วว่ามัน จะคุ้ม หรือเปล่าหว่า แล้วเดินทางนี่ มันโง่หรือฉลาด กันแน่ ส่วน คนชอบฝันเปียก ไม่ก็มีวาระแอบแฝง ที่กล้าลงทุนขนาดนี้ เช่นก็เพื่อต่อยอดและยืด อำนาจตัวเองออกไป คงจะไม่เห็นด้วยกับ ทุกอย่างที่ผู้เขียนเขียนมา
ก็ขอสรุปด้วยโลกของความจริงสักหน่อย พรรคการเมืองที่โกงน้อยที่สุด ก็คือพรรค ปชป นั่นเอง เพราะต้องยอมรับว่า หัวขบวนเขาส่วนมาก เป็นคนดีมีความโปร่งใส จริยธรรม และ จรรยาบรรณ สูงส่ง พรรคปชป นั้นก็เป็นพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาลมาหลายสมัย เอาหละ มาดูพรรคการเมือง ที่โปร่งใส ไม่โกงที่สุดในไทยบริหารบ้านเมืองกัน เอา ไม่โกงแต่ เงินระยะสั้นล้นไทยเอาก็สมัยเขา จนไทยไม่มั่นคง และในที่สุดถูกโจมตี จนชาติย่อยยับ เอาหละนั่นหละสิ่งแรก สิ่งที่สองคือ ขายทอดตลาดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เสียหายยับเยินเพราะบริหารไม่เป็น สิ่งที่สาม เป็นเด็กดีไอเอ็มเอฟ ตามก้นเขาจนไม่ฟื้น สักที ในที่สุดก็ต้องทักษิณ จอมโกงแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ กู้ซากกู้ชาติ กลับมาได้ จนไอเอ็มเอฟ ยอมรับว่ามาตรการตัวเองผิด ต้องมีการคิดใหม่ เอาหละนั้นอีกบริบทของรัฐบาลที่โปร่งใส แล้วบริบทที่สาม ที่ สปก คือแจกที่ดินให้คนจน โปร่งใสจนต้องไปถามศาล ว่า คำว่าเกษตรกร นั่นหมายถึงคนรวยด้วยหรือเปล่า ก็หลังจาก พลพรรคปชป เอง ดอดไปเอาที่ สปก มาทำรีสอร์ท กันสนุกมือ นี่ไม่ใช่โกงนะ เรียกว่าความเห็นไม่เหมือนกัน ถึง ความหมายของกฎหมาย สุดท้ายก็แบบ สหกร นักการเมือง ปชป ร่วมมือกันสร้างมาช่วยประชาชน ตรงนี้นะดี แต่รับเงินรัฐช่วยเหลือ ตรงนี้ก็ดีไม่มีใครว่า แต่สุดท้าย กำไร สหกร เข้ากระเป๋าใคร กลายเป็นเอาเงินรัฐมาปั่นหากำไรเข้าตัวเอง
ข้างบนก็คือ ประวัติระดับความโปร่งใส ที่สูงสุดในไทย และ ฝีมือบริหารของ เขา ว่ากันว่า ปชป ทำให้ไทยสูญเสีย ความมั่งคั่ง ทั้งทางตรง ทาง อ้อม และ โอกาส หลายสิบล้านล้าน
เขียนตรงๆมาขนาดนี้แล้ว รับรองแฟนๆ ความโปร่งใสก็ยังเป็นแฟนความโปร่งใส แฟนทักษิณ ก็แฟนทักษิณ คนกลางๆ ก็คงจะ งงๆ นิดหน่อย ผมก็ไม่มีข้อสรุปให้นะครับ และก็คงจะปล่อยให้ท่านคิดเอาเอง ข้อมูลผมส่วนมากคงถูกหละครับ หรือใกล้เคียง ปัญหาของผมคือผมเป็นคนใช้ปัญญาและสติ ครับ มันก็ไม่ค่อยดีนักเพราะคนเราก็ต้องใช้อารมณ์เหมือนกัน ท่านผู้อ่านบางคน ที่ใช้อารมณ์ คงจะสรุปง่ายๆหละครับ ว่าไอ้ทวีวุฒินี่มัน เฉยๆกับการโกงกินได้ยังไง ไม่มีจรรยาบรรนอะไรเลยหรือ ผมก็เข้าใจมุมมองของท่านครับ
เอาเป็นว่า งานนี้ไม่เห็นน้ำตา ไม่ร้องไห้
โอยถ้าถามว่ามันเพียนขนาดไหน เอาเป็นว่า จ้องกันเป็นปีๆ เลยที่จะให้พรรคตัวเอง คนตัวเอง เข้าควบคุมองคืกรอิสระต่างๆ เช่นใครก็ตามที่เรียนในสหรัฐมา สมัย เรแกน จะเห็นเลยว่า ฝ่าย Republican ทั้งเมือง หรืออาจจะเรียกได้ว่าทั้งประเทศเลย ออกไปฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ ตอน ศาล สูงของสหรัฐ มีคนของพรรค Republican เข้าไปมากจน ศาล หัวเอียง ขวาสุด ไม่เอียงไปทาง Democrat ต่อไป
ก็ไม่มีอะไรครับ เขาเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ตำแหน่งต่างๆเลยถูกแต่ตั้งโดยนักการเมืองครับ ก็โดยประธานาธิบดีนั่นเอง ไม่ต้องตกใจนะครับ ตำแหน่งคนที่คุมศาลสูงทุกคน ยังถูกแต่ตั้งโดยประธานาธิบดีเองเลย แต่มันมีกลไกอยู่อย่างครับ หลังถูกแต่ตั้ง อยู่จนตายหรือลาออกครับ คือประธานาธิบดีแต่งตั้ง แล้วอยู่กันนานมาก เช่นสมัย Kennedy นั้น แต่ตั้งศาลจน ศาลออกมาทาง เอ็นจีโอและเป็นนักสิทธิมนุษยชน สูงมาก เรื่องขึ้นศาลสูงสุดของสหรัฐทีไร เป็นได้รับการตัดสินใจจากมุมมองของ นักสิทธิมนุษยชน พลพรรค Republican หรือพวกหัวเอียง ขวา ต้องรอให้คนพวกนั้นแก่ลง จนลาออก จนในที่สุด ศาลก็เอียงมาทาง ขวา ก็รอกันเป็นสิบสิบปีเลยครับ
แต่ขนาดเขียนมาอย่างนี้ ก็ยังจะมีคนบอกอยู่ดี ว่าแซกแซงไม่ได้ เอาหละ ถ้าทักษิณเขาแทรกแซง จริง มันมีสาเหตุอื่นนอกจากจะต้องการทับซ้อน ที่ด่าๆกันหรือไม่ มันก็มีนะครับ ก็สาเหตุเดียวกับในสหรัฐนะครับ คือนักการเมืองเขาถือว่ามาจากประชาชน องค์กรอิสระมาจากอรหันต์ และเป็นอรหันต์ ไม่ได้มาจากประชาชน ฉะนั้นสำหรับทักษิณ การเข้าไป จุ้น กับทุกฝ่าย มันก็เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ก็เท่านั้นเอง เช่นศาลปกครอง จะให้มาตัดสินว่าประชานิยมคือซื้อเสียงหรือ อย่างนี้มันก็ต้อง Lobby กันแล้ว ขืนปล่อยไป กลายเป็นว่าอรหันต์พวกนี้ ปกครองบ้านเมือง ตามนโยบายของอรหันต์
นักเขียนนี่จริงๆแล้วโด่งดังกันเพราะไม่กี่บทความ ของผม มาโด่งดังเอากับบทความตอน สนธิ ลิ้มทองกุลกำลังจะโค่นทักษิณได้อยู่แล้ว ในบทความนั้น ที่คนเอาไปลงกันในแทบทุกเวบบอร์ ทั่วไทย ผมถามว่าแล้วจะเอาอะไรมาแทนที่ระบอบทักษิณ เพราะตรงนี้ พันธมารไม่พูดถึงเลย ด่าทักษิณลูกเดียว ผมก็ถามแล้วถามอีก บอกว่ามัน ต้องมีสิ ไม่งั้นจะเทียบได้อย่างไร ว่าที่จะมาใหม่ มันดีกว่าเก่า ก็ไม่มีคำตอบอะไรออกมาเลย
มาวันนี้ คำตอบก็ออกมาแล้ว มันคือ ระบบอำมาตร นั่นเอง ที่โยนอำนาจปกครอง ไปไว้ที่ข้าราชการ มัดมือชกนักการเมือง ให้มีอำนาจน้อยและทำอะไรมากไม่ได้ แล้วย้อนยุคไปสมัยสสต้องใช้เงินมาก ก็คือคนยื่งต้องรวยขึ้น ถึงมาเล่นการเมืองได้ แล้วก็จะต้องมาถอนทุน จับมือสามสี่คน ต่อรองตำแหน่งรัฐมาตรี พรรคหมดความหมายลงไปมาก ก็หมายความว่า นโยบาย ละการนำประเทศ จะอ่อน คนชั้นสูงในประเทศ จะชักใยอยู่เบื้องหลังการเมือง ภาคปชชจะอ่อนแอเพราะมันจะเป็นการเมืองของผู้มีบารมี ที่กล่าวมานั่นก็เป็นบทสรุปของคนส่วนมาก รวมถึงนักวิชาการ
คือสาเหตุหลัก ที่ล้มทักษิณลงได้ ก็เพราะพันธมาร เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับนั่นเอง คนทั่วสารทิศ จึงเห็นแต่ด้านลบของทักษิณ และไม่มีข้อเปรียบเทียบ กลายเป็นคือกำจัดทักษิณ แล้วชาติจะเจริญขึ้น ปัญหาคือ ถ้าพันธมาร มาบอกตั้งแต่แรก ว่าจะล้มระบอบทักษิณ เพื่อระบบ อำมาตร แน่นอน ต้องมีคนไม่เข้าไปร่วมด้วยมากมาย แทนที่จะเข้าไปร่วมกันจากทุกสารทิศ เว้นไว้แต่คนจน
ปัญหาของวันนี้ คือแบบที่ภาคประชาชน ออกมาสนับสนุน รธน ปี 50 บอกเอาไว้นะ ว่ารับแต่หลังเลือกตั้ง ต้องเอามาเขียนใหม่แบบด่วนเลย คือความคิดแบบนั้นนะ มันขึ้นอยู่กับว่า จะสามารถเอามาเขียนใหม่ได้ ปัญหาหลักนะคือ มันจะง่ายขนาดนั้นเลยหรือ
ลองมาดูกัน ว่าระบอบอำมาตร มันหยั่งลึกขนาดไหนไปแล้ว แรกเลย มันเริ่มด้วยการยกเลิก ระบบ ซี ของข้าราชการ ที่จะทำให้คน เก่งๆคนแรงๆคนกลางคน ในระบบข้าราชการ มีอำนาจมากขึ้นมาก แล้วไงหละ จริงๆแล้วมันก้ดีนะ เพียงแต่ว่าสิ่งนี้กำลังจะเกิดขึ้น ตอนนักการเมืองหมดอำนาจลงไปมาก แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ก็คือข้าราชการนำนักการเมือง ก็กลับไปเหมือนอดีต ที่ข้าราชการระดับกลางพวกนี้หละ สร้างนโยบายและโครงการ แล้วเอาไปขายฝันให้นักการเมือง แทนที่มันจะเป็นกลับกันไปอีกทาง คือนักการเมืองนำข้าราชการตาม นี่คือจุดแรกนะครับ ของระบอบอำมาตรที่หยั่งรากกันแล้ว
ส่วนที่สองมันก็คือ นักวิชาการ ไม่ต้องบอก คมช เขามีงบพิเศษ ที่รวบรวมเอานักวิชาการทั่วประเทศ มาเขียนบทวิจัย ทำลายทักษิณ หรือก็คือ ตัวแทนของ รธน ปี 40 กัน เรียกว่า คมช ซื้อนักวิชาการทั่วประเทศไปแล้ว ถึงจะหมดไม่ได้ แบบมหาวิทยาลับเที่ยงคืนยังอิสระอยู่ แต่อีกมากมาย คมช มีชื่ออยู่ในมือ และที่สำคัญ มีบัญชีแล้วว่าใครรับเงินไปบ้าง อย่างนี้แน่นอน เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ของ ระบอบอำมาตรไปแล้ว ก็หยั่งรากลึกลงไปอีก
ส่วนที่สาม คือการสลายตำรวจจากการเป็นขั้วที่มีอำนาจในสังคมไทย มองผิวเผินมันไม่น่าเกี่ยวกันนะ แต่ลองคิดดู แรกเลย กรมตำรวจนั้นเป็นภัยต่อระบอบอำมาตรขนาดไหน ก็มากมายพอดู ส่วนสำคัญของระบบอำมาตรคืออะไรหละถ้าไม่ใช่การระบบ อุปถำ คือระบบอำนาจนอกกฎหมาย คือรอบบเส้นสาย และมาเฟียที่ส่งกันเป็นทอด จากรากหญ้าถึงสูงสุดในสังคม สลายขั้วตำรวจได้ ก็เหมือนกำจัดตัว กลาง ของระบบอำนาจนอกระบบไปได้ และสอง ตำรวจทั่วประเทศนั้นมี 200,000 คน มากกว่าทหารบกเสียอีก ถ้าสลายได้ ใครจะใหญ่หละนอกจาก ทัพบก สาม ตามแผนคือเอาตำรวจไปไว้ใต้กระทรวงยุติธรรม ก็ทราบกันดีว่าการเมืองขนาดไหน เรียกว่าจากเป็นตัว กลางแบบก้างขวางคอ มาอีกวัน กลายเป็นตัวรับใช้ระบอบอำมาตรเรียบร้อยโรงเรียนจีน ตรงนี้ระบอบอำมาตรก็ฝังตัวลึกลงไปอีก
มีอรอีก ก็แน่นอน โฆสิต คือตัวแทนทุนธนาคาร และ ฉลองภพ คือ ตัวแทน นักวิชาการ ทั้งสองก็สุกขั้วแล้วของระบอบ ชนชั้นของสังคมที่สูงต่ำ ก็คือรากฐานก่อนประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ของ ระบอบอำมาตรนั่นเอง ก็ฝังระบอบอำมาตรลงลึกเข้าไปอีก
แล้วมีอะไรอีก ก็อย่างที่พูด พรบ ความมั่นคงใหม่ กับการลงการเมืองของ ทหารอย่างบัง และพลพรรคของเผด็จการแบบ สสร และ สภา และ วงของ คมช อีก เท่าไหร่ คือ บัง ก็เหมือนยอกปิรามิด ถ้าบังมาได้ คนไม่ต่อต้านกัน ก็มากันอีกเป็นสิบเป็นร้อย แล้วพวกนี้ตัวแทนของอะไร ก็ระบอบอำมาตร นั่นเอง
ไหนลองมาเรียบเรียงดูสิ ข้าราชการ นักวิชาการ กรมตำรวจ ทุนธนาคาร พรบ ความมั่นคง สืบทอกอำนาจตรงๆโดยลงเล่นการเมือง แล้ว รธน ปี 50 เป็นกรอบใหญ่ ที่บั่นทอนนักการเมือง และก้อย่าลืม การทำลายล้างอำนาจเก่า ตัวแทนของ รธน ปี 40 อย่างบ้าคลั่งรุนแรงและต่อเนื่อง แล้วอย่าลืมสื่ออีก ที่ เลียทหารตอนนี้ ก็คงจะไปเลียระบอบอำมาตรกันต่อ
ลงมันลงทุนกันมาขนาดนี้แล้ว ภาคประชาชน มา ฝันเปียกอะไร ว่าหลังเลือกตั้งจะมาเขียนมันใหม่ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหลอก
อย่างที่ผมเขียนเตือนมานานแล้ว กำจัดทักษิณนะง่าย แต่อะไรหละที่จะมาแทนทักษิณ ถ้าบอกกันตั้งแต่วันนั้น ว่าจะเอาระบบการเมืองที่อ่อนแอ เปลี่ยนรัฐบาลเหมือนเปลี่ยนผ้าอ้อม ชนชั้นสูงชักใยอยู่เบื้องหลัง แล้วมี พรบ แบบ ความมั่งคง ฉบับนี้ออกมาข่มขู่กัน บางที่คนมันอาจจะไม่รีบ ทำลายรอบอบทักษิณ ลงอย่างบ้าครั่งก็ได้
มันก็ฉลาดมาก ที่ไม่มาบอกว่าจะเอาอะไรมาแทนทักษิณ เหมือนตอนนี้หละ ที่ไม่ยอมบอกว่าจะเอาอะไรมาแทน รธน ปี50 ถ้าคนไม่เอา คือถ้ารู้ ก็เหมือนทักษิณ คือคนอาจจะมีทางเลือก
สรุปคือแน่นอน รธน ปี 50 คงจะผ่าน แล้วก็จะเป็น ตะปูใหญ่ ตอก เข้ากลางกะบาน ของคนไทยทั้งชาติ ชอชหรือไม่ชอบก็ตาม
พวกที่บอกกันว่าเขามาช่วยชาตินะ แบบพวกเผด็จการตอนนี้และพลพรรค ดูการบริหารเศรษฐกิจของเขาดีๆ บาทแข็งมาเรื่อยๆหกเดือน ไม่ได้ทำอะไรจนโรงงานเริ่มปิดตัวลง ล่าสุดกรมโรงงานประเมิน ตั้งแต่ต้นปี ปิดไปแล้วเกือบพันแห่ง เป็นเงินลงทุนทั้งสิ้น แสนล้านกว่า หรือเรื่อง ซับพรามน์ หรือหนี้ อสังหาด้อยคุณภาพในสหรัฐ ข่าวออกมาหกเจ็ดเดือนแล้ว ว่าสหรัฐมีปัญหาด้านนี้ ยังปล่อยให้ฝรั่งปั่นหุ้นขึ้นไป ลากคนไทยไปขึ้นเขียงสูงๆเป็นพันเป็นหมื่นคน เห็นเผด็จการ พูดแล้วพูดอีก เช้าสายบ่ายเย็น เศรษฐกิจมันดี ดูหุ้นสิ ขึ้นไปสูงเลย
ตัวอย่าง ความโปร่งใสของเผด็จการ ที่ ทำลายล้าง กำไร ที่ดีที่สุดก็คือ พรบ การถือครองบริษัทไทยโดยคนต่างชาติ ที่ทำให้ต่างชาติหนีไทย ไปลงทุนที่อื่นแทน วัดกันยากมากว่าจะเสียหายแค่ไหน เอาน้อยๆหน่อย ก็คงเป็นอีกแสนๆล้านต่อปี ในนามความโปร่งใส ข้างบนนั่นตัวอย่าง การบริหารในมือของคนที่เรียกกันว่า โปร่งใส ก็รับได้ครับ การวอดวายไป แสน ล้าน กับโรงงานปิดตัวลง วอดวายอีกเป็นแสนล้าน จากหุ้นถูกกระตุกขึ้นลงแบบสุดๆ อีกเป็นแสนล้านจากการหนีไทยของฝรั่ง อีกเป็นแสนล้านของกำไรหดหายของรัฐวิสาหกิจ รวมกันเข้า คงถึงล้านล้านเข้าไปแล้ว ในนามของ และที่ เผด็จการกำลังลงทุนลงไป เพื่อให้ไทยโปร่งใส สรุปใหญ่คือ การขยายตัวของ เศรษฐกิจ ก็ลดลงมาแถว 4% แล้วต้องเว้นวรรคประชาธิปไตย สร้างความเสียหายอีกเท่าไหร่
ก็พอจะสรุปได้ว่าภายใต้ เผด็จการ ขาดทุน ย่อยยับ ส่วน งบดุล ด้าน ลบ ก็เต็มไปด้วย การทับซ้อน การโกงกิน การครอบงำทุกอย่าง การครอบงำสื่อ บ้านเมืองก้ไม่สงบ ด้าน บวก ของงบดุลอาจจะเป็น พวกราชนิกุลและพันธมาร และพวกเกลียดทักษิณเข้าใส้ สะใจ กับการทำลายล้าง ทักษิณ และ พลพรรค ทรท
ด้าน งบกำไรขาดทุน ของ ทักษิณและทรท
ภายใต้ทักษิณ เศรษฐกิจโตขึ้นปีละ 5-6% นั่นก็คือโตขึ้นราว 35-40% คือความมั่งคั่งของไทย มันขึ้นมามากมายนัก เป็นล้านล้าน เอาคำนวณยาก เอาง่ายๆ หุ้นจาก 300 มาเกือบ 700 นั่นก็คือ มูลค่าขึ้นมา 100% กว่า ก็อีกเป็นล้านล้าน หรือในอีกแง่ คนจนจาก 13 ล้านคน เหลือ 8 ล้านคน เอายังมองไม่ออก ตึกร้างบ้านร้าง หายเกือบหมด
ส่วนนโยบายจากพรรคไทยรักไทย 2544-2549 เท่าที่จำได้
ส่วนด้าน งบดุล นักคิดตามปรัชญา โปร่งใสต้องมาก่อน คงจะบอกว่า ขาดทุน บริหารไม่เป็น เสียหาย ยังไง ถ้าโปร่งใส เป็นยอมรับได้ ก็อย่างที่เขียนมา ภายใต้เผด็จการ เพื่อความโปร่งใส เสียหายไปแล้ว เป็นแสนๆล้าน ปัญหามันคือ โปร่งใสยังไง ถ้าคนมันตกงานกัน โรงงานมันปิดกัน ความเจริญเติบโตมันช้าลง ความสุขของสังคม ที่จะมาจากการเป็นคนดี มันก็หมด ความหมาย ไม่เชื่อดูดัชนี จะความสุข จะอนาคต จะเชื่อมั่น ของคนไทย ตก แหลกลาญ ตอนนี้ ความโปร่งใส ช่วยอะไรไม่ได้เลย แต่เอาหละ งบดุลของ ทักษิณ และ ทรท คงจะออกมาในแนว คนมีความสุขและเชื่อมั่น แต่ด้านลบ ด้านถ่วงอยู่ คงจะเป็น ความโปร่งใส
สองปรัชญานี้คงจะ ตีกันไปอีกนานในไทย
ไม่มีทางที่ผมจะมาเขียนอะไร หรืออีกร้อยพันคนเขียนอะไร ทำอะไร ให้มันหาข้อยุติลงได้ ฝ่ายทักษิณพูดเสมอ ไทยเจริญมากยุคทักษิณ ฝ่ายความโปร่งใส พูดอยู่อย่างเดียวคือ สมัยนั้นโกงมาก
มาดู งบ ของ ปชป บ้าง
ก็ขอสรุปด้วยโลกของความจริงสักหน่อย พรรคการเมืองที่โกงน้อยที่สุด ก็คือพรรค ปชป นั่นเอง เพราะต้องยอมรับว่า หัวขบวนเขาส่วนมาก เป็นคนดีมีความโปร่งใส จริยธรรม และ จรรยาบรรณ สูงส่ง พรรคปชป นั้นก็เป็นพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาลมาหลายสมัย เอาหละ มาดูพรรคการเมือง ที่โปร่งใส ไม่โกงที่สุดในไทยบริหารบ้านเมืองกัน เอา ไม่โกงแต่ เงินระยะสั้นล้นไทยเอาก็สมัยเขา จนไทยไม่มั่นคง และในที่สุดถูกโจมตี จนชาติย่อยยับ เอาหละนั่นหละสิ่งแรก สิ่งที่สองคือ ขายทอดตลาดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เสียหายยับเยินเพราะบริหารไม่เป็น สิ่งที่สาม เป็นเด็กดีไอเอ็มเอฟ ตามก้นเขาจนไม่ฟื้น สักที ในที่สุดก็ต้องทักษิณ จอมโกงแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ กู้ซากกู้ชาติ กลับมาได้ จนไอเอ็มเอฟ ยอมรับว่ามาตรการตัวเองผิด ต้องมีการคิดใหม่ เอาหละนั้นอีกบริบทของรัฐบาลที่โปร่งใส แล้วบริบทที่สาม ที่ สปก คือแจกที่ดินให้คนจน โปร่งใสจนต้องไปถามศาล ว่า คำว่าเกษตรกร นั่นหมายถึงคนรวยด้วยหรือเปล่า ก็หลังจาก พลพรรคปชป เอง ดอดไปเอาที่ สปก มาทำรีสอร์ท กันสนุกมือ นี่ไม่ใช่โกงนะ เรียกว่าความเห็นไม่เหมือนกัน ถึง ความหมายของกฎหมาย สุดท้ายก็แบบ สหกร นักการเมือง ปชป ร่วมมือกันสร้างมาช่วยประชาชน ตรงนี้นะดี แต่รับเงินรัฐช่วยเหลือ ตรงนี้ก็ดีไม่มีใครว่า แต่สุดท้าย กำไร สหกร เข้ากระเป๋าใคร กลายเป็นเอาเงินรัฐมาปั่นหากำไรเข้าตัวเอง
ข้างบนก็คือ ประวัติระดับความโปร่งใส ที่สูงสุดในไทย และ ฝีมือบริหารของ เขา ว่ากันว่า ปชป ทำให้ไทยสูญเสีย ความมั่งคั่ง ทั้งทางตรง ทาง อ้อม และ โอกาส หลายสิบล้านล้าน
สำหรับ ปชป แล้ว คงต้องสรุปว่า ขาดทุนชนิดต้องนอนกับดิน แถมยังไม่ค่อยมีความดีมาเป็นที่พึ่ง คือ เสียกับเสีย
ปัญหาของการพยายามสื่อกับคนแบบเขา คือสมัยนี้ คนไทยนั้นแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ขั้วหนึ่งคือขั้วของคนใช้สมอง สติและปัญญาเป็นหลัก และขั้วที่สองคือขั้วของคนใช้ความรู้สึกและอารมณ์เป็นหลัก ท่านอาจจะกำลังบอกว่าผมด่าอยู่นี่ แต่เปล่านะครับ ทั้งสติปัญญา และ ความรู้สึก ก็มีจุดดีและไม่ดีอยู่ด้วยกันทั้งคู่นะครับ ฝรั่งเขาบอกว่า Most Intellectuals are Stupid และ Most Emotionalist are Children สาเหตุก็เพราะในคนหนึ่งนั้น ดีที่สุดถ้ามีทั้งสติและปัญญาและความรู้สึก ผสมกันอยู่ ผมนั้นคนก็ด่ากันมามากว่าหนักไปทางเหตุผล แต่เอาหละ มาวันนี้ จะพยายามเป็นคนที่ มีครบแบบสมดุล
สิ่งที่ใครก็ตามที่ไป อาจสามารถ มา เช่นนักข่าวเป็นร้อยคน จะทราบกันดี คือพวก รปภ ของทักษิณนั้น ถูกสั่งให้ ระวังตัวป่วน เพราะข่าวออกมาว่าตัวป่วนจะพยายามทำให้ดูเหมือนว่า ทักษิณ กำลังจะ ทาบบารมี ประมุขของประเทศอยู่ คือกะจะแสดงต่อหน้านักข่าว ว่ารักทักษิณ มากกว่ารักประมุขของประเทศ ก็แบบร้องออกมาว่า อยู่หัวใหม่ หรืออะไรแบบนั้น ทาง รปภ ก็ถูกสั่งให้ระวังเวลา เวลาทักษิณเข้าใกล้กลุ่มคนจนใหญ่ๆ กลัวกันว่าสิบวันที่อาจสามารถจะ ฉิบ ไปหมดเพราะพวกตัวป่วนพวกนี้ เป็นข่าวที่บางสำนักข่าวรายงาน แล้วถ้าถามว่า ฝ่าย รปภ ของทักษิณ ไปเอาข่าวนี้มาจากไหน หรือ สร้างขึ้นมาเองหรือ หรือกลัวไปเอง หรือกลัวความจริง หรือยังไง คำตอบคือเคยเจอมาแล้ว ก็เป็นข่าวออกมาหลายครั้ง ถ้าจำกันได้ ว่าคนจนบางคน ตามทักษิณไปทุกงาน แล้วแสดงอาการแปลกๆออกมา ต่อหน้านักข่าวโดยเฉพาะ แล้วทีหลังนักข่าวนั่นเอง เป็นคนชี้ให้ รปภ ทักษิณ ดู ว่านี่หน้าเดิม แบบเดิมเลยนะ ข่าววงในที่สืบกันได้ออกมา ที่นักข่าวไม่ทราบกันมากนัก แล้วที่ทราบก็ไม่กล้าเขียน คือไปเจอมาว่าคนจนพวกนั้น ที่แสดงออกแปลกๆ ต่อหน้านักข่าวโดยเฉพาะ มาจากภาคใต้และมีเงินสนับสนุน ให้เคลื่อนตัวอยู่ในกรุงเทพ จะตามไปทุกงานที่ทักษิณไป และหาจังหวะสร้างภาพ
แต่ประเด็นตรงนี้คือ ทักษิณเขาเข้าใจ ว่านโยบายช่วยคนจนนั้น ก็สร้างความไม่พอให้ให้คนกรุงเทพรวยๆมากพอดูอยู่แล้ว การลงไปใกล้ชิดคนจนอีกระดับ ถึงขนาดไปกินนอนอยู่กับคนจนแบบอาจสามารถ จะต้องสร้างความไม่พอใจขึ้นสูงแน่กับผู้นำคนกรุงเทพ เพราะภาพที่จะออกมาคือ คนจนรอเจอทักษิณ นั่งรอกันบนเสื่อ แล้วทักษิณเดินผ่านคนจนพวกนี้ มันก็ไปตรงกับภาพ เวลาประมุขประเทศ ออกไปพบ ปชช แล้วถ้าเสริมภาพนั่นเข้าไปอีกสักนิด ด้วย การกระทำเช่นถอดรองเท้ามาวางบนหัวตัวเอง รอให้ทักษิณเดินผ่าน ภาพพวกนี้ สร้างพื้นฐานของความเชื่อว่าทักษิณ ดีกับคนจน และคนจนรักมาก เกินไป ที่เขียนตรงนี้มายาวเหยียด ก็เพราะอยากบอกว่า ทักษิณเขาพยายามมาก ไม่ให้ภาพที่มันออกมา จากแบบอาจสามารถ ไม่ให้มันเหมือนว่า เขาเป็นราชนิกุลหรืออะไร ที่จะไปเทียบบารมีของใครกับคนจน ประเด็นที่ต้องจำตรงนี้ คือ ทักษิณเขาระวังตัวมาก ไม่ให้ภาพ ทาบบารมี ออกมา เข้าใจว่าถ้าสืบดูง่ายๆแล้วเจอว่าจริง ก็คงจะบอกอยู่ดีว่า ก็แค่การสร้างภาพ เอาหละก็ยอมรับมุมมองได้ แต่มาดู อาจสามารถ กัน
นโยบายใหญ่และสำคัญที่สุดของทักษิณคือแก้จน ทำแบบเป็นระบบเลย ถึงขนาดเอาคนจนมาขึ้นทะเบียน เป็นรายตัวว่าทำไมถึงจน แล้วก็แก้ปัญหาความจนนั้น เป็นรายตัวกันเลย สิ่งนี้แปลกใหม่และไม่เคยมีบนโลกมาก่อน และแน่นอน แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับสิ่งที่ผ่านมา คือออกไปพัฒนากันทีละจุด และปรัชญาของทักษิณนั่นก็คือทุนนิยมมาก คือคนจนนั้นเป็นทรัพยากรณ์อันยิ่งใหญ่ของชาติ ถ้าพัฒนาให้หายจนกันได้ ทุนนิยมไปอีกไกล ค้าขายคล่องขึ้นอีกมาก และในที่สุดคนจนพวกนี้ แทนที่จะเป็นภาระของชาติ จะกลับกลายเป็นชนชั้นกลางอีกนับสิบล้านคน ประเทศจะมั่งคั่งขึ้นอีกมาก สิ่งนี้เป็นแนวความคิดของทักษิณมาตั้งแต่ต้น ก็แนนอนว่าขัดต่อพอเพียงของประมุขประเทศอยู่นานทีเดียว แต่หลังไปดูอาจสามารถ มาตรการของทักษิณที่จะแก้จน เปลี่ยนแปลง คือ น้อมรับ เอาพอเพียงมาเป็นส่วนสำคัญในการแก้จน นี่รวมไปถึงเกษตรทฤษฏีใหม่ด้วย เอาหละ คนส่วนมากพอมาถึงตรงนี้ ก็จะบอกว่า นี่มันไม่ใช่แค่การสร้างภาพแล้วนะ แต่นี่มันเรื่องที่ทักษิณ เปลี่ยนมุมมอง และจุดยืน ของนโยบายหลักของทรทและตัวเอง มา น้อมรับ พอเพียง คือไม่ใช่ สร้างภาพกันอีกแล้ว แน่นอน
สิ่งที่คนส่วนมาก ที่มีทั้งสติและความรู้สึก คงจะบอกว่า เอมันก็แปลกนะ ด่าทักษิณว่าบ้าอำนาจเหมือนฮิตเลอร์ ไม่ฟังใครทั้งนั้น ทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง แต่ทำไมคนแบบฮิตเลอร์ ต้องมากลัวภาพไม่ดี ภาพทาบบารมี แล้วทำไม ถึงมาเปลี่ยนปรัชญาการพัฒนา การแก้จน แล้วเอาพอเพียงมาใช้ ก็น่าคิดนะ เพื่อนรัก
แต่เอาหละ นั่นมันอาจจะใช้สติและปัญญาคิดมากไป เอาง่ายๆก็แล้วกัน แบบใช้ความรู้สึก พวกบ้าอำนาจแบบฮิตเลอร์นะ ไม่ก้มหัวให้ใคร ไม่ไปแอบความดังเด่นอะไรทั้งนั้น เพราะมันนึกว่าตัวเองเก่งสุด แล้วโดยเฉพาะฮิตเลอร์ ไม่มีทางเปลี่ยนปรัชญาอะไรของตัวเอง เป็นเอาของคนอื่นมาใช้แทนแน่นอน เพราะอิตเลอร์เป็นเผด็จการมองว่าตัวเองถูกเสมอ เขียนแบบนี้ อาจจะรู้สึกบ้างนะ
แต่คงบอกว่า แต่ทวีวุฒิ ทักษิณมันจาบจ้วง ทำอย่างกับเขาเป็นแสตมป์ เท่านั้น แล้วคงจะลากยาวถึงเรื่องแบบคำว่า กระซิบ และลงเอยเอาที่ฟินแลนด์ ถ้าใช้สติก่อนอื่นเลย การเอาปรัชญาคนอื่นมาใช้แบบพอเพียง นั่นก็พอจะบอกถึงการเป็นแสตมป์แล้วนะ เพราะเอามาใช้นะไม่ใช่อย่างอื่น แล้วทักษิณตอนเด็กๆยังปลูกผัก ปลูกผลไม้ อยู่เลย ไม่ได้เรียนสาธิต ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของไฮโซ ไม่ใช่ผู้ดีเก่า รับราชการก็ไม่นานและระดับต่ำ คนแบบนี้นะ จะไปรู้ซึ้งถึง Diplomacy และ Protocal อะไรมากมายนัก เขาเป็นนักธุรกิจ ว่ากันตรงๆพูดกันไม่อ้อมค้อม ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก นึกจะให้คนขับรถแท็กซี่เข้าทำเนียบรัฐบาลเป็นพันคนก็เอาเลย ไม่ได้มามองแบบพวกเราหลอกว่ามันไม่สมควรและเสียสถานที่ นั่นนะคือทักษิณ ถ้าจะด่ากันตรงนี้ มันต้องด่าถ้าคนแบบเปรมหรืออานัน ปันยารชุนทำ แต่นายกคนนี้เขาห่างจากระบบราชนิกุลมากมายนัก ฟังแล้วเลยขัดๆ ทำอะไรข้ามโน่นข้ามนี่ ไปหมด ก็แน่นอนว่ายิ่งอยู่ในกระแสการถูกโจมตีทุกวันว่าไม่รักท่าน ผิดนิดเดียว เข้าใจอารมณ์ไหม คือ ผิดนิเดียว แบบ กระซิบ ลากสะไกล สรุปสะยิ่งใหญ่กว่าเหตุ แล้วทีลูกพี่ตัวเอง ไปไกลสุดๆ แบบ ให้ลาออก แล้วอีกร้อยแปดแรงๆทั้งนั้น ที่ลงเอยเอาที่อัดราชเลขา นี่มันอะไรกัน อารมณ์โกรธแค้น เหมือนที่มีให้ทักษิณ จอมจาบจ้วง สำหรับคนอักราชเลขา หายไปไหนหมด
จบเอาที่ฟินแลนด์จนได้ ที่กล่าวหาว่า คนเป็นกลุ่มจับมือกันที่จะล้มสถาบัน แบบนี้มันต้องมีแผนการแน่นอน ว่าจะล้มยังไงดี เพราะคนไทยรักสถาบันนี้มาก แต่เอาหละ ฮิตเลอร์นั้นฝันได้ไกล วางแผนสุดยอดเยี่ยม คงจะมีแผนล้มแน่นอน เพื่อนรัก ไม่ได้มาถามหาแผนอะไรหลอก เพราะคงบอกว่ามันเป็นความลับแบบสุดๆ แต่ถามหน่อย ห้าปีในการเป็นนายก มันมีอะไรบ่งบอกบ้างว่าทักษิณกำลังเดินเกมเพื่อล้มสถาบันนั้น เอายอมรับ การบอกว่า ให้กระซิบบอกเท่านั้น ทำตามแล้ว ที่สุดจะจาบจ้วง แต่มันค่อนข้างจะบอกไปอีกอย่างนะ ว่าพร้อมน้อมรับทุกอย่าง แม้แต่เพียงพูดเบาๆค่อยๆขนาดไหนก็ตาม แล้วคนจะมาล้มท่าน ออกมาพูดแบบนั้นทำไมกัน
แบบฮิตเลอร์นะ ถ้าต้องการอะไรจากเขา คงต้อง ออกรบกับเขา เพื่อเอามาให้ได้จากเขา แต่เอาหละ คงบอกว่ามันเป็นแผน ห้าสิบปี อะไรแบบนั้น คือยังไม่ถึงเวลาทำตามแผน ถึงจะอยากเถียงตรงนี้ แต่เอาหละ เอาเป็นว่าเข้าใจว่ามองฟินแลนด์ ว่าเป็นแผน ระยะยาวก็แล้วกัน สำหรับผู้อ่านแล้ว ผมขอฝากนิด ฝรั่งเขาบอกว่า In the Long-Term We Are All Dead
สุดท้ายขอพูดถึงอีกสองสถาบัน คือชาติและศาสนาอย่างสั้นๆนะครับ ช่องว่ารวยจน ที่บอกว่าเป็นปัญหาหลักของไทยอันหนึ่ง ลดลงครั้งแรกภายใต้ทรท เครดิตเรติ้ง ดีขึ้นตลอดเวลาภายใต้ทรท คยมีงานทำเต็ม 100% ก็ภายใต้ทรท คนมีหลักประกันสุขภาพครั้งแรกก็ภายใต้ทรท เงินสำรอง หนี้รัฐและเอกชนลดลง ไทยเป็นแระเทศให้เขากู้ครั้งแรก หนี้ภาคปชชเพิ่ม แต่รายได้และทรัพย์สิน เพิ่มเร็วกว่า คนมีบ้านมีรถ ไม่เคยมีมากเท่าในสมัยทักิณมากก่อน ทำมาค้าขายคล่อง และมันมีอีกร้อยแปดดีๆทั้งนั้น ที่ทำให้ชาติ เจริญและเข้มแข็งขึ้น
แต่เอาหละคงบอกว่า ฮิตเลอร์เข้าจุ้นไปทุกอย่างมันทำลายชาติ ทักษิณโกงไปหมดมันทำลายชาติ ไม่ให้งบทหารเพิ่มมันคือทำลายชาติ แล้วเอฟทีเอ แปรรูป และอีกร้อยแปด มันทำลายชาติ ก็เอาหละ คงไม่มาโต้วาทีอะไร แต่เอาเป็นว่าในความจริงแล้ว ชาติมันไม่ได้ถูกทักษิณทำลายนะ แบบบีไอบีเอฟกับเงินทุนระยะสั้นของ ปชป สิ ทำลายชาติ แบบเอาที่ดินให้คนจน ไปให้พลพรรคตัวเองเอาไปสร้างรีสอร์ทสิ ของ ปชป สิทำลายชาติ แต่ถามตรงๆเถอะ ชาติมันมาแย่เอาภายใต้ทักษิณ ก็ตอนพันธมิตรเดินขบวนหยุดกรุงเทพไม่ใช่หรือ แล้วไปเชิญทหารมาปฏิวัติ จนชาติเป็นแบบวันนี้นะ มันเกี่ยวอะไรกับทักษิณ คือมองว่าที่เศรษฐกิจมัน "ย่อยยับลงเหว ทุกวันนี้ เพราะทักษิณป่วนเมือง หรือเพราะมาตรการชุ่ยๆร้อยแปดของรัฐบาลหละ คงบอกหน้าตาเฉยว่า เพราะทักษิณป่วนเมือง ผมก็ไม่มีความสามารถอะไรไปเปลี่ยนมุมองแบบนั้นได้นะครับ นอกจากว่า เห็นสนธิ ลิ้มทองกุล ด่าสุรยุทธิว่าบริหารไม่เป็นทั้งวันทั้งคืน น่าจะไปบอกสนธิสักหน่อยนะครับ ว่าให้หันมาด่าทักษิณบ้าง ว่ากำลังทำเศราฐกิจให้มันพังอยู่ อย่าโยนไปสุรยุทธคนเดียว
สุดท้ายก็ศาสนาและทหาร หมอที่เป็นญาติของสนธิบอกว่าทำงานได้ หนังสือพิมพ์บางฉบับก็ไปถามหมอในคณะหมอนั้นแล้วบางคนก็บอกว่า "อย่าดีกว่า" ผมก็ไม่ทราบได้นะครับว่าสังฆราชทำงานหนักแค่ไหน แต่ก็อกนึกไปถึงสภามาเฟียยุคหนึ่งของเมกาไม่ได้ เพราะเจอกันทีไร เอฟบีไอนั้งหัวเราะเพราะเข้าประชุมทีไร ต้องลากถึงออกซิเจ้น และเพทย์และพยาบาล เข้าห้องประชุมกันแทบทุกคน พูดง่ายๆแทบจะต้องเลือกโรงพยาบาลเป็นที่ประชุมกันของสภามาเฟียเลย เพราะแก่กันมากเหลือเกิน แต่ถ้าถามว่าทำงานได้หรือไม่ ก็สามารถคุมมาเฟียในเมกาได้ ก็แล้วแต่มุมมองนะ โดยส่วนตัว ผมว่าให้ท่านพักผ่อนอยู่สบายๆในบั้นปลายชีวิตดีกว่า ส่วนทหาร สงครามเย็นมันจบไปแล้ว สนามรบกลายเป็นตลาดไปหมด จะมีก็แต่ผู้ก่อการร้าย ทหารคงบอกว่าเพราะงบทหารไม่พอ โจรใต้เลยกำเริบหนัก ก็ไม่ว่ายังไง ทหารอาจจะมองถูก เพียงแต่ว่าตอนนี้ งบทหาร บานกะไท ก็ยังเห็นผู้ก่อการร้ายแรงขึ้นตลอดเวลา แล้วจะเอาปืนยิวลงไปปราบผู้ก่อการร้ายอีก แต่คนเจ้าอารมณ์ คงจะบอกว่า เอาปืนยิวไปใช้นะดีแล้ว เวลาฆ่าทหารไทย จะได้ไม่เอาปืนพวกนั้นไปใช้ เพราะไม่กล้าจับ เพราะมันทำในอิสราเอล ก็เชิญเลยนะ เพียงแต่ว่าคนส่วนมาก เขามองกันว่ามันยิ่งไม่ทำให้โจรใต้ เกลียดทหารไทยมากขึ้นหรือ
ผมอ่านไทยรัฐวันนี้ แบบที่ผมต้องอ่านทุกวัน เพราะผมชอบไทยรัฐ แล้วก็เจอว่า คมช ท่าทางจะเอาจริงแล้ว เห็นไทยรัฐบอก คมช จะเสนอข้อหาให้ทักษิณ คือ ทรยศชาติ ปัญหาของผมทันที คือ ทรยศ นะมันเข้าใจกันง่าย คือไม่รักและปกป้องในสิ่งที่ ควรรักและปกป้อง แต่พอมานึกถึงคำว่าชาติ แล้วมันสุดมึน เพราะ ชาติคืออะไรหล่ะ เพราะต่างคนต่างมอง ว่าชาติคืออะไร แบบไม่เหมือนกัน แน่นอน เลยลองเขียนดู ว่าชาติคืออะไร ในตาของส่วนต่างๆของชาติ คือแล้วทักษิณไป ทรยศชาติ ในความหมายของใครกันหละ
ชาติในความหมายต่างๆ
ชาติ ในความหมาย ของ สังคมชั้นผู้นำไทยและ ทุนเก่า คือการชักใยอยู่เบื้องหลังรัฐบาลที่อ่อนแอ เพื่อ คาดเค้น เอาทรัพยากรของประเทศ มามอบให้แก่สังคมชั้นสูง ให้ได้มากที่สุดในเวลาที่สั้นที่สุด โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะสามารถ ล้มบนพูก ชาติคือสิ่งนี้มาอย่างช้านาน สังคมชั้นสูง กินดีอยู่ดี กับวัฏจักรขึ้นลงของเศรษฐกิจไทย มาอย่างช้านาน เช่นที่หม่อมบอก สังคมชั้นสูง ลอยอยู่เหนือน้ำ ตลอดเวลา
ชาติ ในความหมายของ ทุนใหม่ และ ทุนสัมปทาน ชาติบริหารทรัพยากรณ์ประเทศ ไม่มีประสิทธิภาพได้เท่าเอกชนบริหาร ชาติ สามารถยกระดับตัวเองให้เทียบเท่า และ แซงหน้าต่างชาติได้ ชาติสามารถ ขจัดจุดอ่อนต่างๆ ที่สะสมมานาน ให้มั่นคง และ มั่งคั่ง ขึ้นได้ ชาติ สามารถ บริหาร ได้ด้วยมืออาชีพจากภาคเอกชน ชาติสามารถเดินไปข้างหน้า และ พัฒนาตัวเอง เร็วๆได้แบบก้าวกระโดด ทุกคนในชาติ มีสิทธิ เท่าเทียมกัน ในการ ตักตวง ผลประโยชน์ที่ชาติมีให้ ชาติจะบริหารได้ดีขึ้น เมื่อการเมืองมั่นคงโดยมีพรรคใหญ่และผู้นำที่มีภาวะผู้นำสูง และ วิสัยทัศกว้างใกล ระดับโลก
ชาติ ในความหมาย ของ นักการเมือง แบบ โบราณเจ้าพ่อมาเฟีย มาอย่างยาวนาน คือไร้จุดมุ่งหมายโดยสิ้นเชิง นอกจากซื้อเสียง เพื่อล้างโคลนตม และกลิ่นอาย ของการเป็นคนต่างจังหวัด มาฟอกตัวอยู่ สปาร์ ที่มีชื่อว่ารัฐสภา และด้วยนักการเมืองในสังกัดสี่ห้าคน พยายามต่อรอง เพื่อตำแหน่งรัฐมนตรี หวังลึกๆว่าสังคมชั้นสูงของกรุงเทพจะรับเข้าอ้อมกอด หาบารมี มาปกป้องผลประโยชน์ตัวเอง ที่บ้านเกิด สมคบ เป็น ลูกกระจ้อ ให้นักวิชาการและข้าราชการ หาทางรวยลัด
ชาติ ในความหมายของ ทหารและพวกขวาจัดทั้งหลาย คือการรักษาวัฒนธรรมไทยต่างๆ วิถีชีวิตแบบไทยๆ สถาบันเก่าแก่ต่างๆของไทย และสุดท้ายก็คือ การเป็น ศูนย์รวม ของการ ไม่ถูกครอบงำจากต่างประเทศ เน้นเสมอถึง อิสระภาพและอธิปไตย ของชาติ ผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก แต่คำดั้งเดิมคือ ตำรวจกินเล็กน้อยทั้งชีวิต ส่วนทหารกิน มากๆเวลาใหญ่โต ได้เท่านั้น
ชาติ ในความหมาย ของ คนจน และ ระดับล่างของสังคม คือรับใช้สังคมชั้นผู้นำ เพื่อเศษเงิน และ เก็บหอมรอมรัด ให้สักวัน สามารถ สะสมได้พอ ให้กลับไปตั้งตัวตั้งหลัก ให้ได้ ที่ต่างจังหวัด หรือตามชานเมือง ในขณะเดียวกัน ก็พยายาม เข็นลูก ให้ขึ้นได้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อความ เป็นไท ในบั้นนปลายชีวิต หรือเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หนทางโกงชติชีวิตตัวเอง คือหวย และ สิ่งผิดกฏหมายเล็กๆน้อยๆ
ชาติ ในความหมายของชนชั้น กลาง และ โปรเฟชเชอร์นัลแคลส คือเศรษฐกิจ ที่ดีพอ ที่จะทำให้ลูกหลานและตัวเอง ไม่ต้องดิ้นรน ขนาดชนชั้นล่าง และมองหาลู่ทาง ทำธุรกิจ เพื่อที่จะ หลุดออกจากการต้องทำงานให้คนอื่น ไปทั้งชีวิต คือ มีความหวังเสมอ ว่าสักวันจะรวยได้ ไม่มากก็น้อย
ชาติ ในความหมายของ นักวิชาการ อาจารย์ และ ข้าราชการ คือการหาชื่อเสียง การสร้างและรักษา หน้าของตัวเอง การได้เพิ่มระดับความสำคัญของตัวเอง ให้มีความหมายต่อการพัฒนาชาติ และดูแลทุกข์สุขของประชาชน ให้สมกับคำว่าเป็น ข้าของพ่อหลวง แต่ในด้านมืด ที่เป็นมาอย่างช้านาน คือ ถ้าต้องจับมือนักการเมือง หาผลประโยชน์ก็อาจจะทำ แต่โดยธรรมชาติแล้ว เลยตามเลย กินตามน้ำ จะทำให้ระบบส่วยสั่นครอนทำไม สามกลุ่มนี้ กินกันทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในการก่อสร้าง และ จัดซื้อจัดจ้าง
ชาติ ในความหมายของ นักธุรกิจทั่วๆไป คือระบบการเมืองและเศรษฐกิจ ภายในประเทศ และ ภายนอกประเทศ ที่เอื้อต่อ ความสามารถหากำไร จากการค้าขาย ไม่ถูกเรียก ส่วยมากเกินไปจากการทำผิดกฏหมายเล็กๆน้อยๆ ที่ทำให้ธุรกิจ ง่ายขึ้น เสียภาษีเท่าที่ต้องเสีย ถ้าหลบได้ก็หลบ คือมีความ ฉลาดในด้านการเงิน จุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุด คือ กำไร และโดยส่วนมาก จะให้คืนแก่สังคม จากการ มี อิสรภาพในการให้ตามใจตัวเอง นักธุรกิจทั่วไปส่วนมาก ไม่ต้องพึ่งนักการเมือง
ชาติ ในความหมายของ คนต่างชาติ เป็นแสน ที่เลือกไทยเป็นบ้าน คนไทยนิสัยดี ยิ้มแย้มชอบการต้อนรับ เป็นสังคมของความสนุก เป็นสังคมไทยให้อิสรภาพทางเพศสูง มีวัฒนธรรมน่าสนใจ มีธรรมชาติสวยงาม ค่าครองชีพต่ำ คุณภาพชีวิต ใช้ได้ สรุปคือ ให้คุณค่าสูง สูงพอที่จะมาปักหลักอยู่ไทยกันเป็นปีๆโดยไม่คิดจะกลับไปอยู่บ้านเกิดอีก ด้านดีคือซื้อคอนโดกันเป็นว่าเล่นในไทย แต่งานกับคนไทยเป็นว่าเล่น ที่สำคัญของคนไทยใหม่พวกนี้ คือสังคมที่เปิดและไม่กีดกัน
ชาติ ในความหมายของ สื่อ และ ทุนสื่อสมัยใหม่ สื่อไม่ใช่นกกระจอกอีกต่อไป แต่เป็น แกนนำสำคัญ ในการนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชาติ โดยใช้สื่อในมือ ทำสงครามข่าว เพื่อให้ จุดมุ่งหมายของสื่อนั้นนั้น เกิดขึ้นในชาติ สื่อไม่ใช่พลังของ ซ้าย หรือ ขวา หรือ กลาง อีกต่อไป สื่อไม่ใช่ แหลงความรู้ ความจริง หรือ ข่าวสาร สื่อไม่ใช่ สุนัขเฝ้าบ้าน สื่อไม่ใช่ ศาลเตี้ย แต่สื่อได้พัฒนามาเป็น ผู้นำมวลชน อย่างเต็มตัว และนำมวลชนนั้นๆ ของตัวเอง เพื่อแสวงหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ เพื่อให้ ชาติเป็นไป ตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ นั้นๆ สื่อจะเอาตัวเองเข้าสนับสนุนใคร จุดยืนไหน ปฏิเสทไม่ได้ว่าผลประโยชน์มีส่วนเกี่ยวข้อง จนอาจจะพูดได้เลย ว่า จุดยืนของสื่อ และ ผลประโยชน์ของสื่อ อยู่ด้วยกัน
ชาติถูก ทรยศ มาอย่างยาวนาน
ความจริงคือ ชาติ ถูก ทรยศมาอย่างยาวนาน เช่น ชาติในความหมายของทุนเก่า คือทรยศต่อชาติ มากๆเลย ในความหมายของ ชาติ ในตาว่า ชาติหมายความว่าอะไรของคนจน คือมันเป็นธรรมชาติ ที่คำว่าชาติ ของส่วนต่างๆของไทย จะทรยศ กัน นี่คือมองในภาพใหญ่นะ และในภาพเล็ก ในตัวของมันเอง ความหมายว่าชาติคืออะไร ของส่วนต่างๆ ก็ ทรยศ ต่อส่วนต่างๆนั้นเอง ด้วยทุกอัน คือ ทุกความหมาย พยายามเอาทรัพยากรณ์ชาติ มาเข้าพลพรรคความหมายนั้นให้ได้มากที่สุด
ไม่ต้องมองอื่นไกล ยุคของชาติในความหมายทหาร ก็เพิ่มงบทหารเข้าไป แถมงบลับ งบสร้างความมั่นคง จัดซื้อจัดจ้างก็วิธีพิเศษ เงินวิ่งเข้าหาทหารมากมายทุกทาง ทหารนั่งจุดสำคัญ แทบทุกที่ทั้งเมือง แล้วไม่ค่อยชอบหน้าฝรั่งมาจุ้นในไทย แบบจัดระเบียบนอมินี มันเสียเลย แบบนี้ มันก็อาจจะเรียกว่า ทรยศต่อ ชาติ ในความหมายของพวกทุนใหม่ก็ได้ เพราะพวกนี้เชื่อว่า งบควรไปพัฒนาคนจน และไทยควรต้องรับต่างชาติมาช่วยพัฒนาไทย สรุปคือใครขึ้นมาปกครองประเทศ มันก็หนีไม่พ้นไปทรยศต่อ ชาติ ในตาของคนอื่น และ ทรยศต่อชาติ ในความหมายตัวเองด้วย ในพฤติกรรมของตัวเอง
แล้วทักษิณ ทรยศ ชาติ ตรงไหน
โอย ปัญหาของทักษิณ คือเหมือนคนด่าผมเลย คือทวีวุฒินี่ไม่ชอบเสียเวลาสร้างฐาลเลยนะ เล่นมันเดี่ยวๆ ไม่ค่อยเป็นทีมเลย ถึอว่าเก่งและมีฝีมือ จนลงหลังเสือลำบาก หาคนช่วยส่งต่อไม่ได้เลย นี่ก็คือจุดอ่อนของทักษิณ คนรักมากมาย เก่งจริง แต่ก็สร้างศัตรูมามาก แต่ผมก็ด่าไม่ค่อยลงมากนัก เพราะ ธรรมชาติ ของทุนใหม่ มันเป็นอย่างนั้นนั่นเอง คือต้องทรยศ ต่อคำว่าชาติ ว่าคืออะไร ของคนอื่นมากมาย
แต่กลับสู่โลกของ ความจริงและวันนี้ กันสักหน่อย ถ้าจะให้ลองทายว่า ทรยศ ชาติ ในสายตา คมช ระดับใหญ่ๆแล้วคืออะไร ผมคงจะทายไปว่าคงคดีใหญ่ๆที่คตส แต่ไทยรัฐก็ แซงหน้าผม บอกว่าเรื่องจับโกงกินทักษิณ มันหมดความเป็นประเด็นมานานแล้ว และไม่ใช่เผือกร้อนมานาน ทรยศชาติ คราวนี้ จะรุนแรงยิ่งนัก เพราะคนไทยไม่ค่อย เคยจะได้ยินคำกล่าวนี้กัน ถ้าให้ผมทาย มันมีอยู่สองสามอย่าง ต่อเนื่องจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ที่ออกมาจาก คมช คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาในอาทิตย์ที่ผ่านมา อาจจะเป็น soft launch หรือ ปล่อยออกมาเรียกน้ำย่อย แล้วผมก็เคยเขียนมาแล้ว แล้วเตือนทักษิณและทุกคนให้ระวัง การซื้อการสร้างหลักฐานเท็จมาถล่มกัน
สรุปเลยแล้วกัน มันไม่เรื่องระเบิด ไม่ก็เรื่องต่างประเทศ ไม่ก็เรื่องโกงกินจะจะ โดยอาจจะมีหลักฐาน มัดแน่ๆผูกติดมาด้วย เป็นการแก้แค้น เวบ ไฮทักษิณ ที่เอาใส้พุง คมช ลึกๆ มาเปิดเผยกันเป็นเดือนแล้ว ทหารก็ยังสามารถรักษาหน้าไว้ได้ระดับหนึ่ง ปฏิเสทนิ่มๆ ว่าปลอมหมด กลับคำพูดไปมา จน จูนหาคำตอบที่แฟนตัวเองรับกันได้ ทำตรงนี้ได้ดีพอดู และก็นิ่งสุดนิ่ง ไม่ร้อนตัวสมชายชาติทหารที่ฝึกมาไม่ให้กลัวตายจริงๆ ก็ต้องมาดูฟอร์ม ทักษิณกันบ้างนะครับ ว่าจะทำได้ระดับไหน ตอนเจอ ซัลโว เข้าไป เห็นเคยด่าทักษิณกันมามาก ว่า เป็นคนขี้กลัวขี้ตกใจไม่กล้าหาญ เดี๋ยวก็รู้เองนะ
ขออย่างเดียว อย่าให้เป็นมวยล้มนะ แบบปรากฏว่า ไม่มีอะไรเลย
แต่นักสิทธิมนุษย์ชนคงบอกว่า สิบคนหรือ ร้อยคน มันก็ผิดเหมือนกัน ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม
แม้แต่คนเดียวก็ไม่ได้ นักสิทธิมนุษย์ชนไทย ตะโกนผ่านสื่อ ถ้าผมจำไม่ผิด
ส่วนตัวผมนั่นก็อยู่ปากช่องตอนสงครามกับยาเสพติดกำลัง ร้อนระอุ ก็ถามตำรวจที่รู้จักในปากช่องว่ามองยังไง เขาก็บอกว่า บางคนเข้าคุกยังไงออกมาก็ทำเหมือนเดิม เห็นเด็กปากช่อง ติดยาบ้าแล้ว ติดอีก เห็นพ่อแม่เด็กเป็นทุกข์ แล้วมันโกรธพวกไม่ยอมเลิก ขายให้เด็ก โดยเฉพาะเวลาเห็นเด็กผู้หญิง ต้องป่นปี้ ไปเพราะยาบ้าแล้ว มันทำให้โกรธมาก ส่วนตัวผม ก็เรียนเมืองนอกเอาตอน นาเสพติดระบาดหนัก และสังคมยอมรับยาเสพติดมาก ก็เลยไม่ได้มองว่าเลวร้ายอะไรมากมายนัก ถึงขั้นต้องมาฆ่ากัน หรืออย่างน้อยที่สุด ก็มองว่าคนขาย จะทำซ้ำซากยังไง มันก็น่าจะเข้ากระบวนยุติธรรม แต่ผมก็ยอมรับว่าไม่เคยเห็นเด็กๆติดยา สรุปตรงนี้คือผมชอบทักษิณ แต่ก็เป็นห่วงเหมือนกันว่า กระบวนการยุติธรรม มันถูกฆ่าตัดตอนจริง
แต่นักสิทธิมนุษย์ชนคงบอกว่า ประเด็นไม่ใช่สังคมยอมรับขนาดไหน แต่มันขึ้นอยู่กับ การใช้ กฎหมาย ต้องยุติธรรม
ยิ่งตอนมาทำข่าวความมั่นคง ที่กรุงเทพธุรกิจ แล้วคุยกับพวกสายลับ แทบทุกคนบอกว่า เคยต้องผ่านการฝึกกับยาเสพติดมาก่อน ที่ทางครูฝึกเอายาแรงๆมาให้ใช้ แล้วดูสิว่าใครสามารถ ผ่านฝันร้าย นั้นออกมาได้ แบบยังเป็นผู้เป็นคนแล้ว ยิ่งไม่ค่อยเกลียดหรือกลัวยาเสพติดเข้าไปใหญ่ แต่ก็ยอมรับเหมือนทักษิณเหมือนกัน ว่ามันระบาดหนักมาก แล้วคนทั่วไปก็ไม่ใช่ ระดับ สายลับ หรืออะไร แต่ใช้แล้ว บ้ากันจริงๆ
แต่นักสิทธิมนุษย์ชนคงบอกว่า กระบวนการยุติธรรมต้องมาก่อนและสำคัญกว่า ความเสียหายของสังคม
แต่เอาหละ ผมกลางๆ ไม่ได้โกรธอะไรทักษิณมากนัก เพราะนึกถึงเด็กผู้หญิง สิบกว่าติดยาบ้า ยาอี แล้วลงเอยกลายเป็นอะไรไป แบบเห็นในข่าวว่าถูกรุมโทรมและอะไรอีกมากมาย ที่ลงเอยเอาที่การขายตัว ในฐานะพ่อ ของลูกสาวสองคน คงรับไม่ได้ถ้าลูกตัวเองติดยา แล้วลงเอยไม่ดีงาม แล้วก็คงจะของสาบแช่งให้พวกขายยาตายไปให้หมด ถ้าลูกตัวเองติดยาพวกนั้น ก็คงเหมือนพวกผู้นำชุมชนสลัม ที่ออกมาบอกว่า กำจัดพวกเดนมนุษย์พวกนี้ ไปเสียมั่งก็ดี
แต่นักสิทธิมนุษย์ชน ไม่ฟังพ่อแม่ใคร ประเด็น คือนักมนุษย์ชน แค้นทักษิณมากเรื่องนี้ แค้นจนเกลียดทักษิณกันไปเลย ขู่ตลอดเวลาว่าจะฟ้องทักษิณกับศาลโลก เป็นอาชญากรรมสงครามอะไรแบบนั้น
ถึงกับอ้างกันเลยว่าไทยมีพันธะทางกฎหมายกับโลกเรื่อง กระบวนการยุติธรรม
คือมองแล้ว ปรัชญาด้าน ความยุติธรรม ด้านสิทธิมนุษย์ชน ที่คนจะมีสิทธิต่อสู้ในชั้นศาลนั้น ด้วยกระบวนการที่ถูกต้องนั้น โดยไม่ถูกลากออกไปฆ่าทิ้ง นั้นรุนแรงมาก ในสมองของนักสิทธิมนุษย์ชนไทย และคนพวกนี้ เชื่อมั่นกันมากว่าเป็นสิ่งที่ ถูก
ผมก็นึกไปถึงองค์กรด้านสิทธิสื่อแห่งหนึ่งของสหรัฐ ที่เขาออกมาเรียกร้อง ให้ คมช เลิกปิดกั้น พีทีวี ถึงกับว่าในรายงาน องค์กรแห่งนี้ก็ระบุว่า พีทีวี เป็นเส้นสายของทักษิณ แต่เพราะ พีทีวี เป็นอีกสื่อ องค์กรแห่งนี้ไม่สนใจทันทีว่าเข้าใครออกใคร ลงเป็นสื่อแล้ว ปิดกั้นไม่ได้ แม้จะเป็นกระบอกเสียงให้มุมมองไหนก็ตาม
ผมก็อดคิดไม่ได้ ว่าในอีกร้อยปีข้างหน้า องค์กรสื่อของสหรัฐแห่งนี้ คงจะยังมีอยู่ เพราะอุดมการณ์นั้น แรงกล้า และ ตรงๆ เหลือเกิน ก็เหมือนกับสื่อฝรั่งส่วนมาก ที่ด่าทักษิณว่าพยายามปิดกั้นสื่อ แต่ก็ด่า คมช ว่าไปไกลกว่าทักษิณ มากในการปิดกั้นสื่อ ไม่เหมือนกับสื่อไทย ที่ส่วนมาก เข้าข้างกันเกลียด อำนาจเก่า แบบน่าเกลียดสุดๆ ด่าทักษิณว่าปิดกันสื่อเหมือนฮิตเลอร์ แต่พอ ทหารปิดกั้นสื่อ สื่อไทยแทบไม่เคยด่า ยังวกวนอยู่กับการด่าทักษิณได้ทุกวัน คือสื่อไทยส่วนมากไร้ มาตรฐานโดยสิ้นเชิง นั่งนอนเป็น เลีย คมช ตลอดเวลา
แต่ประเด็นจริงๆของผมแล้ว คือ เห็นกันชัดๆ ว่า คมช เอาคนไม่ชอบทักษิณ ชนิดที่เรียกว่าเคยขึ้นเวที พันธมิตร แล้วประณามทักษิณ และ ด่าว่าทักษิณ แบบตรงและแรงๆ ว่าเลวอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ คมช ยังเอาคนมีปัญหากับทักษิณพวกนี้ มาตรวจสอบทักษิณ
คือมันผิด ทุกมุมมองของกระบวนยุติธรรม แต่สรุปแล้ว ไม่มีนักสิทธิมนุษย์ชนแม้แต่คนเดียวในไทย ออกมาเรียกร้อง ว่า คนในคตส พวกนั้น ทำให้การตรวจสอบทักษิณมัน ผิดกฎและหลัก ยุติธรรม มากมาย และ ก็ส่อไปในทางที่ เอื้อต่อการล้างแค้น โดยคนพวกนี้ และ ก็เป็นการ สร้างความชอบธรรม ให้กับการ รัฐประหาร เท่านั้นเอง
ผมก็ไม่ได้หวังอะไรมากกับบทความนี้ หวังว่าถ้าบังเอิญมีนักสิทธิมนุษย์ชนมาอ่านเข้า เขา จะพบกับตัวเอง และ ถามคำถามบางอย่างเกี่ยวกับตัวเอง เช่น สมน้ำหน้าทักษิณแล้ว หรือว่า เอ เราเหมือนกับสิ่งที่เราตำหนิเลยหรือเปล่านะ และถ้า เหมือนกัน ทำไมเราจะเข้าใจเขาไม่ได้ และสิ่งสุดท้ายที่ผมหวังน้อยๆคือ อุดมการณ์และจุดยืน ของนักสิทธิมนุษย์ชนไทย ทำไมมันจะเหมือน องค์กรปกป้องสื่ออันนั้น ของสหรัฐไม่ได้นะ
คน คน หนึ่งที่คนไทยรักมากมาย คืออดีตนายกทักษิณและครอบครัว กำลังถูกกำจัด โดยไม่ได้รับความยุติธรรม นักสิทธิมนุษย์ชนไทย ทั้งที่ก็รู้ว่าไทยมีพันธะทางสัญญาเรื่องกระบวนการยุติธรรมกับต่างชาติ กลับปล่อยให้ทักษิณและครอบครัว ถูกทำร้ายไปต่อหน้า เพียงเพื่อสนองความแค้นและความโกรธและความเกลียด ของตัวเอง เรายังไม่รู้ว่าศาลจะตัดสินเรื่องโกงกินต่างๆออกมาอย่างไร แต่มันเป็น เวรและกรรม ไม่ใช่ของทักษิณคนเดียว แต่ของชาติด้วย ที่นักสิทธิมนุษย์ชนไทย ไม่สามารถรักษาอุดมการณ์ไว้ได้