Thai Journalist Democratic Front

ทวีวุฒิ จุลวัจนะ และเพื่อนนักข่าว เพื่อ "พื้นฐาน" ประชาธิปไตย "อันแข็งแกร่ง" ในสื่อที่มีความรับผิดชอบสูง


เข้าคุกก็คือชนะ

คุกอาจขังทักษิณได้ แต่ไม่อาจขังศรัทธาของประชาชนต่อทักษิณได้

 

โดย คุณลูกชาวนาไทย

ที่มา เวบไซต์ thaifreenews

6 กรกฎาคม 2551

 

ช่วง นี้ได้ยินข่าวลือหนาหูเหลือกันเกินว่า พวกศักดินา ไม่ยอมหยุด ที่จะดึงประเทศไทยกลับไปสู่ "ยุคกลาง" อีกครั้ง มีกระทั่งข่าวว่า จะให้ "ตุลาการภิวัฒน์" พิพากษาจำคุกทักษิณ และจำคุกสมัคร เพื่อให้หลุดจากตำแหน่งนายกฯ หรือแม้กระทั่งมีข่าวว่า จะมีการทำรัฐประหารอีกครั้ง โดยครั้งนี้จะ "จัดการให้สะเด็ดน้ำ

 

ผม ไปที่ไหน คนที่รู้จักทั้งเพื่อนในโลกไซเบอร์ด้วยกัน ก็ถามหนาหูเหลือเกินว่า พวกเรากำลังจะแพ้ใช่หรือไม่ พวกศักดินาเอาแน่ใช่หรือไม่ ศาลจะยุบพรรคพลังประชาชนอีกครั้งหนึ่งใช่หรือไม่ พวกเราจะทำอย่างไร

 

ผม ในฐานะที่อยู่ไกลข้อมูล และไม่ได้มีข่าวข้อมูลวงในอะไร แต่อาศัยการประเมินสถานการณ์ต่างๆ ที่เราเห็น ปรากฎการณ์ในสังคม ที่ได้ยินได้ฟัง ผมสรุปได้ว่า "มีการเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งผมไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะการต่อสู้ทางการเมือง มันไม่ได้สิ้นสุดลงง่ายๆ อย่างแน่นอน แต่ละฝ่าย ก็มีอิสระที่จะคิดจะเคลื่อนไหว "เพื่อทำลายศัตรูทางการเมืองของตนให้ได้" แต่ละฝ่ายย่อมมีอิสระ และเสรีภาพที่จะดำเนินการ หรือคิดวางแผนเพื่อดำเนินการอะไรก็ได้

 

แต่ ความสำเร็จนั้นตามแผน ตามการคาดการ์นั้น มันไม่ได้ขึ้นกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ได้ขึ้นกับคนที่วางแผน แต่มันขึ้นกับเงื่อนไข ตัวแปรและสถานการณ์ ที่ไม่มีฝ่ายใดควบคุมได้ เมื่อเราจะชกคนอื่น คนอื่นเขาก็ต้องมีการหลบ หรือชกสวนกลับมา มันเป็นเสรีภาพของการต่อสู้ ที่แต่ละฝ่ายย่อมมีอิสระ ที่จะริเริ่มกระทำ และลงมากระทำ

 

พวก ศักดินา มีความสามารถที่จะทำรัฐประหารได้ไม่ยากนัก มีความสามารถที่จะให้ "ตุลาการภิวัฒน์" ตัดสินจำคุกศัตรูทางการเมืองของตนได้อย่างแน่นอน

 

แต่การกระทำเป็นของคน ความสำเร็จเป็นของฟ้าดิน

 

สภาพ สังคมไทยเวลานี้ สภาพสังคมโลกขณะนี้ สภาพเศรษฐกิจไทยที่เปราะบาง ไม่อาจทนแรงกระหน่ำจากชาวโลกได้ สภาพความแตกแยกของประชาชนในประเทศ ที่แบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน และไม่มีทางที่ประชาชนจะเปลี่ยนขั้วเป็นตรงกันข้ามได้โดยง่าย ไม่ว่าจะทำลายแกนนำ หรือ "ตัวแทนของแต่ละฝ่ายอย่างไร" ก็ไม่มีทางทำลายฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเด็ดขาดแน่นอน

 

ไม่ ว่าจะทำรัฐประหาร บั่นคอแกนนำพรรคพลังประชาชนทุกคน หรือ สั่งจำคุกทักษิณ และสมัคร สุนทรเวช ก็ไม่ทำให้บ้านเมืองนี้สงบลงได้อย่างแน่นอน แต่มันจะเป็น "เชื้อไฟ" ที่เติมความรุนแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ

 

การ ทำรัฐประหารนั้นสำเร็จได้ไม่ยาก แต่จะไม่มีทางปกครองได้ ประชาชนบางส่วนจะลุกขึ้นสู้ หากมีการบาดเจ็บล้มตาย จะนำไปสู่การต่อต้านจากสังคมโลก และคงไม่เพียงแค่การประนามอย่างแน่นอน แต่อาจมีการตอบโต้จากสังคมโลกโดยการ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

 

หาก เป็นอย่างนี้ ประเทศไทยภายใต้คณะรัฐประหาร อยู่ไม่รอดภายในสามเดือนอย่างแน่นอน และจะนำไปสู่ความวุ่นวายที่ไม่มีทางที่ใครจะคุมได้ และแม้แต่คนที่คิดว่า "ตัวเองมีบารมีมากที่สุด" ก็จะไม่มีบารมีอีกต่อไป เพราะประชาชนไม่โง่พอที่จะเชื่อถือใครอีกต่อไป

 

หากทำรัฐประหารวันนี้ แล้วรีบร่าง รธน.ระบบ 70/30 ขึ้นมา โดยคิดว่า ตัวเองจะกุมอำนาจได้ตลอดไป โดยอาจมีการจำคุกทักษิณไปก่อน

 

ผม คิดว่า นั่นเป็นความคิดที่โง่เขลาอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยเคยต่อต้าน "ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย" ก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 มาอย่างยาวนาน การทำอย่างนี้ เท่ากับปลุกกระแสต่อต้าน พวกศักดินาอาจ "กำจัดทักษิณไปได้" แต่ก็แค่กำจัดคนๆ หนึ่งไปเท่านั้น แต่เท่ากับไปจุดเชื้อของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขึ้นมา

 

ที นี้การต่อสู้คงไม่ได้มีเป้าหมาย แค่จะชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล แต่การต่อสู้ มันจะเลยเถิดไปถึงการล้มล้างสิ่งที่กีดขวางประชาธิปไตย และ ปลายหอกของการต่อสู้ จะพุ่งเป้าไปที่ "ระบบศักดินา" ที่เป็นตัวอุปสรรคต่อประชาธิปไตยแทน

 

อยาก ฆ่าตัวตายก็เชิญตามสบายครับ และเท่าที่ผมได้ยินได้ฟัง ฝ่ายต่อต้านระบอบอำมาตยาธิปไตย ก็เชียร์ให้มีการทำรัฐประหาร เพื่อที่มันจะได้พังกันเร็วๆ เท่ากับเป็นการ "ร่นระยะเวลา" บางอย่าง ที่บางคนไม่คิดว่า ชีวิตนี้จะได้เห็น ให้ได้เห็นเร็วขึ้นเท่านั้น นี่คือการ "จุดไฟเผาบ้านตัวเองอย่างชัดๆ " อย่างที่อดีตกษัตริย์คเยนทรา แห่งเนปาลเคยทำ

 

การ จำคุกทักษิณ ไม่ได้ทำให้คนที่ศรัทธาทักษิณนั่น เสื่อมความนิยมในตัวเขาลงไป แต่เท่ากับเป็นการตอกย้ำสภาพของ "พจมานแห่งบ้านทรายทอง ที่ถูกรังแกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด" นั่นเท่ากับเป็นการตอกย้ำตำนานของทักษิณ ให้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น ใครดูหนังเรื่อง Braveheart ที่อังกฤษสั่งสังหาร William Wallace วีระบุรุษแห่งชาติสะก็อตไป โดยหวังว่า จะทำให้การต่อต้านลดลง แต่มันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ มันกลับไปจุดไฟแห่งการต่อต้านขึ้นทุกย่อมหญ้า และสุดท้าย สะก็อตก็ประกาศเอกราชจากอังกฤษได้ ความตายของ William Wallace ทำให้เขาเป็นอมตะ และทำให้สะก็อตได้เอกราชจากอังกฤษ นับเป็นการตายที่คุ้มค่า

 

การ ทำลาย "ผู้นำในตำนานของประชาชนมันมีแต่ทำให้ตำนานนั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น และทำให้การต่อต้านแพร่ระบาดออกไป และเท่ากันเป็น "การเติมพลังให้กับฝ่ายต่อต้าน" และมันก็เป็นอย่างนี้มาตลอดประวัติศาตร์การต่อสู้

 

พม่าขังอองซาน ซูจีได้ แต่ขังศรัทธาของประชาชนต่อเธอไม่ได้

 

แอฟริกาใต้ ขังเนลสัน แมนเดลล่า ได้ แต่ไม่อาจขังศรัทธาของเขาไว้ได้

 

และกรณีทักษิณ ฝ่ายตรงข้ามอาจคิดว่าทักษิณไม่มีพลังเท่ากับ "วีระบุรุษ" คนอื่นๆ ในประวัติศาสตร์โลก

 

ผมคิดว่า คนที่ขังเนลสัน คนที่สังหาร William Wallace ก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน แต่พวกเขาก็คิดผิด

 

เรา อย่าไปคิดแทนประชาชนที่ศรัทธาผู้นำคนหนึ่ง ว่าศรัทธาของประชาชนนั้น ไม่มั่นคง เพราะศรัทธามันเกิดขึ้นที่ใจของผู้อื่น ไม่ใช่เรา ดังนั้น เราจะเอาตัวเราไปประเมินคนอื่นไม่ได้

 

ตอน นี้ผมไม่กลัวการทำรัฐประหาร ไม่แคร์กับการตัดสินจำคุกทักษิณ แต่ "คุกที่ขังทักษิณ" นั้นแหละ จะพังทะลาย "พันธนาการ" ที่ขังสังคมไทยไว้กับ "ยุคกลางให้หมดสิ้นไป"

 

ทำเลยครับ ผมก็อยากให้ทำเหมือนกัน ผมเบื่อกับการต่อสู้ อยากให้มันจบไวๆ เหมือนกัน

 

แต่ ผมรู้ว่า "ประชาชนนั้น" ไม่มีทางแพ้แน่นอน เพราะประชาชน คือเจ้าของประเทศตัวจริง และเมื่อประชาชนตื่นแล้ว ทำอย่างไรก็ไม่อาจดึงประชาชนกลับสู่ยุคกลางอีกได้

 

เราก้าวเข้ามาในทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงแล้ว อย่าไปกลัวกับการเปลี่ยนแปลง

 

ท่าน นายกฯทักษิณ ท่านเสียสละมามากแล้ว เสียสละเข้าคุกอีกครั้ง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อีกครั้ง นี่จะเป็นคุณูปการของท่าน ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

 

คุกขังท่านได้ แต่ไม่อาจขังศรัทธาได้ และคุกที่ขังท่าน แต่มันจะเปิดประตูประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริง

 

พวกเขาอาจจับท่านเข้าคุกได้ แต่ท่านจะอยู่ในใจของประชาชน เป็นสัญญลักษณ์ของการต่อสู้

 

พระอาทิตย์ดวงหนึ่ง กำลังตกดินแล้ว ถึงอย่างไรก็ทำให้มันลอยกลับขึ้นมาอีกไม่ได้

 

แต่ พระอาทิตย์ดวงใหม่กำลังลอยขึ้น

 

รุ่งอรุณแห่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และไม่มี "ผู้อุปถัมภ์" กำลังใกล้เข้ามาแล้ว

 

พล.ต.จำลอง เคยให้สัมภาษณ์ตอนพฤษภาทมิฬว่า ทันทีที่ได้ยินเสียงปืนดัง ก็คิดได้ทันทีว่า เราจะชนะแล้ว"

 

ผมก็คิดเช่นกันว่า ทันทีที่ทักษิณเดินเข้าคุก ฝ่ายประชาธิปไตยก็ชนะแล้วเช่นกัน

»ÃЪҪ¹à»Ô´â»§¤´Õ©ÒÇ"ÊÑ¡" ÈÒŪÕéäÃéËÅÑ¡¨ÃÔÂ

â´Â ¤Ø³ÇÔÊÑ·Ñȹì

·ÕèÁÒ ¾Ñ¹·Ô» ÃÒª´Óà¹Ô¹

19 µØÅÒ¤Á 2550

 

¹Õè¤×;ĵԡÃÃÁËÅѧ©Ò¡·Õè¹èÒÅÐÍÒ¢ͧ·¹ÒÂÊÑ¡ ¡ÍáʧàÃ×ͧ áËè§ ¤µÊ.àªÔ­ÍèÒ¹´Ùä´é

 

àËç¹¢èÒÇÇѹ¹ÕéÍÍ¡ÁÒ¨Ò¡»Ò¡¹Ò¹¾´Å »Ñ·ÁÐ ·Õè»ÃÖ¡ÉÒ½èÒ¡®ËÁÒ ¾.µ.·.·Ñ¡ÉÔ³ ªÔ¹Çѵà ʹյ¹Ò¡ÃѰÁ¹µÃÕ ÇèÒ ¤³Ð¡ÃÃÁ¡ÒõÃǨÊͺ¡ÒáÃзӷÕè¡èÍãËéà¡Ô´¤ÇÒÁàÊÕÂËÒÂá¡èÃѰ ËÃ×Í ¤µÊ. á¨é§¤ÇÒÁ´Óà¹Ô¹¤´Õ¹Ò¹¾´Å Êӹѡ§Ò¹¡®ËÁÒ¹ԵÔàÍ¡ÃÒª ÃÇÁ¶Ö§ ¾.µ.·.·Ñ¡ÉÔ³ áÅФ¹ã¹¤Ãͺ¤ÃÑÇ ã¹¢éÍËÒ´ÙËÁÔè¹à¨éÒ¾¹Ñ¡§Ò¹ÇèÒ ¤§à»ç¹¤ÇÒÁ¾ÂÒÂÒÁ¢Í§ ¤µÊ. ·Õèµéͧ¡ÒèлԴ¡Ñé¹äÁèãËéÇÔ¾Ò¡ÉìÇÔ¨Òóì¡Ò÷ӧҹ¢Í§ ¤µÊ. áµèäÁè¡ÅÑÇ áÅÐÂ×¹Âѹ¨ÐáÊ´§¤ÇÒÁàËç¹à¾×èÍàÃÕ¡Ãéͧ¤ÇÒÁà»ç¹¸ÃÃÁãËé¡ÑºÅÙ¡¤ÇÒÁ¢Í§µ¹àͧµèÍä»

 

"¡ÒÃá¨é§¤ÇÒÁ¤ÃÑé§¹Õé ¤µÊ.µéͧÃÐÇѧ´éÇÂÇèÒ¨Ðà»ç¹¡ÒÃá¨é§¤ÇÒÁà·ç¨ËÃ×ÍäÁè ¹Í¡¨Ò¡¡ÃÃÁ¡Òà ¤µÊ.·Ø¡¤¹¨ÐµéͧÃѺ¼Ô´ªÍº¡ÑºàÃ×èͧ¹ÕéáÅéÇ ã¹Êèǹ¢Í§¼ÙéÍӹǡÒáͧ¡®ËÁÒ¢ͧÊӹѡ§Ò¹¡ÒõÃǨà§Ô¹á¼è¹´Ô¹ (ʵ§.) ·ÕèÃѺÁͺÍÓ¹Ò¨¨Ò¡ ¤µÊ.ä»á¨é§¤ÇÒÁ ¡ç¨ÐµéͧÁÕÊèǹÃѺ¼Ô´ªÍº´éÇÂàËÁ×͹¡Ñ¹ ¨ÐÍéÒ§ÇèÒ·ÓµÒÁ¤ÓÊÑè§ ¤µÊ.¤§äÁèä´é ½èÒÂàÃҨШÓàÍÒäÇéÇèÒà¢Ò·ÓÍÐäÃŧ仺éÒ§"

 

¹Ò¹¾´Å¡ÅèÒÇÇèÒ ¡ÒáÃзӢͧ ¤µÊ.¤ÃÑé§¹Õé ÁÕਵ¹ÒäÁèÊØ¨ÃÔµ à»ç¹¡ÒÃÃÐÃÒ¹·Ò§¡®ËÁÒ à¾ÃÒÐàÃ×èͧ¹Õé ¾.µ.·.·Ñ¡ÉÔ³áÅФ¹ã¹¤Ãͺ¤ÃÑÇäÁèä´éà¡ÕèÂÇ¢éͧ´éÇ à»ç¹à¾Õ§ÅÙ¡¤ÇÒÁ·ÕèàÁ×èÍà¡Ô´¤´Õ¤ÇÒÁ¡ç仢ͤÓá¹Ð¹Ó¨Ò¡·Õè»ÃÖ¡ÉÒ¡®ËÁÒÂà·èÒ¹Ñé¹

 

"¼ÁäÁèà¤ÂàË繡ÒõդÇÒÁ¡®ËÁÒ·ÕèÇÔ»ÅÒÊẺ¹ÕéàÅ áÅнèÒÂàÃÒ¨ÐàÃÕ¡Ãéͧ¤ÇÒÁÂØµÔ¸ÃÃÁ¤×¹ÁÒá¹è¹Í¹" ¨Ö§à»ç¹·ÕèÁÒ¾Ò´ËÑÇ¢èÒÇáÅÐâ»ÃÂÇèÒ "¹¾´Å"âÇ ¤µÊ.ÃÐÃÒ¹á¨é§¤ÇÒÁ´Óà¹Ô¹¤´Õ¡¤ÃÑÇ"áÁéÇ"

 

¹ÕèáËÅèзÕèà¢ÒàÃÕ¡ÇèÒ ¸ÒµØá·é à¹×éÍ㹢ͧ ¤¹ ¤µÊ. ÊèǹãË­èÁÑ¡à»ç¹áºº¹Õé¨ÃÔ§ æ äÁèµéͧ´Ùã¤ÃÍ×è¹ä¡Å ¨Ð¹ÓµÑÇÍÂèÒ§¤´Õ "¹ÒÂÊÑ¡ ¡ÍáʧàÃ×ͧ" áËè§ ¤µÊ.·Õè˹éÒ©Ò¡·Õè»ÃСÒȵ¹ÂÖ´ÁÑè¹ã¹¤ÇÒÁ¶Ù¡µéͧÁÒãËéÍèÒ¹à»ç¹µÑÇÍÂèÒ§

 

àÃ×èͧÁÕÍÂÙèÇèÒäÁè¹Ò¹ÁÒ¹Õé "¹ÒÂÊÑ¡" ä´éÁÕ¡ÒÃàÃÕ¡Ãéͧ "¤èÒ·¹Ò¤ÇÒÁ"àÍÒ¨Ò¡ "ÅÙ¡¤ÇÒÁ"µ¹àͧ â´Âà¢Õ¹ÊÑ­­ÒÇèÒ¨éÒ§ÇèÒ¤ÇÒÁ ÁÕÅѡɳÐËÒ»ÃÐ⪹ì¨Ò¡¡Ò÷Õè¼ÙéÍ×è¹à»ç¹¤ÇÒÁ¡Ñ¹ «Ö觢ѴµèÍÁÒÃÂÒ··¹Ò¤ÇÒÁÍÂèÒ§ÃéÒÂáç

 

´Ñ§µÍ¹Ë¹Ö觢ͧ¤Ó¾Ô¾Ò¡ÉÒ¤´ÕËÁÒÂàÅÂá´§·Õè 2078 / 2550 ¢Í§ÈÒÅá¾è§¸¹ºØÃÕ ¾Ô¾Ò¡ÉÒàÁ×èÍÇѹ·Õè 17 ¡Ñ¹ÂÒ¹ È¡¹ÕéÇèÒ

 

 

 

"ÇÔªÒªÕ¾·¹Ò¤ÇÒÁµéͧ»¯ÔºÑµÔµ¹ãËéµéͧ¡ÑºËÅÑ¡¨ÃÔ¸ÃÃÁ·Ò§ÇÔªÒªÕ¾ à¾ÃÒÐÁÕÊèǹÊӤѭ㹡Òü´Ø§¤ÇÒÁÂØµÔ¸ÃÃÁã¹°Ò¹Ðà»ç¹¼Ùéà¡ÕèÂÇ¢éͧ㹡Ãкǹ¡ÒÃÂØµÔ¸ÃÃÁ½èÒÂ˹Öè§ ¨Ö§µéͧ´Óçµ¹ãËéà»ç¹·ÕèàÅ×èÍÁãÊ ÈÃÑ·¸ÒµèÍ»ÃЪҪ¹¼Ùéµéͧà¢éÒÁÒà¡ÕèÂÇ¢éͧ㹡ÒôÓà¹Ô¹¤´Õ㹪Ñé¹ÈÒÅ·¹Ò¤ÇÒÁäÁè¾Ö§·ÓÊÑ­­Ò¡ÑºÅÙ¡¤ÇÒÁã¹ÅѡɳзÕèµ¹àͧ¢éÒä»ÁÕÊèǹä´éàÊÕÂâ´ÂµÃ§ã¹¤´Õ¨¹¡Ãзº¡ÃÐà·×͹¡Òû¯ÔºÑµÔ˹éÒ·Õè àªè¹¹ÕéÂèÍÁ¶×Íä´éÇèÒ ¢éÍÊÑ­­Ò´Ñ§¡ÅèÒÇà»ç¹¡Ã³Õ·Õè⨷¡ì㹰ҹз¹Ò¤ÇÒÁà¢éÒä»ÁÕÊèǹä´éàÊÕµÒÁ¡¯ËÁÒÂã¹¼ÅáË觤´Õâ´ÂµÃ§áÅÐà»ç¹¡ÒÃàÃÕ¡Ãéͧ¤èÒ¨éÒ§·Õèà»ç¹Êèǹáºè§¨Ò¡·ÃѾÂìÊÔ¹·Õèà»ç¹ÁÙžԾҷÃÐËÇèÒ§¨ÓàÅ¡ѺºØ¤¤ÅÀÒ¹͡ ¢éÍÊÑ­­Ò´Ñ§¡ÅèÒǨ֧ÁÕÅѡɳÐà»ç¹¡ÒÃËҼŻÃÐ⪹ì¨Ò¡¡Ò÷Õè¼ÙéÍ×è¹à»ç¹¤ÇÒÁ¡Ñ¹ ¶×Íà»ç¹¢éÍÊÑ­­Ò·ÕèÁÕÇѵ¶Ø»ÃÐʧ¤ì¢Ñ´µèͤÇÒÁʧºàÃÕºÃéÍÂËÃ×ÍÈÕŸÃÃÁÍѹ´Õ¢Í§»ÃЪҪ¹ ¨Ö§µ¡à»ç¹âÁ¦Ð"

 

 

«éÓÃéÒ¤èÒ·¹Ò¤ÇÒÁ´Ñ§¡ÅèÒÇ·Õè "¹ÒÂÊÑ¡" ¿éͧàÃÕ¡¨Ò¡ÅÙ¡¤ÇÒÁ µ¹àͧà»ç¹à§Ô¹¶Ö§ 6,000,000 ºÒ·¹Ñé¹ "¹ÒÂÊÑ¡" ä´éÂÖ´àÍÒ⩹´ÃÇÁ 8 á»Å§ ¨Ò¡ÅÙ¡¤ÇÒÁäÇé·Õèµ¹àͧáÅкѧ¤ÑºãËé"ÅÙ¡¤ÇÒÁ" ¢ÒÂ⩹´·Ñé§ 8 á»Å§ ÁÒ¨èÒ¤èÒ·¹Ò¤ÇÒÁ áµèÈÒÅá¾è§¸¹ºØÃÕ¾Ô¾Ò¡ÉÒ"¡¿éͧ"ãËé"¹ÒÂÊÑ¡" ¤×¹â©¹´·Ñé§ 8 á»Å§ ãËéá¡è "ÅÙ¡¤ÇÒÁ"

 

¹Õè¤×ÍËÅѧ©Ò¡¢Í§¼ÙéÁÕ˹éÒ©Ò¡ à»ç¹¤³Ð¡ÃÃÁ¡Òà ¤µÊ. ¼ÙéÁÕ˹éÒ·ÕèµÃǨÊͺ¡ÒáÃзӼÙéÍ×è¹ «Ö觤³Ð¡ÃÃÁ¡ÒÃàͧäÁèà¤ÂµÃǨÊͺ·ÕèÁÒ·Õè仢ͧáµèÅзèÒ¹àÅÂÇèÒÁդسÊÁºÑµÔà¾Õ§¾Í㹡ÒõÑé§µ¹ à»ç¹¼ÙéÁÕ ¨ÃÔ¸ÃÃÁÊÙ§Êè§àªè¹¹Ñé¹ËÃ×ÍäÁè?

 

áÅйÕè¡çäÁèãªè¤Ó¾Ô¾Ò¡ÉÒáá·ÕèÈÒÅÏ·èÒ¹ ÊÑè§Ê͹"¹ÒÂÊÑ¡" ¨¹àÊÕÂÁÇÂẺ¹Õé ÂѧÁÕ»ÃÐà´ç¹ÀÒÉÕ·Õè "¹ÒÂÊÑ¡" ËÅÕ¡àÅÕ觨¹ÈÒÅϨѺä´éÁÒáÅéÇà»ç¹¤Ó¾Ô¾Ò¡ÉÒ®Õ¡Ò·Õè 373/2532 «Öè§ "¹ÒÂÊÑ¡"¶Ö§¡Ñº "ÍÖé§" §éÒ§»Ò¡äÁèÍÍ¡µÍº¤Ó¶ÒÁäÁè¶Ù¡àÁ×èͶ١·¹Ò¨ÓàŶÒÁ¤éÒ¹ã¹ÈÒÅÏÁÒáÅéÇ àÁ×èÍàÃçÇ æ¹Õé 㹡ÒÃàºÔ¡¤ÇÒÁ·Õèà»ç¹¾Âҹ㹰ҹР¤µÊ. ·ÕèÈÒÅÍÒ­ÒÃѪ´Ò

 

à»ç¹ÍÂèÒ§äÃÅèÐ˹éÒ©Ò¡¢Í§¤¹·Õèà»ç¹ ¤µÊ. ·ÓàËÁ×͹µ¹àͧà»ç¹¼ÙéÁÕ¨ÃÔ¸ÃÃÁÊÙ§ !!!!

ยึดเงินมูลนิธิไทยคม

 

นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แถลงภายหลังการประชุม คตส.ชุดใหญ่ วันนี้ (15 ต.ค.) ว่า คตส.มีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของครอบครัว และบริวาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้จากขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่กองทุนเทมาเส็ก ซึ่งนำไปไว้ในบัญชีต่าง ๆ อีกจำนวน 87 ล้านบาท โดยพบว่า เป็นเงินที่มีการโอนย้ายออกจากบัญชีบริษัท สมพร แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด ที่ คตส.มีคำสั่งอายัดไว้ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2550 วงเงิน 100 ล้านบาท โดยได้ย้ายไปอยู่ใน 4 บัญชี ประกอบด้วย 1.ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาถนนรัชดาภิเษก ชื่อบัญชีคณะบุคคล วิวิธวร แชมเบอร์ กระทำการแทนโดย นางปราณี พงษ์สุวรรณ ในวงเงิน 17 ล้านบาท 2. ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขามีนบุรี ชื่อบัญชีนายสมพร พงษ์สุวรรณ วงเงิน 20 ล้านบาท 3. ธนาคารกรุงเทพ สาขาราชวัตร ชื่อบัญชีนายสมพร พงษ์สุวรรณ วงเงิน 20 ล้านบาท และ 4. ธนาคารกสิกรไทย สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ ชื่อบัญชีนายสมพร พงษ์สุวรรณ วงเงิน 30 ล้านบาท

 

 

 

ทั้งนี้ คตส.มีมติเห็นควรเพิกถอนการอายัดเงินบัญชีเงินฝากในชื่อมูลนิธิไทยคม บัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ จำนวน 200 ล้านบาท ตามที่นายอำนวย ธันธรา กรรมการ คตส. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาคำร้องเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์ เสนอเข้ามา ซึ่งมูลนิธิดังกล่าวมีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ เป็นประธาน และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการ เพราะจากการตรวจสอบพบว่า เงิน 200 ล้านบาท เป็นเงินบริจาคของ น.ส.พิณทองทา ที่บริจาคเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2550 เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า เงินที่รับบริจาคเป็นเงินโดยสุจริต แสดงผลการดำเนินงานใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ และมูลนิธิไม่มีส่วนรู้เห็นจากกรณีที่ทรัพย์มีความร่ำรวยเพิ่มผิดปกติของครอบครัวชินวัตร ส่วนเงิน 900 ล้านบาท ที่ตรวจสอบก่อนหน้านี้ ขณะนี้ยังไม่ได้พิจารณา ทั้งนี้ ยืนยันว่า หลักการพิจารณาใช้หลักกฎหมายว่า ผู้รับเงินรับไปใช้ประโยชน์อย่างสุจริต ไม่ได้ถือแทน

 

 

 

นายสัก กล่าวอีกว่า  คณะอนุกรรมการตรวจสอบกรณีการซื้อขายหุ้นบมจ. ชินคอร์ปอเรชั่น ได้รายงานกรณีที่ น.ส.พิณทองทา มาพบตามคำสั่ง เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา แต่ไม่ยอมให้ถ้อยคำ ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า เป็นความผิดตามมาตรา 25(1) ของ พ.ร.บ.ป.ป.ช. ที่ประชุมใหญ่ คตส.จึงเห็นด้วยกับคณะอนุกรรมการฯ ที่จะให้แจ้งความกับ น.ส.พิณทองทา และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่ทำให้ น.ส.พิณทองทา ปฏิเสธให้ถ้อยคำ โดยมอบหมายให้นายแก้วสรรไปดำเนินการตามมติ โดยคาดว่าจะเดินทางไปแจ้งความที่ สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ในสัปดาห์หน้า ส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องจะมีใครบ้าง ไม่ขอลงรายละเอียด และเมื่อแจ้งความแล้วเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนที่จะไปดำเนินการ

 

 

 

นายสัก กล่าวถึงกรณีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการแต่งตั้งนายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีการจัดซื้อรถเรือดับเพลิงของ กทม. โดยอ้างว่า นายนาม เป็น 1 ในผู้เห็นเหตุการณ์ และมีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งการพิจารณาเรื่องดังกล่าว วันนี้นายนามได้ออกจากที่ประชุม

 

 

 

“คตส. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามระเบียบการไต่สวนของ ป.ป.ช. ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ข้อ 11 ซึ่งได้บัญญัติว่า คำสั่งคัดค้านต้องทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธานคณะกรรมการฯ แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงไว้ในคำคัดค้าน จึงจะทำให้การไต่สวนข้อเท็จจริงให้ได้ข้อยุติ  แต่ในคำร้องของนายสมัคร ไม่เป็นไปตามระเบียบข้อ 11 จึงให้ยกคำร้อง เนื่องจากนายสมัครเพียงแต่เขียนเครื่องหมายตามหัวข้อที่ คตส. ส่งไปคืนกลับมา โดยที่ไม่มีรายละเอียดแต่อย่างใด” นายสัก กล่าว

การเมืองมันโหดร้ายอย่างนี้เอง

 

การเมืองมันโหดร้ายอย่างนี้เอง

 

กับกระแสข่าวฮือฮาล่าสุด นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย มีแนวโน้มหลุดคดีทุจริตโครงการท่อร้อยสายไฟฟ้าภายในสนามบินสุวรรณภูมิ 

 

ตามรายงานที่อ้างแหล่งข่าวในคณะอนุกรรมการฯ คตส. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า นายสุริยะ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจริงตามที่ทำหนังสือชี้แจง แม้ในสมัยที่ดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคมจะไม่ได้พิจารณาเอกสารที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เสนอให้ทบทวนโครงการดังกล่าวก็ตาม

 

เนื่องจากตามกฎหมายแล้ว ความเห็นของ สตง.ไม่มีผลบังคับในทางกฎหมายให้หน่วยงานใดต้องปฏิบัติตาม นายสุริยะจึงไม่มีความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157

 

ในแง่ข้อกฎหมาย ก็น่าแปลกใจ คดีที่ขึ้นต้นด้วยความสลับซับซ้อน ตั้งแต่แรก เลยประโคมข่าวกันเอิกเกริก ซิกแซ็กงาบกันอย่างนั้น โกงกันมโหฬารอย่างนี้

 

เอาเข้าจริง ถึงตอนหลุดคดี “สุริยะ” แค่พ้นข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่

 

หน่อมแน้มเลย

 

แต่ที่น่าเอะใจยิ่งกว่านั้น มันช่างเหมาะเหม็งซะจริงๆ 

 

ไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญแน่ ที่ข่าว “สุริยะ” หลุดคดี คตส. โผล่มาไล่เลี่ยกับกระแส ข่าวเงิน 500 ล้านบาทที่ร้านมัดหมี่ จังหวัดลพบุรี 

 

มีคนเพิ่งกล่าวหาออกอากาศ โยนระเบิดใส่ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) 

 

นัวเนียเงินล้มคดีช่วยนายสุริยะ

 

เหมือนจงใจตอกย้ำ ต่อจิ๊กซอว์ให้จำนนต่อข้อหา

 

และคิวนี้ก็ดูผิดฟอร์มยังไงชอบกล มือเชือดอย่าง “เจ๊เป็ด” คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. และกรรมการ คตส. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ 

 

ออกมาพูดอ้อมแอ้มๆ 

 

ทางหนึ่งก็ออกตัว ถ้านายสุริยะไม่ผิดในเรื่องนี้แล้วจะทำให้มีความผิด ก็ไม่แฟร์กับนายสุริยะเหมือนกัน

 

แต่ก็ปฏิเสธกันในเชิงว่า กระแสข่าวนายสุริยะอาจไม่ถูกกล่าวหาในชั้นไต่สวนเป็นเพียงข่าวลือ ขณะนี้การสอบสวนคดีอยู่ระหว่างการรับฟังคำชี้แจงข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหา 

 

และไม่เกี่ยวกับข่าวที่ “บิ๊กบัง” รับเงิน 500 ล้านบาท

 

สรุปชัดๆก็คือ ผลสอบยังไม่ชัวร์

 

แต่มีคนจงใจปล่อยข่าวออกมา พุ่งหอกปักหลัง “บิ๊กบัง”

 

ที่แน่ๆรับลูกเล่นต่อได้ทันที นายวีระ สมความคิด แกนนำเครือข่ายประชาชนต้านคอรัปชัน (คปต.) รีบตีฆ้องร้องป่าว ตะโกนประจานทันที

 

เป็นเรื่องค้างคาใจสังคม

 

เพราะที่ผ่านมามีข่าวเรื่องวิ่งเต้น และสำคัญที่สุดก็คือ พล.อ.สนธิก็ออกมายอมรับเต็มปากเต็มคำว่า รู้จักกันมานานแล้วมันก็ยิ่งเกิดความกังขามากขึ้น

 

ขยายผลกันทันควัน

 

จากแรงกระแทกที่พุ่งเข้าใส่ “บิ๊กบัง” ไล่ระนาดมาถึง “บิ๊กหลี” นายอารีย์ วงศ์อารยะ รมว.มหาดไทย กำลังเจอวิบากกรรมสาหัสสากรรจ์ ผลจาก ป.ป.ช.ตรวจพบถือหุ้นเกิน 5 เปอร์เซ็นต์

 

โดนเสียงโห่ไล่เช้าไล่เย็น หลังจากนายสิทธิชัย โภไคยอุดม รมว. ไอซีที และนางอรนุช โอสถานนท์ รมช.พาณิชย์ ตัดสินใจถอนสมอไปก่อนหน้า

 

นายอารีย์ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก

 

จาก “บิ๊กบัง” สะดุ้งถึง “บิ๊กหลี” มันเกี่ยวกันยังไง คนวงนอกอาจไม่เข้าใจ แต่วงในรู้กันดีว่า ระดับความสัมพันธ์ระหว่าง “บิ๊กบัง” กับ “บิ๊กหลี”

 

ไม่ใช่แค่คนชอบพอกันธรรมดา

 

ที่แน่ๆตามรูปการณ์ ผลมาจาก “บิ๊กบัง” ทำให้กระเทือนถึง “บิ๊กหลี”

 

อันน่าจะเป็นผลสืบเนื่องจากการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารบก คนใหม่ เคาะชื่อสุดท้ายที่ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา สร้างความผิดหวังอย่างแรงให้กองเชียร์ “บิ๊กเปย” พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ที่โยกข้ามห้วยไปอยู่ในตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม

 

จากหมู่มวลพันธมิตรพลิกมาเป็นศัตรูคู่อริ

 

เปิดปฏิบัติการตามล้างตามเช็ด “บิ๊กบัง”.

 

มาตรฐาน คตส เราไง่เอง แปลว่าเขาโกง

 

นายประเสริฐ บุญศรี อดีตประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง กทม. ในคณะกรรมการตรวจ สอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) กล่าววันนี้ (15 ก.ย.) กรณีที่ คตส. ล้มผลสอบของอนุกรรมการไต่สวนถึง 3 ครั้ง โดยอ้างบันทึกข้อตกลงความเข้าใจไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า เป็นการโยกโย้ ยื้อเวลาและต้องการล้มกระดานตามคำสั่งใครหรือไม่ ที่ผ่านมามีกรรมการ คตส. เคยบอกว่า สอบอีก 1 ปี ก็ไม่เสร็จ แล้วอย่างนี้ จะทำเพื่ออะไรกันแน่ ทำเพื่อความสะใจของใครหรือไม่ จะทำให้คนผิดลอยนวลหรือไม่ เพราะคณะอนุกรรมการมีหลักฐานชัดเจนว่า 5 ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนทำให้รัฐเสียหายและพร้อมจะเสนอให้อัยการเสนอศาลสั่งฟ้องอยู่แล้ว

 

“การทำงานที่ผ่านมา ตนพร้อมชี้แจงทุกประเด็นและไม่รู้สึกเหนื่อย เพราะทำเพื่อแผ่นดิน แต่พอชี้แจงได้ก็เปลี่ยนประเด็นใหม่ จนในที่สุดจึงมีการล้มกระดาน ความจริงพร้อมต่อสู้ ถ้า คตส. ให้การสนับสนุน เชื่อถือและไว้วางใจ แต่ปรากฏว่าอนุกรรมการฯ ต้องมาถึงทางตัน เพราะ คตส. ไม่ให้การสนับสนุน ไม่เชื่อถือและไม่ไว้วางใจ มีการตั้งธงให้สอบ ให้รายงานกรอบการไต่สวน อย่างนี้ ทำไม่ได้หรอก เขาเรียกว่า เอตทัคคะ คือ ตัวเองเก่งคนเดียว ทำตัวเป็นผู้วิเศษ มองอนุกรรมการฯ ทำผิดหมด ทำให้ถึงทางตันและสุดท้ายก่อนจะลาออกอนุกรรมการฯ จึงมาสรุปกันว่า แม้จะรักชาติ แต่แผ่นดินไม่ใช่ของเราคนเดียว” อดีตประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ กล่าว

 

ทั้งนี้ เมื่อถามว่า คตส. ต้องการให้สอบการทุจริตเพื่อล้มสัญญาใหญ่จะได้เยียวยาความเสียหายที่เกิดขี้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีคณะกรรมการถึง 4 ชุด และสำนักงานอัยการสูงสุดชี้ตรงกันว่า สัญญาซื้อขายรถดับเพลิงและเอ็มโอยูชอบด้วยกฎหมาย เพราะในการสอบสวนไม่มีหลักฐานชี้ว่า มีการสมคบกันทุจริต ข้อเสนอของทูตออสเตรียเสนอขายในราคาแพงโดยอ้างราคาที่ขายให้กับแอฟริกาและให้ทำสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ ที่ต้องมีการทำสัญญาการค้าต่างตอบแทน หลังจากนั้น กระทรวงมหาดไทยก็รับข้อเสนอ โดยไม่ตรวจสอบราคาให้ดีและมีการทำเอ็มโอยูและสัญญาการซื้อขาย โดยไม่มีการระบุว่า เป็นสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ และในเอ็มโอยูกลับระบุให้ทำสัญญากับบริษัท สไตเออร์ เท่านั้น ทำให้การจัดซื้อไม่ต้องมีการประกวดราคา อย่างนี้ มันหน้าโง่หรือเปล่า อย่างไรก็ตาม ออสเตรียก็ยังทำตามข้อเสนอเดิม คือ ซื้อไก่ต้มสุกจากไทย จึงถือว่า สัญญาการค้าต่างตอบแทนต้องแยกจากสัญญาใหญ่

 

“การที่ คตส. กล่าวหาว่า มีการทุจริต บริษัท สไตเออร์ ติดสินบน เป็นเพียงทฤษฎี ไม่ใช่สมมุติฐาน เพราะไม่มีหลักฐานยืนยัน ที่ในคดีอาญาไม่สามารถเอาผิดได้ ออสเตรียไม่ผิด แต่เรามันโง่เอง แต่ คตส. ฟันธงมาให้อนุกรรมการไต่สวนสอบอย่างนี้ จึงทำไม่ได้ ขาดความเป็นอิสระ เชิญคุณไปไต่สวนเองเถอะ โดยเฉพาะสัญญาการค้าต่างตอบแทน ที่บอกว่า ต้องพิจารณารวมกับสัญญาใหญ่ เป็นการพูดโดยไม่ศึกษา ขายหน้าเขา พูดแบบนี้ เหมือนกับเผากระทรวงพาณิชย์” อดีตประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ กล่าว

คตส "มือตก" ฟอร์มการเล่น "เด้กอมมือ"

 

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย ตระกูลชินวัตร แถลงกรณีคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แจ้งข้อกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซุกหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รอบ 2 อ้างหลักฐานว่า มีการใช้ชื่อบุตร รวมถึง บริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด ถือหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 46.6 % ช่วงปี 2542 - 2549 โดยไม่มีการขายหุ้นที่แท้จริง ว่า ข้อมูลที่ คตส.อ้าง ไม่ใช่ข้อมูลใหม่แต่อย่างใด

 

ที่ปรึกษากฎหมาย ตระกูลชินวัตร กล่าวต่อว่า  พ.ต.ท.ทักษิณ เคยเป็นเจ้าของบริษัท แอมเพิล ริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด จริง แต่ได้โอนให้กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชาย และบุตรสาว เรียบร้อย ก่อนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  เรื่องดังกล่าวได้รายงานให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทราบแล้ว ดังนั้น เอกสารที่นายแก้วสรร อติโพธิ เลขาธิการ คตส.อ้างว่า เป็นเอกสารการอนุมัติลงนามสั่งการในบัญชีหุ้นของบริษัท แอมเพิล ริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด คือเอกสารเก่าตั้งแต่ปี 2542

 

 

 

"ไปเอาเอกสารเก่า แล้วมาอ้างว่า ตลอดระยะเวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งการในบัญชีหุ้นนั้น ไม่เป็นความจริง ความจริงคือหลังจากที่โอนหุ้นให้บุตรทั้ง 2 คนไปแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวใด ๆ กับบริษัทแอมเพิล ริช  เลย หาก คตส.มีใจเป็นธรรม ก็จะทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ขายหุ้นให้กับบุตรไปแล้ว ก่อนเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ข้อกล่าวหานี้จึงเป็นเรื่องเท็จ” ที่ปรึกษากฎหมาย ตระกูลชินวัตร กล่าว

 

 

 

ที่ปรึกษากฎหมาย ตระกูลชินวัตร กล่าวต่อว่า ประเด็นที่อ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ซุกหุ้นผ่านกองทุนวินมาร์ค ก็ไม่เป็นความจริง เป็นการกล่าวหาที่ไม่มีมูล เพราะขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เป็นเจ้าของกองทุนวินมาร์ค  ส่วนประเด็นการโอนเงินปันผลของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  เข้าบัญชีของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่คตส.กล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นเจ้าของหุ้นอยู่นั้น  เงินทั้งหมดที่โอนเข้าบัญชีคุณหญิงพจมาน เป็นเงินค่าขายหุ้นที่บุตรทั้ง 2 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้นำเช็คโอนเงินที่ได้จากการขายหุ้นเข้าบัญชีของคุณหญิงพจมาน จึงไม่ได้เป็นเงินปันผลตามที่ คตส.กล่าวหา  ขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นการทำนิติกรรมอำพราง

 

 

 

นายนพดล กล่าวต่ออีกว่า การทำงานของ คตส.มีหลายมาตรฐาน โดยเฉพาะกรณีที่กล่าวอ้างว่า บริษัท แอมเพิล ริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด กองทุนวินมาร์ค และการโอนขายหุ้นให้กับบุตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการทำนิติกรรมอำพราง แต่ขณะเดียวกัน การตรวจสอบเกี่ยวกับภาษีการขายหุ้นของนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา คตส.กลับกล่าวอ้างว่า เป็นหุ้นของบุคคลทั้ง 2 แต่ขณะนี้กลับมาบอกว่า หุ้นทั้งหมดเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ถือเป็นเรื่องที่ขัดกัน

 

 

 

“ผมอยากถามว่า คตส.มีกี่มาตรฐานกันแน่   แม้เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในชั้นอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงของ คตส.แต่ผมเห็นว่า คตส.มุ่งที่จะใช้ข้อมูลที่ทีมทนายได้ส่งให้กับ คตส.มาโจมตี ทำลายล้างทางการเมือง  ขณะนี้ความรู้สึกของประชาชน ไม่ไว้วางใจต่อ คตส.ทีมทนายจะขอชี้แจงเรื่องทั้งหมดด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ขอสรุปว่า ไม่มีเรื่องของการซุกหุ้นรอบ 2 อย่างแน่นอน โดยเรื่องที่ คตส.กล่าวหาทั้งหมด ได้แจ้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบแล้ว” ที่ปรึกษากฎหมาย ตระกูลชินวัตร  กล่าว

ถูกด่าว่า เป็นโจรปล้นชาติ ไม่หมิ่นอะไร

“หญิงอ้อ”หน้าแตกหมอไม่รับเย็บ ศาลยกฟ้องโดยไม่ต้องไต่สวน คดีฟ้องหมิ่น “นาม ยิ้มแย้ม”ประธาน คตส. แฉ ซื้อที่ดินรัชดา ฯ เหมือน เป็นโจรปล้นชาติ คำพิพากษา ระบุชัดจำเลยทำหน้าที่ชี้แจงขั้นตอนตามดำเนินคดีตามกฎหมายไม่เป็นการหมิ่นประมาท

      

      

       วันนี้(10 ก.ย.)ที่ห้องพิจารณาคดี 911 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา ในคดีที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ,บริษัท สารสู่อนาคต จำกัด เจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ,นายโรจน์ งามแม้น ,นางกรรณิกา วิริยะกุล กรรมการผู้มีอำนาจ และนายทวีสิน สถิตย์รัตนชีวิน บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา เป็นจำเลยที่ 1- 5 ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร และความผิดตาม พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 4 และ 48

       

       คดีนี้ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมาย และศาลมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในข้อกฎหมาย ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามฟ้องโจทก์ที่ระบุว่า จำเลยทั้งห้า ร่วมกันหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ต่อสาธารณชน ด้วยการร่วมกันพิมพ์โฆษณาข้อความใน นสพ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 30 ม.ค.50 โดยพาดหัวข่าวว่า “สนธิ” รับลูก คาดโทษ ขรก.เกียร์ว่าง พร้อมบรรยายข้อความหมิ่นโจทก์ว่า “ นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. กล่าวภายหลังการประชุมถึงการดำเนินการของ คตส. ต่อจากนี้ ในการซื้อที่ดินรัชดาภิเษกของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ว่าเมื่อ คตส.ตั้งนายอุดม เฟื่องฟุ้ง เป็นอนุกรรมการไต่สวนแล้ว ขั้นตอนต่อจากนี้จะมีการส่งหนังสือไปยังผู้ถูก คตส.ชี้มูล ให้ทำการคัดค้านคำสั่ง คตส.ภายใน 7 วัน นั้น เห็นว่าข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ในฐานะประธาน คตส.กล่าวชี้แจงขั้นตอนการดำเนินคดีของ คตส.มิได้มีข้อความใดหมิ่นประมาทโจทก์แต่อย่างใด

คตส ตาชักลาย "ไม่รู้แล้วว่าอะไรจริงหรือไม่จริง"

 

ประเด็นร้อนครับ “สิทธิโชค” ดับเครื่องชนผลสอบคดีรถดับเพลิงกทม. ซัดหนัก “พายเรือพาโจรหนี”

 

Monday, 03 September 2007

 

“สิทธิโชค” ดับเครื่องชนผลสอบคดีรถดับเพลิงกทม. ซัดหนัก “พายเรือพาโจรหนี” เปรียบประเทศไทยเหมือนหญิงสาวถูกรุมโทรม แทนที่จะช่วยกัน กลับรุมกระทำชำเรา ย้อนถาม “ใครเลวที่สุด”

 ร.ต.สิทธิโชค รอดครุฑา อดีตคณะอนุกรรมการตรวจสอบคดีรถดับเพลิง ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เปิดบ้านแถลงข่าวกรณีที่คณะอนุกรรมการไต่สวนคดีรถดับเพลิงของกทม. ชุดที่มีนายประเสริฐ บุญศรี เป็นประธาน สรุปผลการสอบสวนต่อคณะกรรมการ คตส.ชุดใหญ่ โดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลเพิ่มเติม ทั้งที่คตส.ได้เคยตั้งข้อสังเกตให้ตรวจสอบการเซ็นอนุมัติเปิดแอลซี ของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสัญญาการค้าต่างตอบแทน

 

ร.ต.สิทธิโชค กล่าวว่า หลังจากที่ตนทำหนังสือถึงประธานคตส.เพื่อเรียกร้องให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมและแจ้งข้อกล่าวหานายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม.กรณีการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง กทม. พร้อมทั้งให้เชิญพยานที่เกี่ยวข้องอีก 7 คน มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ปรากฏว่าอนุกรรมการไต่สวนฯชุดนี้ ยังยืนยันในแนวทางเดิม โดยไม่มีการเชิญพยานอื่นมาสอบถามเพิ่มเติม ทั้งที่ในส่วนของนายอภิรักษ์ น่าถูกชี้มูลความผิดด้วยเช่นกัน ฐานที่เป็นผู้เซ็นลงนามเปิดแอล/ซีทำให้สัญญามีผลสมบูรณ์ ซึ่งการที่นายอภิรักษ์ อ้างกับอนุกรรมการไต่สวนฯ ว่าจะถูกผู้บังคับบัญชาปลด หรือถูกบริษัทคู่สัญญาฟ้องกลับได้นั้น ล้วนแต่ฟังไม่ขึ้น เพราะจริงแล้วนายอภิรักษ์มีสิทธิที่จะไม่เปิดแอล/ซี เพราะถือว่าคำสั่งของผู้บังคับบัญชาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และในฐานะที่เป็นฝ่ายค้านก็ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนรัฐบาลในสมัยที่แล้วปลดได้

 

ส่วนที่เกรงว่าบริษัทคู่สัญญาจะฟ้องกลับนั้น ตนยืนยันว่าบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์ซอย ซึ่งเป็นบริษัทคู่สัญญา จากประเทศออสเตรีย ไม่สามารถฟ้องร้องกลับได้ เพราะได้ถูกเทคโอเวอร์จากบริษัท เจเนอรัล ไดนามิกส์ จากประเทศสหรัฐอเมริกาไปแล้ว ซึ่งประเทศสหรัฐฯ มีกฎหมายฉบับหนึ่งที่ระบุว่าหากมีการทำสัญญากับต่างชาติ แล้วพบความไม่ชอบมาพากล บริษัทนั้นจะถูกตรวจสอบ ดังนั้นจึงไม่สามารถมาฟ้องร้องกทม.ได้อย่างแน่นอน

 

ร.ต.สิทธิโชค กล่าวว่า การที่นายอภิรักษ์ กับทนายความส่วนตัว (นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง จากสำนักงานนายความคนึง ฤาชัย) เชื่อว่าการเปิดแอล/ซีไม่น่ามีปัญหา เพราะเป็นการทำตามสัญญาที่ผูกมัดไว้นั้น ตนไม่เข้าใจว่านี่เป็นความคิดของสำนักงานทนายความเอกชน และทำไมกทม.ซึ่งถือเป็นหน่วยงานราชการ จึงไม่ไปปรึกษาอัยการ หรือกระทรวงมหาดไทย ทำไมจึงต้องจ้างทนายความเอกชนอีกทั้งที่ปรึกษาผู้ว่าฯ หลายๆ คนก็ล้วนมีความรู้สูงๆ แต่ละคนมีการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาโททั้งนั้น

 

ร.ต.สิทธิโชค กล่าวต่อว่า ผลกระทบที่เกิดหลังจากมีการเซ็นเปิดแอล/ซีแล้ว ทำให้ต้องมีการชำระเงินให้กับบริษัท สไตเออร์ฯ 2 งวด เป็นเงิน 6,687 ล้านบาท แต่พอรถดับเพลิงมาถึงจอดอยู่ที่ท่าเรือก็ไม่มีเงินไปจ่ายภาษีอากรนำเข้ากับกรมศุลากร แถมยังถูกท่าเรือคิดค่าธรรมเนียมระวางสินค้า ซึ่งทราบว่าโดนปรับเป็นรายวันด้วย

 

"ดังนั้นผมอยากถามว่า ประเทศชาติต้องเสียหายถึง 6,000 กว่าล้านบาท ค่าภาษี 1,200 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมระวางสินค้า และที่สุดแล้วหากนำรถออกมาได้ก็ต้องซ่อมแซมอีกมาก รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ผมมองในแง่ของอัยการ เรื่องนี้ผมยอมรับว่าสัญญามีความสมบูรณ์ แต่สัญญาจะเดินได้ก็ ต่อเมื่อมีการเซ็นเปิดแอล/ซี ถ้าไม่เปิดแอล/ซีสัญญานี้ไม่เกิดขึ้นแน่นอน และจะไม่ทำให้เรื่องต้องยืดเยื้อ หรือทำให้ประเทศชาติต้องเสียหายอย่างนี้ เรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ อย่างไรก็ตามก็ตาม ผู้ว่าฯอภิรักษ์ จะมีเจตนาหรือไม่ หรือต่อให้ไม่ใช่ผู้ว่าฯอภิรักษ์ จะเป็นนาย ก. นาย ข. หรือนาย ค. ก็ต้องถูกฟ้องเหมือนกัน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แม้การจะได้มาซึ่งความยุติธรรมจะมีความเจ็บปวดก็ตาม เพราะถ้าไม่ฟ้อง    สมัคร (สุนทรเวช) โภคิน (พลกุล) ประชา (มาลีนนท์) ผู้ถูกฟ้องทั้ง 5 คน พวกนั้นจะต้องยกเรื่องนี้มาเป็นข้อต่อสู้ในศาลว่า เหตุที่ความเสียหายเกิดขึ้น เป็นเพราะผู้ว่าฯ อภิรักษ์ ไปเปิดแอล/ซี ทำให้สัญญาเกิด ตรงนี้อาจเป็นช่องโหว่ได้ ดีไม่ดีอาจทำให้ศาลยกฟ้องพวกนั้นทั้งหมดเลยก็ได้"ร.ต.สิทธิโชคกล่าว

 

ร.ต.สิทธิโชค ยังเผยถึงความไม่ปกติในการพิจารณาและสรุปคดีของคณะอนุกรรมการไต่สวนฯว่า ที่ผ่านมาตนเรียกร้องให้สอบสวนพยานเพิ่มเติม โดยเฉพาะ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะประธานสอบสวนคดีรถดับเพลิง เพราะพ.ต.อ.ทวี ได้เคยเดินทางไปดูสภาพและฐานะของบริษัท สไตเออร์ฯ ถึงประเทศออสเตรีย ปรากฏว่าเป็นเพียงตัวแทน หรือ นายหน้าประสานงานเท่านั้น ไม่ได้ผลิตรถดับเพลิง เคยแต่ผลิตรถถัง แล้วส่งไปประกอบที่บริษัท โซมาติก

 

นอกจากนี้ ระหว่างที่มีการสอบสวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ดร.จิรนิติ หะวานนท์ ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ด้วยนั้น เคยเสนอด้วยวาจาถึง 2 ครั้ง ขอให้เรียกพ.ต.อ.ทวีมาสอบสวนเพิ่มเติม แต่ประธานประเสริฐก็ปฏิเสธ บอกแต่เพียงว่า "รู้จักพ.ต.อ.ทวี ตั้งแต่เป็น “ร.ต.ท.” ผมไม่เอา ผมไม่ชอบ" ซึ่งตนเห็นว่าไม่ว่า พ.ต.อ.ทวีจะดีจะชั่วอย่างไรก็ช่าง แต่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ก็ควรที่จะเรียกมาสอบเพิ่ม รวมถึงนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายยุทธพงศ์ จรัส เสถียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่มีการเรียกมาสอบแต่อย่างใด

 

"สุดท้ายเมื่อคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ สรุปเรื่องแล้วมาขอให้ผมเซ็นผมก็ไม่ยอมรับ เพราะเห็นว่าเป็นการพายเรือพาโจรหนี แล้วยังให้ Certificate ใบรับรองความถูกต้องให้โจรด้วย หลังจากนั้น ผมก็ลุกขึ้นเก็บของแล้วพูดว่า เปรียบเหมือนประเทศไทยเป็นหญิงสาวถูกรุมโทรม ผ่านมาหน้าบ้านผู้ว่าฯ อภิรักษ์ แทนที่จะเยียวยาแต่กลับข่มขืนกระทำชำเราต่อ ผมถามว่าใครเลวที่สุด นอกจากนี้ผมยังพูดกับท่านประเสริฐว่า ท่านถือว่าเป็นบัวพ้นน้ำแล้วต้องได้คิดแล้ว เรื่องนี้ประเทศชาติเสียหาย ซึ่งจุดนี้คงจะทำให้ท่านประเสริฐโกรธและทำให้ผมพ้นจากคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ เพราะคิดว่าผมไปด่าท่าน แต่จริงแล้วไม่ใช่ ผมเพียงแต่เปรียบเทียบให้เห็นเท่านั้น"ร.ต.ประเสริฐกล่าว

 

อดีตอนุกรรมการตรวจสอบคดีนี้ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคณะกรรมการ คตส. ได้มาขอให้ตนเซ็นยินยอมสำนวน โดยระบุว่าให้เซ็นไปก่อนแล้วค่อยไป พูดกันต่อในชั้นไต่สวน แต่สุดท้ายตนก็ถูกตัดชื่อ ทั้งนี้เมื่อนายนาม ให้เจ้าหน้าที่นำสำนวนมาให้ตนเซ็นผลการสอบระบุว่า "ข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏยังไม่พอฟังได้ว่านายอภิรักษ์ กระทำความผิด" ตนจึงยอมเซ็นไป เพราะคิดว่าจะได้กลับมาเป็นอนุกรรมการไต่สวนฯ อีกตามที่นายนามบอก แต่หลังจากนั้น 1 เดือนต่อมา พอตนไปขอผลการสอบสวนกลับพบว่ามีการเปลี่ยนถ้อยคำใหม่เป็น ระบุว่า "นายอภิรักษ์ไม่มีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา" เรื่องนี้จึงทำให้ยอมรับไม่ได้ ถ้าหากนายอภิรักษ์ ทำตามที่ผมว่า ไม่เปิดแอล/ซี แล้วมาตรวจสอบรัฐบาลไทยรักไทยย้อนหลัง จะได้เป็นขวัญใจชาวกทม.ไปเลย แต่สุดท้ายแล้วหากนายอภิรักษ์ถูกฟ้อง ตนเชื่อว่านายประเสริฐ อาจไปเป็นพยานให้จนหลุดจากคดี แล้วกลับมา เป็นใหญ่อีกก็ได้ เพราะนายประเสริฐเคยระบุว่า "ไม่ว่าฟ้าถล่มดินทลาย นายอภิรักษ์ก็ไม่ผิด"

 

ทั้งนี้ สรุปแล้วเรื่องนี้สำคัญที่สุดอยู่ที่ คตส.ชุดใหญ่ ถ้าพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่ตนมี ซึ่งตนเชื่อมั่นใน คตส.หลายคน ทั้งคุญหญิงจารุวรรณ เมณฑกา นายแก้วสรร อติโพธิ นายกล้านรงค์ จันทิก ซึ่งทุกคนล้วนแต่ซื่อตรงในหน้าที่ หากเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับผลการสรุปสำนวนของอนุกรรมการไต่สวนฯ ก็เชื่อว่านายนาม ไม่น่าที่จะคัดค้านได้

นอกจากนี้ อยากฝากไปถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เคยประกาศว่าจะยกเลิกสัญญานี้หากพบไม่ถูกต้อง และในเมื่ออาจจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคต ก็สมควรที่จะเคลียร์เรื่องนี้ให้เกิดความชัดเจนก่อน เพราะได้เคยพูดไว้ที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการ กทม. ว่าจะมาแก้ไขปัญหานี้

 

“ยุทธพงศ์” เซ็งจัด “โง่หรือไม่ ซื้อของ-จ่ายเงินแล้ว” แต่เอาของออกมาใช้ไม่ได้

 

 ด้านนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นผู้ที่เปิดประเด็นเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น กล่าวให้ความเห็นหลังทราบถึงผลการสอบสวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนที่มีนายประเสริฐ บุญศรี เป็นประธานว่า “ผมยืนยันมาตลอดว่า เรื่องนี้มีความผิดชัดเจน และกรรมการคตส.สรุปแล้วว่า ซื้อของแพงเกินจริงไป 1.9 พันล้านบาทเศษ มีการสรุปมาให้คตส.แล้ว 2 ครั้ง และก็ถูกตีกลับไป 2 ครั้ง ผมเคยเรียกร้องให้นายประเสริฐพิจารณาตัวเอง อย่านั่งเป็นประธานสอบอยู่เลย แต่ก็ยังดึงดันอยู่เหมือนเดิม”

 

 

 

นายยุทธพงศ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยนี่เราโง่หรือไม่ ซื้อรถดับเพลิง 7 พันกว่าล้าน จ่ายเงินไป 2 งวด แต่วันนี้ยังเอารถดับเพลิงมาใช้ไม่ได้ อย่างนี้โง่หรือไม่ จ่ายเงินแต่ไม่เอาของออกมาใช้ เงินภาษีประชาชนทั้งนั้น ถามหน่อยว่า 2 ปีที่ผ่านมา ถ้าไม่ซื้อรถดับเพลิงล็อตนี้ กทม.จะไหม้หรือไม่ เพราะทุกวันนี้ก็ยังเกิดเหตุเพลิงไหม้ แต่ก็ยังมีการดับไฟกันได้ แสดงให้เห็นว่า มีความไม่ชอบมาพากลอยู่

 

 

 

“วันนี้คตส.ได้ชี้มูลผู้ต้องหาไปแล้ว 5 คน และบอกว่า 5 คนนี้ทำให้รัฐเสียหายไป 1.9 พันล้านบาทเศษ แต่ลองคิดตามสิว่า ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่แอล/ซี การค้าขายระหว่างประเทศนั้น ต้องมีการเปิดแอล/ซี เป็นหนังสือรับรองจากธนาคาร และกรณีนี้ หากกทม.ไม่เปิดแอล/ซี ทางคู่ขายคือ สไตเออร์ฯเค้าจะส่งรถดับเพลิงมาให้กทม.หรือไม่ เพราะคงไม่กล้าส่งมาแน่นอน นอกจากนี้ผมยังทราบว่า หลังสไตเออร์ได้รับแอล/ซี ก็ได้นำแอล/ซีฉบับนี้ไปจำนำกับธนาคารแห่งหนึ่งที่ออสเตรีย เพื่อนำเงินออกมาก่อน และนำเงินนี้ไปจ้างบริษัทประกอบรถดับเพลิง ไปจ้างบริษัทที่พัทยาต่อเรือ แล้วส่งมาให้กทม. ถ้าสไตเออร์ไม่ได้แอล/ซี แล้วจะเอาอะไรไปจำนำกับธนาคาร”กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ผู้นี้กล่าว

ทหารเร่ขาย "คดีทุจริต" แล้ว

 

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จับตาเครือข่ายประชาธิปไตยสากล ฉบับนี้ประจำวันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน 2550............

 

• ยังไม่ทันไรก็ตีโพยตีพายใหญ่โต หาว่า สหภาพยุโรป หรือ อียู จะเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศด้วยการเข้ามา ควบคุมการเลือกตั้งในไทย โดยเฉพาะ กกต. กับ นายกฯสุรยุทธ์ ข้องใจประเด็นไหน ก็น่าจะให้เจ้าหน้าที่ประสานงานคุยกับเขาให้ชัดเจน ไม่ใช่ออกมาพูดด้วย ข้อมูลที่คลุมเครือ เช่นนั้น!!!............

 

• สุดท้าย พอทาง ประธานสหภาพยุโรปและสำนักงานคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรป ชี้แจงข้อเท็จจริงกลับมา ก็กลายเป็นคนละเรื่องกันเลย เพราะคณะผู้ สังเกตการณ์เลือกตั้งจากสหภาพยุโรป จะไม่ทำการ แทรกแซง กระบวนการเลือกตั้งหรืออำนาจอธิปไตยของประเทศที่เข้าไปปฏิบัติภารกิจโดยเด็ดขาด อีกทั้งไม่มีอำนาจในการ เปลี่ยนแปลงปรับปรุง หรือ แก้ไขสถานการณ์ รวมทั้งการขอให้มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในระหว่างที่กระบว