มติสื่อมวลชน ไม่ได้เป็น มติมหาชน อีกแล้ว
โดย คุณ Bugbunny
ที่มา เวบไซต์ thai-grassroots
27 มิถุนายน 2551
สาม ปีที่ผ่านมา สื่อสิ่งพิมพ์หลายฉบับ ประกาศตนต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างหนักหน่วง สื่อเหล่านี้ นำโดยกลุ่มผู้บริหาร และเจ้าของหนังสือพิมพ์อย่าง สนธิ คำนูณ แห่งผู้จัดการ สุทธิชัย เทพชัย แห่งเนชั่น พงษ์ศักดิ์ บุญเลิศ แห่งมติชน ข้อเสนอของพวกเขาเป็นประหนึ่งดังมติสื่อมวลชน เพราะส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มหนังสือพิมพ์ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายชนชั้นกลางในเมือง ข้าราชการ ครูอาจารย์ ปัญญาชน และนักศึกษาที่มีความคิดทางการเมือง
ความ จริงก็คือ บุคคลเหล่านี้ เป็นผลพวงมาจากการต่อสู้เพื่อขับไล่เผด็จการ และความคิดสังคมนิยม ที่เคยแพร่หลายอยู่ในช่วงที่พวกเขาเป็นคนหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัย มาเป็นธงเบื้องต้นทางความคิด สื่อมวลชนกลุ่มนี้ ใช้ความสนิทสนม ความเคารพนับถือในวิชาชีพ ระหว่างผู้ปฏิบัติงานด้านสื่อ ในสื่ออื่น ๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ ฯลฯ มาร่วมกันผลักดัน และก่อกระแสในการต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ที่พวกเขาต่างก็มีความรู้สึกร่วมกันว่า ไม่ให้ความสำคัญกับสื่อมวลชนมากเท่าที่ควร ทำให้อิทธิพลของสื่อมวลชน เริ่มจะลดความสำคัญในสังคมลง
การ ต่อต้านเหล่านี้ สอดประสานกันไปในทุกสื่อทุกสาขา หนังสือพิมพ์เขียนวิจารณ์หรือด่า วิทยุรับมาตอกย้ำ โทรทัศน์เหยียบย่ำอีกรอบ การกระทำเหล่านี้ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน แต่ปัญหาที่พวกเขาประสบก็คือ รัฐบาลทักษิณยังอยู่ได้ และความแข็งแกร่งในเขตชนบทของพรรคไทยรักไทยนั้น นับวันจะยิ่งยืนยงคงทน จนอาจจะกลายเป็นรัฐบาลที่ไม่ต้องแคร์กับสื่อ เพราะประชาชนเป็นรากฐาน ซึ่งหมายความถึงการที่ประเทศนี้ อาจจะกลายเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางการเมืองสูงเสียจนเสียงของพวกเขา ไม่ได้รับการรับฟัง
การ ยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้รับการสนับสนุนจากสื่อเหล่านี้อย่างแข็งขัน บทความต่าง ๆ โหมกระหน่ำการทุจริตคอรัปชั่น การปราศจากธรรมาภิบาล การเป็นเผด็จการทางรัฐสภา ฯลฯ และเชิดชูทหารกบฏ คตส. อำมาตย์ อย่างไม่ลืมหูลืมตา และเพื่อให้ทุกสิ่งมั่นคงยิ่งขึ้น พวกเขาส่งผู้คนในเครือข่าย เข้าไปยึดครองสถานีโทรทัศน์อย่างช่อง 9 อสมท ยึด ITV แล้วเปลี่ยนเป็น TPBS ที่ปัจจุบันคนไทยเรียกว่า TV NGO ทั้งนี้ก็เพื่อกระชับการกรอกหูปั่นหัวให้เห็นว่า กลุ่มสื่ออย่างพวกเขาเป็นฝ่ายที่ถูกต้อง
แต่ สิ่งที่พวกเขาลืมกันไปก็คือ วันนี้ ประชาชนในชนบท ไม่ใช่ประชาชนกลุ่มเดียวกับที่พวกเขาเคยมีประสบการณ์ในยุคหนุ่มสาวอีกแล้ว สภาพหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดินของเกษตรกรหมดไปแล้ว การขาดการศึกษาในชนบทหมดสิ้นไปอย่างสิ้นเชิง ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ผู้นำชุมชนในชนบท วันนี้ ไม่ใช่คนจบปอสี่ อดีตพระครูตามวัด ฯลฯ อีกแล้ว แต่เป็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ที่จบระดับปริญญาตรี บ้านเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว ในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา และผู้คนในชนบทก็มีความคิดเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้หลงตามสิ่งที่สื่อกรอกหูปั่นหัวจนไม่ลืมหูลืมตาอีกแล้ว ในขณะที่พวกสื่อมวลชนระดับแกนนำทั้งหลาย ยังละเมอเพ้อพกอยู่กับภาพที่ว่า ชนบทนั้นแสนจะล้าหลัง อย่างที่พวกเขาเคยพบสมัยออกค่ายอาสาพัฒนา หรือตอนที่พวกเขาบางคนเคยไปสนับสนุน หรือร่วมสู้รบในป่าเขา อย่างเมื่อสามสิบปีก่อน
ความ พ่ายแพ้ที่คาดไม่ถึง มาสู่สื่อมวลชนทุกแห่ง เมื่อพรรคพลังประชาชนที่ประกาศว่า สืบทอดเจตนารมณ์และเชิดชูความคิดและการปฏิบัติของ ทักษิณ ชินวัตร คว้าชัยชนะ เป็นเสียงข้างมาก ท่ามกลางการบีบคั้นทุกรูปแบบจากรัฐเผด็จการ และทหาร รวมทั้งทุกสื่อที่รุมกันโจมตีแบบไม่เลี้ยง
นี่ เป็นการพ่ายแพ้ครั้งที่สอง หลังจากที่สื่อมวลชนเคยพ่ายแพ้ยับเยินมาแล้ว เมื่อครั้งสมัคร สุนทรเวช กำชัยในการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. เมื่อหลายปีก่อน ด้วยคะแนนเสียงเกินล้านเป็นครั้งแรก ความพ่ายแพ้อย่างยับเยินทั้งสองครั้งนี้ยืนยันได้ชัดเจนว่า ประชาชนไม่ได้ถือว่า สื่อมวลชนคือผู้นำทางความคิดอีกต่อไปแล้ว และมติสื่อมวลชน ไม่ได้เป็นมติมหาชนอีกในประเทศไทย
สิ่ง ที่สื่อมวลชนไทย จะต้องสำเหนียกก็คือ คุณปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วหรือไม่ ยังหน้ามืดตามัวจนลืมไปว่า มหาชนต้องการอะไรอย่างแท้จริงหรือเปล่า ขอฝากคำถามไปถึงผู้บริหารที่ยังพอมีสติบ้างของสื่อต่าง ๆ ด้วย

˹ѧÊ×;ÔÁ¾ìÇͪԧµÑ¹ â¾Êµì Ê×èÍ·Õèà»ç¹ÃÙé¨Ñ¡ã¹ÃдѺâÅ¡¢Í§ÊËÃѰÍàÁÃÔ¡Ò µÕ¾ÔÁ¾ìº·ºÃóҸԡÒà ª×èÍ "¤ÇÒÁ¼Ô´¾ÅÒ´¢Í§¹Ò¾Å" â¨ÁµÕ¤³Ð¹Ò·ËÒ÷ÕèÃÇÁµÑǡѹà»ç¹ ¤Áª.ã¹àÇÅÒ¹ÕéÇèÒ ·Ó¤ÇÒÁ¼Ô´¾ÅÒ´«éÓáÅéÇ«éÓÍÕ¡µÅÍ´àÇÅÒ ¹ÑºµÑé§áµèàÃÔèÁ¤ÇÒÁ¼Ô´¾ÅÒ´¤ÃÑé§áá´éÇ¡ÒÃÂÖ´ÍÓ¹Ò¨ ¢ÑºÃѰºÒÅ·ÕèÁÒ¨Ò¡¡Ãкǹ¡ÒûÃЪҸԻäµÂ¢Í§ ¾.µ.·.·Ñ¡ÉÔ³¾é¹¨Ò¡µÓáË¹è§ â´ÂªÕéÇèÒ㹪èǧ 9 à´×͹·Õè¼èÒ¹ÁÒ ¤Áª.ä´éáÊ´§ãËéàËç¹áÅéÇÇèÒ·ÓäÁ¡ÒÃÃѰ»ÃÐËÒè֧äÁèä´é¼Å áÅÐä´é·Ó¤ÇÒÁ¼Ô´«éÓ«é͹ÁÒ¡¢Öé¹àÃ×èÍÂæ
ÇͪԧµÑ¹ â¾ÊµìàËç¹ÇèÒ ¤Áª.¤Ô´¼Ô´·Õèàª×èÍÇèÒÀÒÇлÑè¹»èǹ·Ò§¡ÒÃàÁ×ͧ·Õèà¡Ô´¢Ö鹨ҡ ¾.µ.·.·Ñ¡ÉÔ³¹Ñ鹨ÐËÁ´ä»´éÇ¡ÒÃà¹Ãà·ÈãËéÍ´Õµ¹Ò¡ÃѰÁ¹µÃÕä»ÍÂÙèáµèã¹µèÒ§á´¹ ã¹¢³Ð·ÕèÂѧÁÕ¼ÙéʹѺʹع ¾.µ.·.·Ñ¡ÉÔ³ÍÂÙèã¹»ÃÐà·ÈÍÕ¡ËÅÒÂÅéÒ¹¤¹ ¤ÇÒÁäÁèá¹è¹Í¹·Ò§¡ÒÃàÁ×ͧáÅСÒúÃÔËÒçҹẺµÐ¡Ø¡µÐ¡Ñ¡¢Í§ÃѰºÒÅ·Õèáµè§µÑé§â´Â¤³Ð·ËÒÃä´éÃѺ¡ÒþÔÊÙ¨¹ìáÅéÇÇèÒÃÒ¤Òá¾§ÁËÒÈÒÅ à¾ÃÒСÒÃŧ·Ø¹ã¹»ÃÐà·È·ÃØ´ÎǺáÅСÒáèͤÇÒÁäÁèʧº¢Í§ÁØÊÅÔÁ·Ò§ÀÒ¤ãµéÂÔè§àÅÇÃéÒÂÁÒ¡ÂÔè§¢Öé¹
º·ºÃóҸԡÒôѧ¡ÅèÒǪÕéÇèÒ ¤Áª.Âѧ¤Ó¹Ç³¼Ô´¾ÅÒ´ÍÕ¡´éÇ¡Ò÷Õè ¤³ÐµØÅÒ¡ÒÃÃѰ¸ÃÃÁ¹Ù»ÃСÒÈÂØº¾Ãää·ÂÃÑ¡ä·ÂáÅÐËéÒÁäÁèãËé᡹¹Ó¡ÇèÒ 100 ¤¹ ·Ó¡Ô¨¡ÃÃÁ·Ò§¡ÒÃàÁ×ͧ¹Ò¹ 5 »Õ ã¹¢³Ð·Õè¾Ãä¤Ùèá¢è§ÍÂèÒ§»ÃЪҸԻѵÂì¼Ù鍨´ª¹Ç¹ãËéà¡Ô´¡ÒÃÃѰ»ÃÐËÒôéÇ¡ÒûÃзéǧµÒÁ·éͧ¶¹¹ËÅØ´¾é¹¨Ò¡¢éÍ¡ÅèÒÇËÒ
"⪤´ÕÊÓËÃѺ¤³Ð¹Ò¾Š·Õè¡ÒõѴÊÔ¹¢Í§¤³ÐµØÅÒ¡ÒÃÃѰ¸ÃÃÁ¹ÙäÁè¡èÍãËéà¡Ô´¤ÇÒÁäÁèʧº¢Öé¹ã¹·Ñ¹·Õ·Ñ¹ã´ áµè¼ÙéʹѺʹع ¾.µ.·.·Ñ¡ÉÔ³Âѧ¤§äÁèËÒÂä»ä˹ ºÒ§Êèǹä´é»ÃСÒÈ·Õè¨Ð¡è͵Ñé§¾ÃäãËÁèÀÒÂãµéª×èÍãËÁèà¾×èÍ´Óà¹Ô¹Ã͵ÒÁ ÍÕ¡ºÒ§ÊèǹáÊ´§¤ÇÒÁäÁèàËç¹´éÇ¡Ѻ·ËÒÃÍÍ¡ÁÒ´éÇ¡ÒÃŧÁµÔµè͵éÒ¹ÃѰ¸ÃÃÁ¹Ù «Öè§¡ÓÅѧÍÂÙèÃÐËÇèÒ§¡Ãкǹ¡ÒÃÃèÒ§â´Â¤³Ð·Ó§Ò¹·ÕèäÁè¼èÒ¹¡ÒÃàÅ×Í¡µÑé§ÍÕ¡¤³Ð ÁÕà˵ؼÅʹѺʹعÁÒ¡ÁÒ·Õè¨Ð´Óà¹Ô¹¡Òõè͵éÒ¹´Ñ§¡ÅèÒÇ ÍÒ·Ô ÃèÒ§ÃѰ¸ÃÃÁ¹ÙÃÇÁàÍÒÅѡɳзÕèäÁèà»ç¹»ÃЪҸԻäµÂäÇé´éÇ ÃÇÁ·Ñé§¡Ò÷Õè¡Ó˹´ãËéÇØ²ÔÊÁÒªÔ¡äÁè¨Óà»ç¹µéͧ¼èÒ¹¡Ãкǹ¡ÒÃàÅ×Í¡µÑé§·ÑèÇä»" º·ºÃóҸԡÒÃÃкØ
ÇͪԧµÑ¹ â¾ÊµìÃкشéÇÂÇèÒ ¶éÒËÒ¡ÇèÒã¹·ÕèÊØ´áÅéÇÁÕ¡ÒÃàÅ×Í¡µÑé§¢Öé¹ÁÒä´é ¡çäÁèÁÕ·Ò§·Õ褳зËÒèÐÃѺ»ÃСѹä´éÇèÒµÑÇá·¹¢Í§ ¾.µ.·.·Ñ¡ÉÔ³¨ÐäÁèä´éÃѺªÑª¹ÐÍÕ¡¤ÃÑé§ ¶éÒËÒ¡¡ÒÃàÅ×Í¡µÑé§´Óà¹Ô¹ä»ÍÂèÒ§àÊÃÕáÅÐà»ç¹¸ÃÃÁ ¶éÒËÒ¡¾Ãä¡ÒÃàÁ×ͧÍ×è¹ÊÒÁÒöà¢éÒÊÙèÍÓ¹Ò¨ä´é´éÇ¡ÒúԴàº×͹¡çÍÒ¨¨Ð·ÓãËé¢Ò´¤ÇÒÁªÍº¸ÃÃÁ㹡Òÿ×鹿٤ÇÒÁàª×èÍÁÑè¹ã¹ÃкºàÈÃɰ¡Ô¨ËÃ×͵èÍÊÙé¡Ñº¡ÒáèͤÇÒÁäÁèʧº
º·ºÃóҸԡÒôѧ¡ÅèÒÇÊÃØ»ÇèÒ ÁÕ·Ò§à´ÕÂÇ·Õèä·Â¨ÐÊÒÁÒö¢¨Ñ´ÍÔ·¸Ô¾Å¢Í§ ¾.µ.·.·Ñ¡ÉÔ³ÍÍ¡ä»ä´é¡ç¤×Í ¡ÒÃáÊ´§ãËéàËç¹ÇèÒ¹âºÒ¢ͧ ¾.µ.·.·Ñ¡ÉÔ³ÅéÁàËÅÇ áÅÐãËé¼ÙéÁÕÊÔ·¸ÔÍÍ¡àÊÕ§»¯Ôàʸ ¾.µ.·.·Ñ¡ÉԳ㹡Ãкǹ¡ÒÃàÅ×Í¡µÑé§ ¹Õèàͧ·ÕèáÊ´§ãËéàËç¹ÇèÒ¡ÒÃà¢éÒá·Ã¡á«§¢Í§·ËÒùӻÃÐà·Èä»ÊÙè¤ÇÒÁÁ×´Á¹ áÅзҧÍÍ¡¡çäÁèãªèÇèÒ¨ÐËÒ¾ºä´é§èÒÂæ ã¹·ÕèÊØ´
·ÕèÁÒ ÁµÔª¹ Çѹ·Õè 11 ÁԶعÒ¹ ¾.È. 2550 »Õ·Õè 30 ©ºÑº·Õè 10684
| Thailands military government censors satellite TV station |
New York, March 20, 2007The Committee to Protect Journalists condemns the censorship of a new satellite television station by Thai authorities, part of an ongoing ban against the broadcaster since the military seized power in a coup last September. |
ถ้าอยากจะรู้ว่าคนไทย กลุ่มหนึ่ง เวลามีอิสระภาพ เสรีภาพ เกินร้อย เป็นอย่างไร มีจิตสำนึก มีความรับผิดชอบ มีความเป็นประชาธิปไตย และมีจริยธรรม จรรยาบรรณ ระดับไหน ไม่ต้องบอกว่า ไม่มีใครมีอิสระภาพแบบนั้นในไทย คือไม่ต้องมองไกล ก็ นักข่าวไทย นี่เองที่ มี อิสระภาพ เสรีภาพ ที่สูงส่ง ถึงขนาดด่าได้ว่าทักษิณเป็น ฮิตเล่อร์ ได้ โดยไม่ถูกฟ้องร้อง และอีกร้อยแปด่า ไปจนถึงทักษิณเข้าคุกคามสื่ออย่างสุดๆ โดยกล้าพูดอย่าง หน้าตาเฉยที่สุดและเชื่อตัวเองสนิท ว่าทักษิณ ยึดสื่อ ไปหมดแล้ว ในขณะที่ ด่าทักษิณแหลก ทุกวันทุกเวลา ทุกเรื่องทุกกระเบียดนิ้ว ของกระบอกเสียงที่ตัวเองมี
ทักษิณคงนั่งมองตาปริบๆ ถามตัวเองว่า มันด่าเราได้ตลอดเวลาอย่างนี้ แล้วมันมาหาว่าเราปิดกั้นสื่อ ได้ยังไงหว่า ถ้าเรา ฮิตเลอร์ จริงๆ นักข่าวเป็นสิบ คงถูกยิงทิ้ง ไม่ก็สำนักพิมพ์ถูกเผา ไปแล้ว
เกลียดทักษิณเข้าไส้
และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของบทความนี้ ใครก็ตามที่ตามข่าวมานาน ก็สรุปกันมาสักพักแล้วว่าสื่อทุกสำนัก เกลียด ทักษิณเข้าไส้ ผมจะไม่พูดมากนักเรื่องสาเหตุนะครับ เอาเป็นว่ามีทั้งเรื่องผลประโยชน์ มีทั้งเรื่องส่วนตัว มีทั้งเรื่องทักษิณเรียกร้องตลอดเวลาจริงๆขอให้สื่อ มีคุณภาพ หรือตบหน้าสื่อนั่นเองตลอดเวลา และทักษิณเองทำตัวเป็นศัตรูกับสื่อตรงๆไปด้วย ไปจนถึงเรื่องการมีปรัชญาต่างๆ ที่ไม่ตรงกับความพอใจของสื่อ และก็เรื่องสันดานสื่อที่จะ ด่าแหลก ติเตียน เสนอข่าวร้าย ปลุกกระแส สร้างประเด็น จับแพะชนแกะ ขยายความให้ใหญ่ คือของพวกนี้ก็เพื่อเพิ่มยอดขายนะครับ ตรงนี้ก็รับได้นะครับ เพราะต้องหากินกันทุกคน และผมจะไม่พูดมากนะครับเรื่องการซื้อสื่อไทย แบบที่องค์กรระหว่างประเทศเขาออกมาบอกเมื่อสองสามปีที่แล้ว ว่า สื่อไทยขายตัวกันมากเป็นอันดับสูงๆสุดๆ บนโลก
จากขายข่าวการเมือง มาเล่นการเมือง
ผมขอวกไปพูดเรื่องใหญ่แทนก็แล้วกัน คือเรื่องของ อำนาจและอิธิพลของสื่อ คือมันมีปัญหาใหญ่นะครับ เพราะนี่คือการพัฒนาการของสื่อไทย จาก แค่กระตุ้นยอดขาย มาเป็นมีจุดยืนตัวเองว่าอะไรดีและไม่ดี มาถึงเสนอข่าวตามจุดยืนและเพื่อจุดยืนนั้น และสุดท้ายก็คือเคลื่อนไหวทางการเมือง อย่างออกหน้า โดยใช้สื่อที่มีในมือ และท้ายที่สุดก็กลายมาเป็น สื่ออันทรงอำนาจและอิธิพล เหนือการเมือง สามารถสั่งการ และเอาสิ่งที่ต้องการ จากสังคมไทยได้ เหมือนอุ๋ยพูดนะครับ แบบคณะปฏิวัติ ตกอยู่ในอำนาจของสื่ออันหนึ่ง ผมเขียนมาแค่นี้ บางท่านอาจจะ ขนลุกแล้วก็ได้นะครับ แต่จริงๆแล้วมัน น่ากลัวกว่านั้นมากครับ
เล่นเพื่อคนรวยคนกรุงเทพ
ในประเทศแบบสหรัฐ มหาวิทยาลัยดังๆแบบ เบอก์ลี่ และ ฮาวารด์ เขาออกโปรแกรมกันเลยครับ ที่จะสร้างนักข่าวให้ระดับชุมชนต่างๆ เล็กและกลาง เพราะและเพื่อให้คนตามชุมชนเล็กๆหรือขนาดกลางๆ มีเสียงของตัวเอง และให้ข่าวนั้นมีคุณภาพ ในสหรัฐนั้นไปกันไกลมาก ในการพัฒนาสื่อสารมวลชน ขนาดอาจารย์ตามมหาวิทยาลัย ออกมา ต่อต้านสื่อใหญ่ๆเลยครับ หรือที่เรียกว่า Corporate News เพราะสื่อใหญ่ๆ ทำลาย ประชาธิปไตยและมีวาระแอบแฝง คือเสนอแต่เรื่องและปัญหาใหญ่ๆ ไม่ให้ความสำคัญต่อชุมชนหรือคนกลุ่มเล็กๆ คือเมื่อเสียงของคนพวกนี้ไม่มี ปัญหาของชุมชน ปัญหาของคนด้อยโอกาส ปัญหาของคนจน ก็ไม่มีใครมอง กลายเป็น สื่อของคนรวย ที่น่ากลัวสำหรับไทย คือเกือบร้อยทั้งร้อย สำนักข่าวไทย สื่อไทย ก็เป็นของ กรุงเทพนี่เอง นี่ไงระดับความมีน้ำใจสื่อ
เพื่อตัวเอง จนลืมจริยธรรม
กลับมาที่ทักษิณ แล้วทักษิณและทรทจะเหลืออะไร ขนาดคณะปฏิวัติยังกลัว แล้วทักษิณก็เพื่อ คนจนคนด้อยโอกาสเหลือเกิน แล้วทักษิณจะมากินเส้นของ สื่อคนรวย ในกรุงเทพได้อย่างไรกัน แล้วห้าหกปีของทักษิณนะ เส้นสายและการกระทำมันกระทบไปหมดและกระจายไปหมด เพราะอยู่นาน มันก็ไปกระทบเอา ผลประโยชน์ของสื่อเอาจนได้ ที่มันมากกว่าธรรมดา สุดท้ายแล้วเกิดอะไรกับทักษิณ สื่อสนับสนุนการปฏิวัติ สื่อสนับสนุนการเลือกตั้งเป็นโมฆะ สื่อสนับสนุนการเอาทักษิณมาฆ่าทิ้ง สื่อสนับสนุนการจองล้างจองเวรพลพรรคทรท สื่อสนับสนุน ม. เจ็ด นี่ไงระดับความเข้าใจและรักประชาธิปไตยสื่อ
แล้วก็เพื่อตัวเอง อำนาจตัวเอง การเล่นการเมืองของตัวเอง ก็ทิ้งจรรยาบรรณหมด แบบข่าวทักษิณจ้างลอบบี้ยิส ปชปออกมาบอกทักษิณยังเชื่อว่าตัวเองเป็นนายก ก็ลงเสียใหญ่โตเลย ว่าทักษิณมองตัวเองเป็นนายก นพดล ทนายทักษิณ คงงงเป็นไก่ตาแตกเพราะ ก็เอาเอกสารมาให้ดูแล้วว่าปชป ใช้เอกสารปลอม เขียนชัดๆแล้ว ในเอกสารจริง ว่า อดีตนายก แต่ไม่มีใครฟัง ความจริงและข้อมูล ถูกกลบสิ้น แบบสื่อที่เรียกตัวเองว่า คุณภาพ ทำ แต่มันก็ทำแบบนั้นทุกสื่อ วันต่อมาไม่มีใครขอโทษทักษิณ วิ่งไปหาเรื่องจากคณะปฏิวัติ มาด่าทักษิณต่อ ต่อยอดคำสั่งคณะปฏิวัติ ที่ห้ามออกข่าว ที่ไม่ดีต่อคณะปฏิวัติ ที่มาจากทักษิณและพลพรรค ได้อย่างยอดเยี่ยม
อณาคตไทยภายใต้อิธิพลสื่อ
ก็แน่นอนแล้วว่าสามสี่ปีต่อจากนี้ไป อำนาจบริหารประเทศที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ในมือปชชอย่างแท้จริง ภายใต้รัชธรรมนูน แต่ผู้มีบารมีผ่านทหาร องค์กรอิสระและอรหันต์อีกเป็นร้อย ขบวนการตุลาการและยุติธรรม และพรรคการเมืองนักการเมือง และสุดท้าย อำนาจก็กระจายไปที่สื่อ
มองดูแล้วการเมืองภาคปชช ท่าจะสะดุด และประชาธิปไตยกระจุยไปอีกนาน ก็ยินดีด้วยกับสื่อ จากหมาฝ้าบ้าน เข้าไปนั่งกินข้าวบนโต๋ะ เจ้าของบ้านเรียบร้อยแล้ว ส่วนคนจนคนด้อยโอกาส แบบคนใช้ ก็ต้องมานั่งรอให้ เจ้านายรวมถึงหมา กินกันก่อน ที่เหลือค่อยเอามาแบ่งกันกิน นี่หละประชาธิปไตยแบบไทยๆ และสื่อของคนไทย
แล้วก็มาถึงเวลา นักข่าว อยู่กันอย่างพอเพียง
ในฐานะที่เป็นนักข่าวคนหนึ่งที่ตกงานไป เมื่อราวเจ็ดแปดปี ที่แล้ว ตอนเศรษฐกิจล่มสลาย แล้วมาได้งานนักข่าวอีกครั้ง ก็ตอนทักษิณทำให้มันฟื้น ผมนี่คงจะเป็นนักข่าว ไม่กี่คน ที่บอกตัวเองว่า เป็นหนี้บุญคุณทักษิณ จริงๆ แล้วในขณะที่นักข่าวทั่วประเทศ ตกงานกันเป็นพันๆคน และสำนักข่าว และ หัวหนังสือ และรายการข่าวและสาระ ทางทีวี หายไปเป็นร้อย แต่นักข่าวที่เหลือยังเสนอกันแต่ว่า มันฟื้นไม่จริง มันจะวูบไปอีก และอื่นๆที่ตอกย้ำ ความไม่ชอบทักษิณ ผมก็เป็นนักข่าวไม่กี่คน ที่ออกมาบอกว่า มันฟื้นแล้วจริงๆ แล้วก็เพราะมาตรการต่างๆของทักษิณจริงๆ ที่นำเอาทักษิโนมิกส์ และ ประชานิยม มา กระตุ้นจากรากหญ้าขึ้นบน และออก ดึงดูดการลงทุนใหม่ แบบกระตุ้นจากบนลงล่าง
หลังจากผมต้องอยู่อย่าง พอเพียง จริงๆมาสองสามปีเพราะตกงาน จนต้องระวังตัวแจเรื่องค่าใช้จ่าย ก็ตอนทักษิณฟื้นเศรษฐกิจ ขึ้นมาอีกครั้งนี่หละ ถึงมีเงินเอาลูกเข้าวัฒนา มีเงินซื้อบ้านและรถ หลังพอเพียงแบบสุดๆ ด้วยการนั่งรถเมย์มาเป็นปี และแล้ว ผมก็เป็นนักข่าว แทบจะคนเดียวในไทย ที่ยืนหยัดชื่นชมทักษิณมาตลอด ในขณะที่ นักข่าวอื่นแทบทุกคน ออก โจมตีทักษิณ ตลอดเวลา ในทุกมิติ ในทุกกระเบียดนิ้วของกระบอกเสียงที่ตัวเองมี ไปจนถึงว่าทักษิณไม่ได้ฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมา มันจะฟื้นอยู่แล้ว ทั้งที่ทักษิณ เลิกเอาวินัยทางการเงิน และอุดรูรั่วในระบบธนาคาร นโยบายของปชป แบบข้ามคืน มาเอาการอัดเงินเข้าระบบแทน
ประเด็นคือ จะเถียงอะไรก็เชิญไปเถอะ แต่ที่สื่อเกลียดทักษิณกันไปหมดนะ มันเกาะกระแสจริยธรรม และจรรยาบรรณ ของนักการเมือง มาก่อนและสำคัญกว่า ความสามารถ ในการบริหารเศรษฐกิจ ง่ายๆแบบที่ชาวบ้านเขาว่ากันนะ มันก็โกงกันมาทุกสมัย แต่อย่างน้อยทักษิณก็พัฒนาชาติขึ้นมาก ไม่ต้องมองไกล คนตกงานสูงสุดประมาณห้าล้านคน ตอนไทยจมไป มาวันนี้ ตามภาษาเศรษฐกิจแล้ว ถือว่าไม่มีคนตกงาน
เป็นเวลากว่า 3 เดือนมาแล้วที่บรรดาสื่อประเภทต่างๆโดยเฉพาะสถานีวิทยุในคลื่นต่างๆต้องประสบกับปัญหาการขาดสภาพคล่องจากเม็ดเงินรายได้ค่าโฆษณาที่หดหายไปเฉลี่ยเกือบ 50% แล้ว เพราะพิษการเมือง และนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทหาร ไทยรัฐรายงานสรุปไว้
นายจักรพงษ์ อุดมคชา ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้า ส่วน นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช เปิดเผยว่า จากการสำรวจการใช้เงินโฆษณาในสื่อวิทยุเอฟเอ็ม 36 คลื่นใน กทม.พบว่าเดือน ม.ค. 50 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน มีเม็ดเงินโฆษณาหายไป 11.6% แต่หากเทียบระหว่างเดือน ม.ค.ปีนี้ กับเดือน ธ.ค.ปีก่อน จะมีเม็ดเงินโฆษณาหายไปกว่า 32.9% โดยที่ผ่านมา รายได้จากการโฆษณาราวเดือนละ 400-500 ล้านบาท ตกลงเหลือเดือนละราว 300 ล้านบาท ทั้งนี้ นอกเหนือจาก ประเด็นการเมือง และเศรษฐกิจแล้ว ยังมีความสับสนเรื่องการต่อสัมปทานของสถานีวิทยุต่างๆที่ยังไม่ลงตัวด้วย เพราะวิทยุจะมีการเปลี่ยนสัมปทานคลื่นทุกปี ขณะที่มาตรการรัฐที่ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ส่งผลกระทบต่อสื่อต่างๆเช่นกัน
ทุกวันนี้อุตสาหกรรมที่ใช้เม็ดเงินโฆษณามีประมาณ 53 กลุ่ม ในจำนวนนี้มีถึง 42 กลุ่มที่ลดการใช้เงินโฆษณาลง และมีเพียง 11 กลุ่มเท่านั้น อาทิ ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว เครื่องใช้ไฟฟ้า ขนมขบเคี้ยว และเครื่องใช้สำนักงาน เป็นต้น ที่เพิ่มการใช้เม็ดเงินโฆษณา ซึ่งปีนี้ วิทยุจัดว่าสาหัสเกือบทุกคลื่น ตั้งแต่ 103, 99, 102.5, 107 และ 105.5 เมกะเฮิรตซ์ เพราะการใช้เงินหายไปเกินกว่า 60% มีเพียง 3 คลื่น อาทิ 101.5, 94.5 และ 105 เท่านั้นที่มีการใช้เงินโฆษณาเพิ่มขึ้น
นักข่าว ได้อยู่กันแบบ พอเพียง แน่ แต่จะ พอเพียง การเกลียดทักษิณหรือไม่
โพลว่าปชชต้องการอะไรนะออกมาแล้ว คือสมคิดนั่งคลัง แล้วสมคิดคือใครนอกจากขุนพลของทักษิณด้านเศรษฐกิจ สมคิดจะมาเอาพอเพียงตอนนี้หรืออะไร คนเขาก็เชื่อมือว่าจะทำให้เศรษฐกิจมันดีขึ้น แล้วทายสิว่าต่อต้านเขากันมาจากไหน ถ้าไม่ใช่คนปลุกกระแส ไม่เอาระบอบทักษิณ ขึ้นมา ให้สื่ออื่นตามก้นเขา แบบสุดๆ วันฉลองพบเข้ามากินตำแหน่งขุนคลังนะ หุ้นขึ้นไป สองจุด เท่านั้น นับว่าคณะปฏิวัติ เลือกมาให้ดีที่สุดแล้วหรือ คือคนไทยนะ รีลริส หรือ อยู่บนโลกแห่งความจริง กันทั้งนั้น ส่วนคุณนักข่าวทั้งหลายขายอะไรกัน จริยธรรม จรรยาบรรณ ที่นักการเมืองต้องมีอย่างสูงส่ง แล้วก็พอเพียง ของ กินกันได้ แต่ท้องแห้ง ทั้งนั้น ลองไปอดอาหารดูสักมื้อสองมื้อสิ วิ่งหาตู้เย็นชนิด มือไม้สั่น ชนิด ลืมหมด จริยธรรม และ จรรยาบรรณ กันเลยหละ
และแล้วก็เอาทุนธนาคารผ่าน โฆสิต และ นักวิชาการ ผ่าน ฉลองภพ มาให้นำทีมเศรษฐกิจ ก็ฉลองพบนี่เอง ที่ออกบทวิจัยมา ว่าคนเอาเงินประชานิยมไปซื้อมือถือกัน ซึ่งมันสุดจะไม่จริงจากการทำวิจัยของคนอื่น แล้วก็ฉลองพบนี่เอง ที่บอกว่า คนจนไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรเลยจากการมีมือถือ แล้วพูดง่ายๆ ทีดีอาร์ไอ รับเงินวิจัยจากแทบทุกคน ที่จ้างเขาทำวิจัย ในทุกๆเรื่อง โดยที่ภาพพจน์คือ กลางๆและไม่อิงการเมือง แต่โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ชอบทักษิณเอามากๆ เพราะทักษิณด่าเอาไว้เจ็บ ว่าขนาดมือโปรแบบนี้ ยังไม่เห็นเลยว่าไทยจะย่อยยับไป และในบทวิจัย ไม่เคยด่าปชปเลยเรื่องเงินทุนระยะสั้นล้นระบบ สาเหตุที่ไทยพังไป คือทักษิณไม่เชื่อมือ ฉลองพบ และไม่เคยจ้างฉลองพบ และสิ่งที่ได้มาหรือคืออะไร ก็คือการด่าทักษิณแหลกในแทบทุกมิติเหมือนสื่อไทย ก็ย้อนยุคกันสุดๆ กลับไปที่ทุนธนาคารและนักวิชาการ มากำเศรษฐกิจไทย เหมือนแบบตอนล้มไปคราวที่แล้วไม่มีผิด
เศรษฐกิจทรุดทุบธุรกิจสื่อตายหยังเขียดงบ โฆษณาโดนตัดเกลี้ยง 9 มี.ค. 50
ตอนพวกคุณ (สื่อ) ไล่ถล่มท่านทักษิณสนุกสนานกันเหลือเกิน พอมาตอนนี้อะร้อง "เอ๋งๆ" ทักษิณเขาก็เตือนแล้ว เขามือหนึ่งเศรษฐกิจ ระวังเอามือสมัครเล่นมา เศรษฐกิจมันจะพัง แล้วสื่อจะต้องเจ็บตัว แต่ฟังทักษิณหรือเปล่า มาตอนนี้ ก็อยู่แบบ "พอเพียง" ไปก็แล้วกันนะ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นับเป็นเวลากว่า 3 เดือนมาแล้วที่บรรดาสื่อประเภทต่างๆโดยเฉพาะสถานีวิทยุในคลื่นต่างๆต้องประสบกับปัญหาการขาดสภาพคล่องจากเม็ดเงินรายได้ค่าโฆษณาที่หดหายไปเฉลี่ยเกือบ 50% แล้ว เพราะพิษการเมือง และนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
คลื่น 90.5 ที่ดำเนินการโดยบริษัทสมาร์ท-บอม จำกัด แทบไม่มีลูกค้าย่างกรายเข้าไป ในขณะที่ยอดขายโฆษณาของคลื่น 101, 102.5, 103.5 และ 104.5 ของสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น และร่วมด้วยช่วยกัน หดหายไปกว่า 20% ไม่แพ้สถานีเครือข่ายวิทยุของ อสมท วิทยุทหาร หรือแม้แต่ วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเม็ดเงินหายไปเกือบ 50% สภาพการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง นับตั้งแต่ต้องเจอกับความไม่สงบทางการเมืองในปี 2549 ยาวจนถึงการปฏิวัติ และส่งท้ายปีด้วยเหตุก่อการร้ายทั่วกรุง กระทั่งหนักหน่วงถึงขั้นที่ขาดเม็ดเงินรายได้เมื่อบริษัทต่างๆชะลอการใช้จ่ายและการลงทุน ขณะที่ยอดขายรถยนต์ทุกประเภทในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ใส่เกียร์ถอยหลังหรือลดลงไปถึง 23.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
คลื่นวิทยุเดี้ยงหนัก
นายจักรพงษ์ อุดมคชา ผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้า ส่วน นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช เปิดเผยว่า จากการสำรวจการใช้เงินโฆษณาในสื่อวิทยุเอฟเอ็ม 36 คลื่นใน กทม.พบว่าเดือน ม.ค. 50 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน มีเม็ดเงินโฆษณาหายไป 11.6% แต่หากเทียบระหว่างเดือน ม.ค.ปีนี้ กับเดือน ธ.ค.ปีก่อน จะมีเม็ดเงินโฆษณาหายไปกว่า 32.9% โดยที่ผ่านมา รายได้จากการโฆษณาราวเดือนละ 400-500 ล้านบาท ตกลงเหลือเดือนละราว 300 ล้านบาท ทั้งนี้ นอกเหนือจาก ประเด็นการเมือง และเศรษฐกิจแล้ว ยังมีความสับสนเรื่องการต่อสัมปทานของสถานีวิทยุต่างๆที่ยังไม่ลงตัวด้วย เพราะวิทยุจะมีการเปลี่ยนสัมปทานคลื่นทุกปี ขณะที่มาตรการรัฐที่ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ส่งผลกระทบต่อสื่อต่างๆเช่นกัน
ทุกวันนี้อุตสาหกรรมที่ใช้เม็ดเงินโฆษณามีประมาณ 53 กลุ่ม ในจำนวนนี้มีถึง 42 กลุ่มที่ลดการใช้เงินโฆษณาลง และมีเพียง 11 กลุ่มเท่านั้น อาทิ ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว เครื่องใช้ไฟฟ้า ขนมขบเคี้ยว และเครื่องใช้สำนักงาน เป็นต้น ที่เพิ่มการใช้เม็ดเงินโฆษณา ซึ่งปีนี้ วิทยุจัดว่าสาหัสเกือบทุกคลื่น ตั้งแต่ 103, 99, 102.5, 107 และ 105.5 เมกะเฮิรตซ์ เพราะการใช้เงินหายไปเกินกว่า 60% มีเพียง 3 คลื่น อาทิ 101.5, 94.5 และ 105 เท่านั้นที่มีการใช้เงินโฆษณาเพิ่มขึ้น
สำหรับเม็ดเงินโฆษณาในสื่อทุกประเภทแต่ละปีมีมูลค่า 90,155 ล้านบาท เป็นโฆษณาทางทีวี 53,474 ล้านบาท วิทยุ 6,596 ล้านบาท หนังสือพิมพ์ 15,431 ล้านบาท นิตยสาร 6,179 ล้านบาท โรงภาพยนตร์ 2,497 ล้านบาท สื่อกลางแจ้ง 4,670 ล้านบาท สื่อเคลื่อนที่ 995 ล้านบาท และสื่อในห้างสรรพสินค้าอีก 314 ล้านบาท ทั้งนี้ นอกเหนือจากวิทยุซึ่งได้รับผลกระทบเป็นด่านแรกแล้ว ยังต้องจับตาดูสื่ออื่นๆ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ และโทรทัศน์ด้วยว่าจะปรับตัวลดลงตามไปด้วยหรือไม่
การเมืองป่วนเศรษฐกิจพัง
ด้านนายปรีชา เชาวโชติช่วง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดับ-เบิ้ลพี มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่น จำกัด บริษัทรับบริหารงานขายโฆษณา เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ประกอบกับปัญหาทาง การเมืองที่ยังไม่มีความแน่นอน และเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้การใช้ งบประมาณเพื่อการโฆษณาของบริษัทต่างๆ ลดลง โดยหลายบริษัทชะลอการใช้จ่ายเพื่อซื้อสื่อโฆษณา และหันไปจัดกิจกรรมทางการตลาด ณ จุดขาย หรืออีเว้นท์ มากขึ้น เพราะต้องการให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง อย่างไรก็ดี บรรดาบริษัทผู้ผลิต และจำหน่ายสินค้าก็ได้ลดขนาดการจัดงานอีเว้นท์ลง เพื่อประหยัดงบให้ได้มากที่สุด
การปรับลดงบโฆษณามีสัญญาณให้เห็นตลอดช่วงปลายปีที่ผ่านมาโดยปรับลงทุกสื่อทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ นิตยสาร รวมถึงสื่อเคลื่อนที่ เพราะเจ้าของสินค้าไม่มั่นใจว่าผู้บริโภคยังมีกำลังซื้ออยู่หรือไม่ โดยเฉพาะกำลังซื้อจากเกษตรกรซึ่งเป็นกำลังซื้อที่สำคัญ เนื่องจากเกษตรกรกำลังจะประสบกับปัญหาภัยแล้งทำให้ผลผลิตทางการเกษตรและรายได้ลดลง
นายสุรชาติ ตั้งตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีเดีย เลิฟเวอร์ จำกัด ผู้ผลิตรายการ เที่ยวอย่างเดียว อดีตผู้บริหารคลื่นวิทยุของ อาร์เอส กล่าวว่า เศรษฐกิจเกี่ยวพันกับการเมืองแน่นอน หากปัญหาการเมืองยังไม่นิ่ง เศรษฐกิจก็ไม่เติบโต และผลก็คือทำให้ผู้ประกอบการสินค้าชะลอการใช้เม็ดเงินโฆษณาลง สื่อที่จะเลือกใช้เงินก็เป็นสื่อหลักๆ เช่น สื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ ส่วนสื่อวิทยุจะเป็นสื่อรอง และจะ ถูกตัดงบก่อนเป็นอันดับต้นๆ ปีนี้คาดว่าเม็ดเงินโฆษณาในสื่อวิทยุหายไปไม่ต่ำกว่า 25%
สื่อ ทหาร ต้นตอ จุดจบของทีวีสาธรนะ
แล้วไอทีวีก็เกิดขึ้นมาในช่วงนี้ ต้องไปแข่งกับสื่ออื่น ทั้งที่ ต้นทุน หรือค่าสัมปทานของตัวไอทีวีเอง แพงกว่าต้นทุนของเจ้าอื่นเป็นสิบๆร้อยๆเท่า แล้วพอมาเจอกับการให้ช่องสิบเอ็ด มีโฆษณาได้ และเศรษฐกิจที่พังไปตอนเริ่มออกอากาศใหม่ๆ และให้มีทีวี เคเบิล ต่างจังหวัดได้ รวมถึงการเกิดขึ้นของทีวี ดาวเทียม อย่างเนชั่น และ เอเอสทีวี ไอทีวีก็จำเป็นต้อง ขอปรับสัมปทาน
จะเป็นของเนชั่นและธนาคารไทยพานิช จะเป็นของทักษิณหรือผู้ถือหุ้น เป็นต้องขอปรับค่าสัมปทานและผังรายการ ไม่งั้นสู้ใครไม่ได้ หากำไรมาจ่ายไม่ได้ รัฐบาลชวนสองเข้าใจดี ยอมปรับสัมปทาน แต่ครม ชวน ไม่เอาเข้าครม เรื่องเลยมาตกอยู่ที่ตอนทักษิณเข้าถือไอทีวีแล้ว ที่ศาลปกครอง ตัดสินให้เป็นโมฆะหมด มติของชวน และ อนุญาโตตุลาการ ที่บอกว่าปรับสัมปทานได้ ไม่พอ หลังศาลปกครอง สั่งว่าปรับสัมปทานไม่ได้ สั่งให้ไอทีวี จ่าย ค่าปรับแสนล้าน และค่าสัมปทานย้อนหลัง แล้วใครจะไปจ่ายได้ จุดจบของไอทีวี ก็มาถึง
มาวันนี้กรมประชานั่งอยู่บน ธุรกิจใหม่ ขนาด ผู้จัดการ ยังบอกเอง สื่อทุกเจ้า และทุกเจ้าจริงๆ รวมไปถึงผู้จัดการเอง ก็มีสิทธิเข้าไปของเช่าสัมปทานธุรกิจทีวี ช่องที่เคยเป็นไอทีวี ช่องนี้ มาบริหาร แนวนี้บอกว่ารัฐจะได้ไม่ต้องออกเงิน และได้เงินจากสัมปทานอีก ทีวี ช่องนี้ ก็จะไม่ตกอยู่ในมือรัฐ เป็นกระบอกเสียงให้รัฐไปอีกอัน คือคงไว้นิสัยชอบออกข่าวทั้งสองด้าน ที่ไอทีวีชอบทำ จนถูกมองว่าเป็นฐานอำนาจเก่า
ขนาดมาวันนี้ ผู้จัดการเขียนลงข่าวไปแล้ว ทักษิณจะยึดไอทีวีคืนอีกที โดยแอบเข้ามาประมูลผ่านนอมินี ถ้ามีการปล่อยไอทีวีออกมาให้ประมูลกันอีกที ปัญหาคือ ไม่มีใครรู้ว่าสัญญาขายไอทีวีไปให้เทมาสัก เขียนเรื่องนี้ไว้ไง เพราะท่าทาง รัฐบาลนี้ คงจะเอาเจ้าของไอทีวี ขึ้นศาลแน่ เพื่อเอาเงินค่าสัมปทานและค่าปรับที่ค้างอยู่ คือต้นทุนการกลับมาของทักษิณ อาจจะมากมายอยู่เหมือนเดิมก็ได้ หรือถ้าเป็นการลงทุนใหม่ ก็ต้องแข่งกับเจ้าอื่น ตรงๆ เพราะตัวเองก็หมดอำนาจไปแล้ว แล้วถ้าจะว่ากันตามตรง ต้นทุนของทีวีดาวเทียมแบบ เอเอสทีวี ก็ถูกกว่ามาก ถ้าจะทำเพื่อการเมือง ก็ ตรงๆ เลยไม่ดีกว่าหรือ แบบ พีทีวี
คือมีใครมองหรือไม่ว่าหลักการ ทีวีเสรี นะถูกต้องแล้ว แต่การดำเนินงานมันผิด เรื่องนี้ถกกันมาตั้งแต่สมัย อานันท์ เจ้าของความคิดนี้ ที่ไม่อยากให้เป็นแบบ บีบีซี ที่ตั้งให้เป็นองค์กรมหาชน อิสระ เพียงแต่ว่า บีบีซี ใช้เวลาสร้างตัวมาเป็นสิบๆปี ยังต้องเอาเงินรัฐเลย แล้วไอทีวี สดใหม่ ถ้าเอาเงินรัฐ เอาเงินรัฐมาใช้ ก็ต้อง มากและต่อเนื่องพอดู สรุปกันไปว่า ไม่ดีแน่ เพราะว่าลงเอาเงินรัฐมาใช้ ยังไงก็ต้อง ฟัง รัฐ เป็นของรัฐ แล้วมันจะอิสระได้อย่างไร แต่ถ้าให้เอกชน มาแข่งกันเพื่อสัมปทาน รัฐไม่มีภาระ ไม่ติดกับรัฐ อิสระได้เต็มที่ แต่ก็หนีไม่พ้นมีเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นใหญ่
ก็ด่าไอทีวี ภายใต้ทักษิณกันมาก ว่าเอนเอียง ทั้งที่เขา เสนอ ทุกด้านเท่านั้นเอง ขนาดผู้จัดการ ออกมาด่าพนักงานไอทีวี ไปแล้ว ว่า เป็นทาส ของทักษิณ ก็เพราะยอมให้มุมมองทักษิณออกมา ที่ไปผสมไปกับมุมมองทหาร ก็เป็นสื่อที่มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ และความเป็นกลาง และกล้าเสนอความจริงดี ไม่ใช่มองทุกอย่างจากมุมมองเดียว คือ ต้องทำลายทักษิณ เอาเป็นว่าช่อง ทหาร ที่สัมปทานไปให้เอกชนรายอื่นๆ เสนอความ ข้างทหาร อย่างเดียว ไม่ออกด้านทักษิณ จ้องเอาตายทักษิณตลอดเวลา ไม่มีใครด่า ว่าไม่เป็นกลาง เสนอด้านเดียว หรือว่ากลายเป็น ทาสทหาร ไปแล้ว