Thai Journalist Democratic Front

·ÇÕÇØ²Ô ¨ØÅÇѨ¹Ð áÅÐà¾×è͹¹Ñ¡¢èÒÇ à¾×èÍ "¾×é¹°Ò¹" »ÃЪҸԻäµÂ "Íѹá¢ç§á¡Ãè§" ã¹Ê×èÍ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁÃѺ¼Ô´ªÍºÊÙ§


เพลงเพื่อชีวิต วิบัตร

จดหมายถึงศิลปินเพื่อชีวิต: จงหยัดยืนเพื่อเผด็จการ?  พิมพ์บทความนี้

 

สมสุริยะ ทองสุกใส

 

 สวัสดีพี่หงา พี่หว่อง พี่วงซูซู พี่จิระนันท์ พี่เนาวรัตน์ พี่คมทวน พี่วสันต์ ลุงอังคารและพี่ๆ วงดนตรีเพื่อชีวิต

 

 

 

ผม เป็นคนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลจากบทเพลงเพื่อชีวิต กวีเพื่อชีวิตของพวกพี่ๆ ทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไป จากการใช้ชีวิตวัยรุ่น สำมะเลเทเมา ไร้สาระไปวันๆ และผมคิดว่าเพื่อนๆผมหลายคนก็คงไม่ต่างจากผม

 

 

 

บท กวีบทเพลงของพวกพี่ๆ ได้ทำให้ผมเข้าใจปัญหาสังคม รักความยุติธรรมและรักชาติรักประชาธิปไตยนับยีสิบปีได้ที่ผมฟังบทเพลงบทกวี ของพวกพี่ๆด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาในตัวพี่อย่างไม่มีข้อสงสัย

 

 

 

บท เพลงบทกวีของพวกพี่ ทำให้ผมรู้คุณค่าของประชาธิปไตยและจิตใจที่เสียสละแม้กระทั่งชีวิตเพื่อ ประชาธิปไตย รู้จักเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 2475 , 14 ตุลาคม 16 , 6 ตุลา 19 และพฤษภาทมิฬ

 

 

 

บทเพลงบทกวีของพวกพี่ ทำให้ผมรู้จัก จิตร ภูมิศักดิ์ อัศนีย์ พลจันทร์ ปรีดี พนมยงค์ กุหลาย สายประดิษฐ์ เจริญ วัดอักษร และอีกหลายคน

 

 

 

บทเพลงบทกวีของพวกพี่ ทำให้รู้จักชีวิตของผู้ต่ำต้อยด้อยค่าของผู้ใช้แรงงาน แต่เป็นพลังสร้างสรรค์โลกใบนี้

 

 

 

ผมจึงเชื่อมั่นศรัทธาในตัวพี่ๆ

 

 

 

แต่ ณ วินาทีนี้ ผมไม่มั่นใจในสิ่งที่ผมเชื่อเสียแล้วครับ

 

 

 

ถึง ที่สุด ผมเข้าใจแล้วว่า พวกพี่ เป็นเพียงศิลปินที่มีอารมณ์ความรู้สึกเป็นที่ตั้ง เมื่อพบเจอกับความสลับซับซ้อนทางเศรษฐกิจสังคมการเมือง พวกพี่ก็ตกเป็นหมากเบี้ยตัวหนึ่งส่วนหนึ่งเพื่อความชอบธรรมของเกมการเมือง ขณะนี้ โดยเอาพวกพี่ขึ้นเวทีพันธมิตรเพื่อรัฐประหาร แต่พวกพี่อาจคิดว่าตัวเองปรารถนาดี ทำเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง

 

 

 

ผม รู้สึกเศร้าใจ ทุกครั้งเมื่อบทเพลงบทกวีดีๆ ของพวกพี่ ถูกนำขึ้นเวทีที่กำลังฉุดลากสังคมไทยถอยหลัง ถอยหลังจากกงล้อประวัติศาสตร์แทนที่จะช่วยกันผลักดันกงล้อประวัติศาสตร์ไป ข้างหน้า

 

 

 

หรือ ว่า ผมอาจจะต้องเข้าใจใหม่เสียที ว่าพวกพี่ศิลปินทั้งหลาย มักชอบแสดงออก มักชอบความเป็นฮีโร่ ชอบเด่นชอบดัง ชอบเอาหน้า เท่านั้นฤา?

 

 

 

เมื่อ มีพรรคพวกคนรู้จักกัน คนกันเอง เชิญขึ้นเวทีให้แสดงออก พวกพี่ศิลปินก็กระโดดขึ้นทันทีโดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้รอบด้านว่า เวทีนั้นดึงศิลปินเพื่อชีวิตมาสร้างความชอบธรรมให้พวกเขาเท่านั้นเอง เป็นส่วนประกอบของบทเพลงของเพลงหลักบนเวที บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ ปกป้องบ้านเมืองคุ้มบ้าน เสียเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา หน้าที่เรารักษาสืบไป

 

 

 

ซึ่ง ขัดกับบทเพลงบทวีของพวกพี่ ที่เคยสอนเตือนใจให้ ผมมีความรักชาติ มิใช่คลั่งชาติ สอนให้ผมรักประชาชน มิใช่ดูถูกเหยียดหยามเกลียดชังคนคิดต่าง

 

 

 

ผมได้แต่หวังเล็กๆว่า พวกพี่คงไม่แต่งเพลงบทกวีที่ปลุกเร้า เรียกร้องให้ทหารออกมาทำการรัฐประหารในครั้งนี้ด้วย

 

 

 

หรือว่าพวกพี่เป็นเพียงพวกฉวยโอกาสเอาศิลปะมาหากินหาชื่อเสียง (ศิลปิน = ศิลปะ+หากิน+หาชื่อเสียงให้ตน)

 

 

 

เท่านั้นเอง......

 

 

กรณีศึกษา ชาตินิยมและเขาพระวิหาร

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : "ปราสาทเขาพระวิหาร" กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม  พิมพ์บทความนี้

 

มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง

 

ท่าพระจันทร์ จังหวัดพระนคร สยามประเทศ(ไทย)

 

20 มิถุนายน 2551

 

 

 

เรื่อง ปราสาทเขาพระวิหาร-กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม

 

 

 

ถึง นักศึกษาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกัลยาณมิตร

 

จาก ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

 

 

 

 

 

 

 

สืบเนื่องจากการที่ประเด็นเรื่องของ ปราสาทเขาพระวิหารได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองในการโค่นล้มรัฐบาลของ นรม. สมัคร สุนทรเวช และ ระบอบทักษิณเป็นปัญหาของการเมืองภายในของเรา แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ด้วย เรื่องนี้มีความสำคัญและมีความจำเป็นที่เราจะต้องทำความเข้าใจที่มาและที่ไป ของเรื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทางประวัติศาสตร์ และทางรัฐศาสตร์การเมือง ดังนั้น จึงขอบรรยายตามลำดับ ดังต่อไปนี้

 

 

 

(1)

 

 

 

ปราสาท เขาพระวิหารเป็นส่วนหนึ่งของ ประวัติศาสตร์แผลเก่าระหว่าง ชาติไทยกับ ชาติ กัมพูชาระหว่าง ลัทธิชาตินิยมไทยและ ลัทธิชาตินิยมกัมพูชาแม้จะเกิดมานานเกือบ 50 ปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นบาดแผลที่ไม่หายสนิท จะปะทุพุพองขึ้นมาอีก และถูกนำมาใช้ทางการเมื่อไรก็ได้ ในด้านของสยามประเทศ(ไทย) ปราสาท เขาพระวิหารเป็นส่วนหนึ่งของ การเมืองและ ลัทธิชาตินิยมในสกุลของ อำมาตยาเสนาธิปไตยที่ถูกปลุกระดมและเคยเฟื่องฟูในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และถูกตอกย้ำสมัย สงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (และก็ถูกสืบทอดโดยจอมพลถนอม กิตติขจร และบรรดานายพลและอำมาตยาธิปไตยรุ่นต่อๆมา)

 

 

 

(2)

 

 

 

ปราสาทเขาพระวิหารเป็นสถาปัตยกรรมอันน่าทึ่ง เป็นมรดกทางวัฒนธรรม บรรพชนของขะแมร์กัมพูชา (ขอม) แต่ โบราณที่อาศัยอยู่ทั้งในกัมพูชาปัจจุบัน และในภาคอีสานของเรา ขะแมร์กัมพูชา เป็นชนชาติที่มีความสามารถยิ่งในการสร้าง ปราสาทด้วยหินทรายและศิลาแลง ต่างกับชนชาติไทย ลาว มอญ พม่าที่สร้าง ปราสาทด้วยอิฐและไม้ ความสามารถและความยิ่งใหญ่ของขะแมร์กัมพูชา เทียบได้กับชมพูทวีป กรีก และอียิปต์ สุดยอดของขะแมร์กัมพูชา คือ Angkor หรือ ศรียโสธรปุระ-นครวัด-นครธม

 

 

 

ขะแมร์กัมพูชา ก่อสร้างปราสาทบนเขาพระวิหารติดต่อกันมายาวหลายรัชสมัย กว่า 300 ปี ตั้งแต่กษัตริย์ ยโสวรมันที่ 1’ ถึง สุริยวรมันที่ 1’ เรื่อยมาจน ชัยวรมันที่ 5-6’ จนกระทั่งท้ายสุด สุริยวรมันที่ 2’ และ ชัยวรมันที่ 7’ จากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 (หรือจากพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 หรือก่อนสมัยสุโขทัย 300 ปีนั่นเอง)

 

 

 

ปราสาทเขาพระวิหารเป็นเสมือนเทพสถิตย์บนขุนเขาหรือ ศรีศิขเรศรเป็น เพชรยอดมงกุฎขององค์ศิวะเทพ (พระอิศวร) ตั้งโดดเด่นอยู่บนยอดเทือกเขาพนมดงรัก (พนมดงแร็กในภาษาขะแมร์ แปลว่าภูเขาไม้คาน ซึ่งสูงจากพื้นดินกว่า 500 เมตร และเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 600 เมตร ปัจจุบันตั้งอยุ่ใน (เขต) จังหวัด เปรียะวิเฮียร’ (Preah Vihear) ของกัมพูชา

 

 

 

(3)

 

 

 

ปราสาทเขาพระวิหารน่าจะถูกทิ้งปล่อยให้ร้างไปเมื่อหลังปี พ.ศ. 1974 (ค.ศ. 1431) คือภายหลังที่กรุงศรียโสธรปุระ (นครวัดนครธม) ของกัมพูชา เสียกรุงให้แก่กองทัพของกรุงศรีอยุธยา (ในสมัยของพระเจ้าสามพระยา) ขะแมร์ กัมพูชาต้องหนีย้ายเมืองหลวงไปอยู่ละแวก อุดงมีชัย และพนมเปญ ตามลำดับ และ หนีเสือไปปะจระเข้คือเวียดนามที่ขยายรุกเข้ามาทางใต้ปากแม่น้ำโขง

 

 

 

แต่ประวัติศาสตร์โบราณเรื่องนี้ ไม่ปรากฏมีในตำราประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาฯ ของไทย (หรือของเวียดนาม) ดังนั้นคนในสยามประเทศ(ไทย) ส่วนใหญ่จึงรับรู้แต่เพียงเรื่องการ เสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า (พ.ศ. 2112 และ 2310) แต่ไม่รู้เรื่องของ เสียกรุงศรียโสธรปุระ’ (พ.ศ. 1974) ของกัมพูชา

 

 

 

ทั้งกัมพูชาและสยามประเทศ(ไทย) คงลืมและทิ้งร้าง ปราสาทเขาพระวิหารไปประมาณเกือบ 500 ปี จนกระทั่งฝรั่งเศสเข้ามาล่าเมืองขึ้นในอุษาคเนย์ ได้ทั้งเวียดนาม ทั้งลาว และกัมพูชา ไปเป็น อาณานิคมของตน และก็พยามยามเขมือบดินแดนของ สยามสมัย ร.ศ. 112 ถึงขนาดใข้กำลังทหารเข้ายึดเมืองจันทบุรี เมืองตราด และเมืองด่านซ้าย (ในจังหวัดเลย) ไว้เป็นเครื่องต่อรองอยู่ 10 กว่าปี

 

 

 

(4)

 

 

 

จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ที่พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จยุโรปเป็นครั้งที่ 2 (ครั้งที่ทรงแต่งเรื่อง ไกลบ้าน’) จึงได้ทรงลงนามสัตยาบันในสัญญากับประธานาธิบดีฝรั่งเศส แลกเปลี่ยนยกดินแดนเสียมเรียบ (อันเป็นที่ตั้งของนครวัดนครธมหรือกรุงศรียโสธรปุระ) กับพระตะบอง และศรีโสภณให้กับฝรั่งเศส ทั้งนี้โดยการแลก จันทบุรี ตราด และด่านซ้าย (เลย)กลับคืนมา (ครบรอบ 101 ปีในปี 2551 นี้)

 

 

 

เมื่อ ถึงตอนนี้นั่นแหละที่เส้นเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส ทางด้านทิศตะวันออกของประเทศเรา มีพรมแดนและเส้นเขตแดนติดกัมพูชาและลาวอย่างที่เรารับรู้กันในปัจจุบัน และตัวปราสาทเขาพระวิหาร ก็ถูกขีดเส้นแดนให้ตกเป็นของฝรั่งเศส ดังนั้นเมื่อกัมพูชาได้รับเอกราช จึงอ้างสิทธิในการครอบครองปราสาทเขาพระวิหาร

 

 

 

กล่าวโดยย่อในสมัยของรัชกาลที่ 5 ที่ มีสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เป็นเสนาบดีมหาดไทยนั้น ฝ่าย รัฐบาลราชาธิปไตยสยามได้ยอมรับเส้นเขตแดนที่ถือว่าปราสาทเขาพระวิหาร ขึ้นอยู่กับฝรั่งเศสไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อจะได้อยู่ร่วม กันโดยสันติ และที่สำคัญอย่างยิ่งเพื่อเป็นหลักประกันในการรักษา เอกราชและอธิปไตยส่วนใหญ่ของสยามประเทศเอาไว้

 

 

 

และดังนั้น เมื่อสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ในปี พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) เมื่อทรงดำรงตำแหน่ง อภิรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลของรัชกาลที่ 7 เมื่อ ครั้งเสด็จไปทอดพระเนตรทั้งปราสาทเขาพนมรุ้ง และปราสาทเขาพระวิหาร จึงทรงขออนุญาตฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ที่จะขึ้นไปทอดพระเนตร ปราสาทเขาพระวิหารที่อยู่ภายใต้ธงไตรรงค์ของฝรั่งเศส (และนี่ ก็คือหลักฐานอย่างดีที่ทำให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และ ม.จ. วงษ์ มหิป ชยางกูร ทนายและผู้แทนของฝ่ายรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่อ่อนแอข้อมูลและหลักฐานจดหมายเหตุ ต้องแพ้คดีปราสาทเขาพระวิหารเมื่อ 15 มิถุนายน 2505)

 

 

 

(5)

 

 

 

กาลเวลาล่วงไปจนถึงสมัยสิ้นสุดระบอบ ราชาธิปไตยภายหลังการปฏิวัติ 2475 เรื่องของ ปราสาทเขาพระวิหารถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นประเด็นครุกรุ่นทางการเมืองมาแล้ว 2 ครั้ง (ก่อนครั้งที่ 3 ของการ โค่นรัฐบาลสมัครในสมัยนี้) คือครั้งแรก สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ปีกขวาของคณะราษฎร) และครั้งที่สอง สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยุคสงครามเย็น (ต่อต้านคอมมิวนิสต์ และต่อต้านนโยบายเป็นกลางของกัมพูชาสมัยพระเจ้านโรดม สีหนุ)

 

 

 

ในครั้งแรก สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น สืบเนื่องมาจากการปฏิวัติประชาธิปไตย 24 มิถุนายน 2475 ซึ่ง เมื่อ คณะราษฎรยึดอำนาจได้แล้วแม้จะโดยปราศจากความรุนแรงและนองเลือดในปีแรกก็ตาม แต่ก็ประสบปัญหาในการบริหารปกครองประเทศอย่างมาก เพราะเพียง 1 ปีต่อมาก็เกิด กบฏบวรเดชพ.ศ. 2476 (ที่นำด้วยพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกลาโหมของรัชกาลที่ 7 และพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ ผู้เป็นตาของพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์) เกิดการนองเลือดเป็น สงครามกลางเมืองและส่งผลให้รัชกาลที่ 7 ถึงกับสละราชสมบัติในปี พ.ศ. 2477 และประทับอยู่ที่อังกฤษจนสิ้นพระชนม์

 

 

 

ในท่ามกลางความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมืองนั้น รัฐบาลพิบูลสงคราม หันไปพึ่ง อำมาตยาเสนาชาตินิยมปลุกระดมวาทกรรม การเสียดินแดน 13 ครั้งให้เกิดความ รักชาติด้วยมาตรการต่างๆ เช่น

 

 

 

- 24 มิถุนายน 2482 รัฐบาลเปลี่ยนนามประเทศจาก สยามเป็น ไทย

 

- Siam เป็น Thailand

 

- (แล้วเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรให้เป็น ไทยๆซึ่งรวมทั้ง

 

- พระไทยเทวาธิราช -ธนาคารไทยพาณิชย์ -ปูนซิเมนต์ไทย)

 

 

 

รัฐบาลปลุกระดมเรียกร้องดินแดนจากฝรั่งเศส (คือดินแดนที่ได้ตกลงแลกเปลี่ยนกันไปแล้วในสมัยรัชกาลที่ 5) ในเดือนตุลาคม 2483 ผลักดันให้นิสิตนักศึกษาทั้งจุฬาฯ และ มธก. เดินขบวนเรียกร้องดินแดน มณฑลบูรพาและ ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง

 

 

 

จน ในที่สุดก็เกิดสงครามชายแดน รัฐบาลส่ง กองกำลังบูรพาไปรบกับฝรั่งเศส ซึ่งก็เปิดโอกาสให้ญี่ปุ่น มหามิตรใหม่เข้ามาไกล่เกลี่ยบีบให้ฝรั่งเศส (ซึ่งตอนนั้นเมืองแม่หรือปารีสในยุโรปอ่อนเปลี้ยถูกเยอรมนียึดครองไปเรียบร้อยแล้ว) จำต้องยอมยกดินแดนให้ ไทยสมัยพิบูลสงคราม (ทำให้นายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม กระโดดข้ามยศพลโท-พลเอก กลายเป็นจอมพลคนแรกในยุคหลัง 2475)

 

 

 

และนี่ก็เป็นที่มาที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ดินแดนทั้งเสียมเรียบ (ที่ถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า จังหวัดพิบูลสงคราม) พระตะบอง ศรีโสภณ จำปาศักดิ์ (ซึ่งรวมทั้งที่อยู่ในลาว และอยู่ในบริเวณพนมดงรัก เช่น ปราสาทเขาพระวิหาร และเมืองจอมกระสาน) ตลอดจนถึงไซยะบูลี (จังหวัดนี้อยู่ตรงข้ามหลวงพระบาง และถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆ คือ จังหวัดลานช้าง คำว่า ลานในสมัยนั้นยังไม่มีไม้โท)

 

 

 

และ ก็ในตอนนี้นั่นแหละที่ทั้งปราสาทและเขาพระวิหาร กลับมาสู่ความสนใจและความรับรู้ของคนไทย รัฐบาลพิบูลสงคราม ดำเนินการให้กรมศิลปากร (ซึ่งในสมัยหลังการปฏิวัติ 2475 ได้หลวงวิจิตรวาทการ นักอำมาตยาเสนาชาตินิยม มือขวาของจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นอธิบดี หลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา) ทั้งพูด ทั้งเขียน ทั้งแต่งเพลงแต่งละคร ปลุกใจให้รักชาติ) ได้จัดการขึ้นทะเบียนให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นโบราณสถานของไทย โดยประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2483 (เราไม่ทราบได้ว่าในตอนนั้น ฝรั่งเศสในอินโดจีนจะทราบเรื่องนี้ หรือประท้วงเรื่องนี้หรือไม่)

 

 

 

ในสมัยดังกล่าวนี้แหละ ที่รัฐบาลพิบูลสงคราม ชี้แจงต่อประชาชนว่า ได้ปราสาทเขาพระวิหารมา ดังหลักฐานในหนังสือ ประเทศไทยเรื่องการได้ดินแดนคืนของกองโฆษณาการงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2484 สมัยนั้น มีรูปปราสาทเขาพระวิหารพิมพ์อยู่ด้วย พร้อมด้วยคำอธิบายภาพว่า ปราสาท หินเขาพระวิหาร ซึ่งไทยได้คืนมาคราวปรับปรุงเส้นเขตแดนด้านอินโดจีนฝรั่งเศส และทางการกำลังจัดการบูรณะให้สง่างามสมกับที่เป็นโบราณสถานสำคัญ

 

 

 

(6)

 

 

 

สงครามโลกครั้งที่ 2 จบ ลงด้วย มหามิตรญี่ปุ่นปราชัยอย่างย่อยยับ รัฐบาลพิบูลสงครามก็ล้ม ซึ่งก็หมายถึงว่า ไทยจะต้องถูกปรับเป็นประเทศแพ้สงครามด้วย ทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษที่เสียทั้งดินแดนและผลประโยชน์ให้กับไทย ก็ต้องการ ปรับและเอาคืน

 

 

 

โชคดีของสยามประเทศ(ไทย) (ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อในภาษาอังกฤษกลับเป็น Siam ได้ชั่วคราว) ที่ มีทั้งมหาอำนาจใหม่ คือ สหรัฐฯ สนับสนุน และมีทั้ง ขบวนการเสรีไทยภายใต้การนำของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ที่กู้สถานการณ์เจรจาต่อรองกับฝ่ายสัมพันธมิตร ให้การประกาศสงครามของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และการเข้าร่วมกับญี่ปุ่น กลายเป็นโมฆะหรือ เจ๊ากับ เสมอตัวไม่ต้องถูกปรับมากมายหรือถูกยึดเป็นเมืองขึ้นอย่างญี่ปุ่นหรือเยอรมนี

 

 

 

แต่รัฐบาลใหม่ของไทยที่เป็นฝ่ายเสรีประชาธิปไตย (ค่ายปรีดี พนมยงค์) ก็ ต้องคืนดินแดนที่ไปยึดครองมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดินแดนในอินโดจีนของฝรั่งเศสที่กล่าวข้างต้น แต่ยังรวมถึงเมืองขึ้นของอังกฤษที่รัฐบาลพิบูลสงครามยึดครองและรับมอบมา เช่น เมืองเชียงตุง เมืองพานในพม่า หรือ 4 รัฐมลายู (ที่เคยถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆ อย่างสวยหรูชั่วคราวว่า สัฐมาลัยคือ กลันตัน ตรังกานู ปะลิส และเคดะห์)

 

 

 

แต่ ก็ในตอนนี้อีกนั่นแหละที่ระเบิดเวลา ปราสาทเขาพระวิหารถูกวางไว้อย่างเงียบๆ กล่าวคือ ตัวปราสาทหาได้ถูกคืนไปไม่ และต่อมารัฐบาลอำมาตยาเสนาธิปไตยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม (ซึ่งคืนชีพมาด้วยการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 ภายใต้การนำของพลโทผิน ชุณหะวัณ ร่วมด้วยช่วยกันจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือ นายควง อภัยวงศ์) ได้ส่งกองทหารไทยให้กลับขึ้นไปตั้งมั่นและชักธงไตรรงค์อยุ่บนนั้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2497 (1954)

 

 

 

กล่าว ได้ว่า ความห่างไกลและความกันดารของทั้งตัวภูเขาและตัวปราสาทในสมัยนั้น และเพราะการที่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส ต้องพะวงกับสู้รบปราบปรามขบวนการกู้ชาติของเวียดนาม กัมพูชา และลาว ก็ไม่ทำให้เรื่องของปราสาทเขาพระวิหารเป็นข่าว หรืออยู่ในความรับรู้ของผู้คนโดยทั่วๆไป

 

 

 

(7)

 

 

 

ระเบิดเวลาลูกนี้ระเบิดขึ้น เมื่อกัมพูชาได้เอกราชในปี พ.ศ. 2496 (1953) อีก 6 ปี ต่อมา พระเจ้านโรดมสีหนุซึ่งทรงเป็นทั้ง กษัตริย์และพระบิดาแห่งเอกราชและ นักราชาชาตินิยมของกัมพูชา ก็ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลโลก (International Court of Justice) เมื่อ 6 ตุลาคม 2502 (1959)

 

 

 

รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ที่ทำปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม) แต่งตั้ง ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช (อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) เป็นทนายสู้ความ รัฐบาลสฤษดิ์ ปลุกระดมให้ประชาชน รักชาติบริจาคเงินคนละ 1 บาทเพื่อสู้คดี (เข้าใจว่าเมื่อจบคดีอาจจะมีเงินหลงเหลืออยู่ ณ ที่หนึ่งที่ใดประมาณ 3 ล้านบาท ค่าของเงินในสมัยนั้น เทียบได้กับก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่ท่าพระจันทร์ตอนนั้น ชามละ 3 บาท (ตอนนี้ 30 บาท) ตอนนั้นทองคำหนัก 1 บาทราคาเท่ากับ 500 บาท (ตอนนี้ 1.4 หมื่นบาท)

 

 

 

ศาลโลกที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ใช้เวลา 3 ปี และลงมติเมื่อ 15 มิถุนายน 2505 (1962) ตัดสินด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 ให้ ปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา และให้รัฐบาลไทยถอนทหาร ตำรวจ ยามและเจ้าหน้าที่ออกนอกบริเวณ ศาลโลกครั้งนั้นประกอบด้วยผู้พิพากษา 12 นาย จาก 12 ประเทศ 9 ประเทศที่ออกเสียงให้กัมพูชาชนะคดี คือ โปแลนด์ ปานามา ฝรั่งเศส สหสาธารณรัฐอาหรับ อังกฤษ สหภาพโซเวียต ญี่ปุ่น เปรู และอิตาลี

 

 

 

ส่วนอีก 3 ประเทศ ที่ออกเสียงให้ไทย คือ อาร์เจนตินา จีน ออสเตรเลีย น่าสังเกตว่าอาร์เจนตินา คือ ประเทศที่พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกเกมคณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ส่งไปเป็นทูต (ลี้ภัยการเมือง) และ มีส&#