Thai Journalist Democratic Front

·ÇÕÇØ²Ô ¨ØÅÇѨ¹Ð áÅÐà¾×è͹¹Ñ¡¢èÒÇ à¾×èÍ "¾×é¹°Ò¹" »ÃЪҸԻäµÂ "Íѹá¢ç§á¡Ãè§" ã¹Ê×èÍ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁÃѺ¼Ô´ªÍºÊÙ§


รายชื่อนักข่าว "เลว"

สมัครประกาศไม่ไว้วางใจสื่อมวลชน

 

คงไม่มากเกินไป หากจะกล่าวว่า นอกจากเผชิญหน้ากับแรงต้านของพรรคฝ่ายค้านในสภา,ม็อบพันธมิตรบนท้องถนน และการถ่วงดุลอำนาจอย่างเข้มงวดจากตุลาการแล้ว รัฐบาลประชาธิปไตยชุดปัจจุบัน ยังมีแวดวงสื่อมวลชนกระหนาบตีอย่างไม่รามือ ที่เบาก็ขยายเป็นหนัก ที่หนักก็ตามฟาดฟันให้บรรลัย และยังทำหน้าที่เป็นกองเชียร์ให้ฝ่ายปฏิปักษ์ของรัฐบาลอย่างออกนอกหน้า

 

จนกระทั่งนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการสนทนาประสาสมัครระบุ ว่า 'ขออนุญาตว่า ผมไม่ไว้วางใจสื่อได้หรือไม่ ผมตรวจรัฐธรรมนูญแล้วครับ ไม่มีรัฐธรรมนูญไหนห้าม ที่ผมขอไม่ไว้วางใจ' และยังบอกว่า 'ไม่ไว้วางใจผมทำอย่างไร ผมก็ไม่ให้สัมภาษณ์ แต่ผมก็ห้ามใจรอ 7 วันพูดที ผมขอไม่ไว้วางใจ ก็เลยจะพูดเอง ต้องรอมา 08.30 น.วันอาทิตย์'

 

สมาคมนักข่าวโต้ทันควันอ้างประชาชนตามเคย

การ ประกาศไม่ไว้วางใจสื่อมวลชนดังกล่าว ได้รับปฏิกิริยาทันควันจาก นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยนายประดิษฐ์โต้ตอบว่า ไม่เป็นไรที่นายสมัครที่จะไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของสื่อ เพราะประชาชนทั้งสังคมนั้นรู้ดีว่า อะไรเป็นอะไร เนื่องจากเวลาเพียง 5 เดือน ทุกคนพบว่า นายสมัครขาดความรับผิดชอบในคำพูดของตัวเองมาตลอด พูดออกไปแล้วเพียงอีกไม่กี่อึดใจก็บอกว่าไม่ได้พูด และชอบโยนความผิดให้กับสื่อมวลชน

 

นายประดิษฐ์กล่าวว่า นอกจากนั้น พฤติกรรมของนายสมัครนั้นมีความเคยชินที่จะพูดข้างเดียวโดยใช้สื่อของรัฐ กล่าวหาฝ่ายอื่นที่ไม่มีโอกาสชี้แจง ซึ่งเป็นพฤติกรรมของนายสมัครที่ไม่ยอมรับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้น นายสมัครควรเลิกพูดข้างเดียวโดยใช้สื่อของรัฐได้แล้ว

 

ใน กรณีที่นาย สมัคร ระบุว่า 'พูดไป 10 จะออกถูกอยู่ 1 หรือ 2 แล้ว 8 ละครับ ผมขอไม่ไว้วางใจ'นั้น นายประดิษฐ์กล่าวว่า เป็นเรื่องไม่เป็นความจริงตามที่ นายสมัครกล่าวหาอย่างแน่นอนและเป็นไปไม่ได้เลยที่สื่อมวลชนจะบิดเบือนข่าว ที่ออกจากปากคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีมากมายตามที่นายสมัครกล่าวหา นอกจากจะตัดคำพูดที่ไม่มีสาระ เยิ่นเย้อ วกไปวนมา หรือคำพูดที่ไม่ได้เป็นประโยคกระโดดไปกระโดดมา จากเรื่องโน้นไปเรื่องนี้ตามแต่ปากพาไป ซึ่งพบบ่อยมากในคำพูดของนายสมัคร ซึ่งนักข่าว ต้องตัดออกโดยไม่สูญเสียสาระสำคัญของข่าวที่ต้องการเสนอให้กับสังคมรับรู้

 

กับรัฐบาลประชาธิปไตยนักข่าวกร่างกันเหลือเกิน

นาย ประดิษฐ์กล่าวว่า จากการพูดคุยกับกับเพื่อนๆ สื่อมวลชนที่ในอดีตที่เคยทำข่าวกับนายสมัครและสื่อมวลชนในรุ่นปัจจุบันพบว่า พวกเขามีความอดทนกับการติดตามตามการทำข่าวของนายสมัครกันมากแต่ที่ต้องทำ เพราะต้องการให้เกียรติกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

 

'ผมเอง ไม่แน่ใจว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ แต่มีข้อสงสัยว่านายสมัครได้ทำหน้าที่ได้สมเกียรติกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทยหรือไม่ เพราะตามความเข้าใจนั้น บุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีคำพูดจาที่น่าเชื่อถือเพื่อสร้างความเชื่อ มั่นกับประชาชน ไม่ควรพูดกลับไปกลับมาหรือกลับกลอกรายวันอย่างที่เห็นกันทุกวันในช่วงเวลา นี้'เลขาธิการสมาคมนักข่าวฯกล่าว(http://www.matichon.co.th /news_title.php?id=2481)

 

สำหรับนายประดิษฐ์นั้น ปัจจุบันเป็นผู้สื่อข่าวของบางกอกโพสต์ ประจำทำเนียบรัฐบาล เขาเริ่มงานนักข่าวที่ค่ายมติชนเมื่อปี2536 และปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นเลขาฯสมาคมนักข่าว ประดิษฐ์มีพื้นเพเป็นชาวภาคใต้ จบการศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาเคยมีบทบาทคัดค้านการที่กลุ่มทุนที่เชื่อกันว่าเป็นกลุ่มของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เข้าไปกว้านซื้อหุ้นของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย พร้อมๆกับเข้าไปกว้านซื้อหุ้นมติชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน โดยนายประดิษฐ์พากันแต่งชุดดำเข้าไปประท้วงภายในทำเนียบรัฐบาล อ้างว่าการเข้าซื้อหุ้นบางกอกโพสต์ในตลาดหลักทรัพย์เป็นการเข้ามาแทรกแซง สื่อมวลชนของนักการเมือง

 

สมาคมนักข่าวฯในชุดที่ประดิษฐ์เป็น เลขาธิการนั้น ได้เล่นบทออฟไซด์การเป็นสื่อกลางที่ดีมาแล้วหลายครั้ง โดยบางครั้งออกมาเป็นnews makerเสียเอง เช่น กรณีออกแถลงการณ์ขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2549 และเสนอนายกฯมาตรา 7ซึ่งในภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระราชดำรัสว่า เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะไม่มีในรัฐธรรมนูญ และไม่มีในประเพณีการปกครองของไทย

 

กับเผด็จการ สื่อไทยพร้อมก้มหัวเป็นงัวงาน

เมื่อ เกิดรัฐประหาร19กันยายน2549 ไม่ปรากฏว่าสื่อมวลชนได้ทัดทาน หรือวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเผด็จการแต่อย่างใด มิหนำซ้ำตัวแทนองค์กรวิชาชีพด้านสื่อมวลชนยังได้เข้าไปแบ่งปันอำนาจที่คณะ รัฐประหารปล้นชิงมาได้ และทำหน้าที่ค้ำจุนระบอบการปกครองของคมช.อย่างไร้ยางอายอีกด้วย ที่ว่าไร้ยางอายก็เนื่องจากแม้จะมีผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภากว่า50คนออกจดหมาย คัดค้านไม่ให้ตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่ง ชาติ(สนช.) แต่ตัวแทนทั้ง3องค์กรวิชาชีพก็ดันทุรังเข้าไปเป็นจนได้

 

ทั้ง นี้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่เป็นตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย นางบัญญัติ ทัศนียะเวช ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ นายสมชาย แสวงการ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และนายภัทระ คำพิทักษ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกจดหมายเปิดผนึก ฉบับหนึ่งเรื่องการทำหน้าที่ของตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อในสภานิติบัญญัติ แห่งชาติแจกแก่สื่อมวลชน

 

เนื้อหาในจดหมายเปิดผนึก ระบุว่า องค์กรสื่อได้ส่งตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญและเป็นสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยเห็นว่ากรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติฯ ประกอบด้วยตัวแทนของภาคส่วนต่างๆ จากสังคม จึงเห็นควรจะใช้สิทธินี้ส่งตัวแทนไปเข้าร่วม เพื่อที่จะไปปกป้องและรักษาสิทธิเสรีภาพ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของประชาชน

 

" หากเราไม่สามารถทำหน้าที่ได้ เราก็คงจะต้องพิจารณาบทบาทของเรา คงไม่ได้ดูเรื่องที่มีผู้เรียกร้องให้ถอนตัว แต่คงดูว่าเราทำงานได้หรือไม่ หากทำงานแล้วทำประโยชน์ไม่ได้ เราก็พร้อมจะพิจารณา" นางบัญญัติกล่าว

 

อย่าง ไรก็ตามไม่มีการถอนตัวหรือลาออกใดๆทั้งสิ้น แม้ว่าในยุคคมช.นั้นจะมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนอยู่บ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งนั้นคมช.เคยขู่สื่อมวลชนว่าห้ามเสนอข่าวของอดีตนายกฯทักษิณหาก ใครไม่เชื่อ สื่อสำนักไหนไม่ยอมใช้วิจารณญาณตามที่ขอกัน ผมก็จะขอใช้วิจารณญาณสั่งปิดพล.อ.วินัย ภัทยกุลเคยขู่ไว้อย่างนั้น แต่สื่อมวลชนทุกแขนงก็เงียบ ไม่มีใครโวยวายว่าเป็นเผด็จการแทรกแซงสื่อซักคำ

 

นอก จากตัวแทน3องค์กรวิชาชีพสื่อแล้ว ในยุคคมช.เรืองอำนาจ กล่าวได้ว่ามีการแบ่งสรรอำนาจให้กับสื่อมวลชนเสมือนว่าปล้นชิงมาได้ก็ต้อง แบ่งสรรปันส่วนรางวัลกันไป โดยดูได้จากการแต่งตั้ง สนช.ในตอนนั้น เห็นว่าคณะรัฐประหารชุดคมช.ได้ให้รางวัลตอบแทนแก่สื่อมวลชนไทยอย่างงามที เดียว ลองไปดูรายชื่อและประวัติของสนช.ในยุคหลังรับประหาร19กันยาฯดู

 

1.กำแหง ภริตานนท์

 

ผลงานเด่น-เจ้าของคอลัมน์ปลายนิ้วนายกำแหง ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่มีบทบาทจิกตีทักษิณอย่างเอาการเอางาน

 

พื้นเพ เป็นคนหลังสวน จ.ชุมพร แน่นอนว่าเป็นคนปักษ์ใต้ เหมือนกับคนใหญ่คนโตในแวดวงสื่อหลายท่าน อาทิสนธิ ลิ้มทองกุล คนตรัง,สุทธิชัย หยุ่นคนหาดใหญ่ และฯลฯ

 

พ้นจากรั้วแม่โดม ก็ตบเท้าเข้าสู่ยุทธจักรหนังสือพิมพ์ ตั้งแต่ปี 2509 ด้วยการเป็นผู้สื่อข่าวการเมืองน.ส.พ.ไทยรัฐ, หน.ข่าวการเมืองสยามรายวัน ,บรรณาธิการน.ส.พ.เสียงใหม่ บก.น.ส.พ.ประชาธิปไตย หน.ข่าว น.ส.พ.ดาวสยาม

หน.กองบก.เสียงปวงชน บก.ข่าวแนวหน้า หน.ข่าวการเมืองเดลินิวส์ ผช.หน.กองบก.เดลินิวส์

 

เคย เป็นเลขาธิการสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กรรมการบริหารสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน และกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ.

 

(กำแหงถึงแก่กรรมในช่วงที่เป็นสนช.อยู่)

 

2.คำนูณ สิทธิสมาน

 

ผลงานเด่น-เป็น คอลัมนิสต์ชื่อดัง ในนามปากกา"รามบุตรี516"เมื่อครั้งสมัยต่อสู้กับเผด็จการรสช. ปัจจุบันคือ"เซี่ยงเส้าหลง"คอลัมนิสต์ใหญ่ในเครือผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล

 

มีบทบาทสำคัญในการลากไส้ฝ่ายซ้ายเก่า(ก็ฝ่ายเดียวกับ คำนูณในอดีตนะแหละ)ที่อยู่ซีกรัฐบาล เช่นหมอมิ้ง,ภูมิธรรมและมิตรสหายสายอีสานใต้ เพื่อดิสเครดิต และปิดกั้นการสนับสนุนจากมวลชนฝ่ายทักษิณ เพราะคำนูณเป็นแอ็คทิวิสต์ฝ่ายซ้าย อดีตเลขาฯศูนย์มาก่อน จึงสันทัดงานเจาะทะลวงเข้าไปทำแนวร่วมหลังแนวข้าศึก

 

ประวัติ-ด้วย ความที่เป็นฝ่ายซ้ายมาก่อน เคยเป็นอดีตเลขาธิการศูนย์นิสิตฯ เคยมีบทบาทคัดค้านโจมตีศักดินา เผด็จการอำนาจนิยมมาก่อน มาวันนี้เมื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสิ่งที่เคยด่าไว้มาก อาจทำให้คำนูณเข้าใจ สิ่งที่เขาเคยด่าเคยคิดโค่นล้มไว้ได้ดีขึ้น

 

(ภาย หลังได้เป็นสนช.แล้ว คำนูณก็ติดใจการเข้าไปนั่งในสภาโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง จึงได้เดินเส้นสายผ่านทางพลเอกเปรมเข้าไปเป็นวุฒิสมาชิกจากการแต่งตั้งใน ปัจจุบัน และยังเป็นเจ้าของไอเดีย"การเมืองใหม่"70:30อีกด้วย กล่าวคือเขาเชื่อว่าประชาชนนั้นโง่ ถูกซื้อเสียงจึงไม่ควรเลือกตั้งส.ส.หรือส.ว.ได้เกิน30% แต่ควรคัดสรรมาแบบที่เขาได้รับการคัดสรรกว่า70%)

 

3.ชัยอนันต์ สมุทวณิช

 

ผล งานเด่น-ใครๆอาจรู้จักอาจารย์ชัยอนันต์ในฐานะนักวิชาการ แต่จริงๆแล้วเขาเป็น"สื่อ"มากกว่า และเป็นสื่อในแวดวงเครือข่ายของสนธิ ลิ้มทองกุลซะด้วย ผลงานเด่นล่าสุดคือล่ารายชื่อ 99 นักวิชาการและสตรีในสังคมชั้นสูงยื่นฎีกาให้ทักษิณลาออก และเรียกร้องนายกฯตามมาตรา 7

 

อดีตเคยเป็นนักวิชาการที่โป รประชาธิปไตย และเคยร่วมลงนามในชื่อ 99 นักวิชาการภาคประชาชนขอรัฐธรรมนูญจากจอมพลถนอม ก่อนเกิดกรณี 14ตุลาฯ16

 

4.แถมสิน รัตนพันธ์

 

ผล งานเด่น-นักเขียนก๊อสซิปชื่อดังในนามลัดดา ซุบซิบ ซึ่งระยะหลังมาซุบซิบให้โลกระบือในเครือผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล (อีกแล้วครับทั่น)ก่อนจะมาปักหลักล่าสุดที่โพสต์ทูเดย์ของสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ที่พักหลังมาปักหลักไล่ทักษิณอย่างเอาการเอางาน นับแต่การรถไฟฯกับราชพัสดุจะขอขึ้นค่าเช่าห้างเซ็นทรัล

 

แถมสินเป็นคนปักษ์ใต้ เพราะเป็นคนพัทลุง เป็นศิษย์เก่ารุ่นลมหวนรุ่นเดียวกับBJ-บิ๊กจิ๋ว พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ

 

5.ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์

 

ผล งานเด่น -ติวเตอร์หมูเคยลงสมัครสารพัดอย่าง ทั้งส.ส.ก็แพ้ ส.ก.ก็พ่าย เหลือแต่ยังไม่สมัครนายกฯอบต. แต่มาได้คะแนนขึ้นที่1สว.กทม.เที่ยวกอนจะเจอรัฐประหาร19กันยาฯ ก็เพราะผลงานเด่นดังในฐานะคอลัมนิสต์ประจำหัวเขียว แต่ค่ายผู้จัดการได้ขึ้นบัญชีให้แฟนๆม็อบกู้ชาติ"ต้องเลือก"เพราะผลงานด่า ทักษิณ ว่าการแปรรูปวิสาหกิจจะทำให้ไทยเป็นอาร์เจนตินาภาค2เข้าตากรรมการ ที่ชื่อสนธิ ลิ้มฯจนเคยได้รับเกียรติขึ้นเวทีกู้ชาติมาแล้ว

 

แต่อย่าง ไรก็ตามมีคนนึงที่เรียกติวเตอร์หมูด้วยความให้เกียรติ เพราะขึ้นต้นด้วยคำว่า"ไอ้เห้ย"ทุกคำคือ"เจ๊เช็ง" แต่ก็โดนติวเตอร์หมูสวนกลับแสบๆเหมือนกันว่า"ถ้าผมเห้ยป้าเช็งก็เห้ยเหมือน กัน"...ล่าสุดติวเตอร์หมูลงสมัครส.ส.เขตบางกะปิ แต่ได้คะแนนมาแค่เพียงหมื่นเศษ เพราะโดนคู่แข่งสำคัญเป็นคนกันเองในพันธมิตรคือประพันธ์ คูณมี-สำราญ รอดเพชรลงสู้ แถมเล่นวิชามารใต้ดิน เล่นเอาติวเตอร์หมูบักโกรก

 

ติว เตอร์หมูกลับมาเขียนให้ไทยรัฐอีกรอบ และประกาศตัดญาติจากพันธมิตรแล้ว พร้อมกับด่าว่าพันธมิตรมีพฤติการณ์ขายชาติ หาเรื่องเป็นศัตรูกับประเทศเพื่อนบ้าน

 

6.นางบัญญัติ ทัศนียะเวช

 

ผล งานเด่น-ในวงการสื่อมวลชนมี2เจ๊ผู้ยิ่งใหญ่ เจ๊แรกย่อมเป็นเจ๊ยุ หรือยุวดี ธัญสิริ ภริยาบิ๊กยักษ์-อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม อีกเจ๊ก็ย่อมเป็น"เจ๊หยัด"นี่แหละครับ

 

เจ๊หยัด หรือแป้หยัดของคนรุ่นใหม่ได้รับการแต่งตั้งจากพรรคพวกให้เป็น ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ5สมัย และมีบทบาทเด่นๆ ด้วยการร่วมกับสภาทนายความเสนอนายกฯม.7มาแล้วด้วย

 

 

เคยดำรง ตำแหน่งนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ปี 2534-2535 และรองประธานสภาการหนังสือพิมพ์-แห่งชาติ สมัยที่ 1 และ 2 และสมัยที่ 4 ระหว่างปี 2541-2544 และปี 2547-2549

 

 

7.นายไพศาล พืชมงคล

 

ผล งานเด่น-นอกจากเป็นเจ้าของสำนักธรรมนิติแล้ว ไพศาลยังโดดเด่น ในฐานะคอลัมนิสต์เจ้าของนามปากกา"สิริอัญญา"ในเครือผู้จัดการ(อีกแล้วนะ เนี่ย) ได้รับเกียรติให้เป็นผู้เขียนประกาศคณะปฏิวัติฉบับแรกๆเมื่อ19กันยายน 2549ให้กับคมช.ซะด้วย โดยประกาศฉบับที่ขึงขังคึกคักนั้นมีสนธิใอเดียมา แต่ฉบับไหนที่อีรุมคลุมเครือนั้นBJเขาให้มา ก็เลยงงๆไปตามคนให้ไอเดีย ซะงั้น

 

ไพศาลเคยเป็นซ้ายเก่า เขียนด่าจักพรรดินิยม ศักดินานิยม อำนาจนิยม เผด็จการนิยมมามาก ตอนนี้เมื่อมาเป็นขวาใหม่ต้องเขียนประกาศคณะปฏิวัติ ก็เลยสำนวนบางทีติดจะซ้ายเก่าไปหน่อย ก็คงไม่เป็นไร

 

 

8.ภัทระ คำพิทักษ์

 

ผล งานเด่น-ปัจจุบันเป็นบก.ข่าวของค่ายโพสต์ทูเดย์ ที่มีบทบาท จิกตีรัฐบาลทักษิณอย่างเต็มเหนี่ยว นอกจากนั้นยังเป็นนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ที่มีบทบาทโค่นล้มทักษิณอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู รวมถึงยื่นฎีกาขอนายกฯม.7อีกด้วย โดยไม่สนใจเลยว่านักข่าวต้องนำเสนอเป็นกลาง แต่ยุคนี้กลายมาเป็นกลุ่มพลังกดดันทางการเมืองแบบมีconflict of interestหน้าตาเฉย ซะงั้น

 

 

9.นายสมเกียรติ อ่อนวิมล

 

ผลงานเด่น-ไม่มีอะไรเด่นหรอก ด๊อกเตอร์ผมลอนแค่เป็นลูกป๋าเฉยๆ เคยทำข่าวตอนหม่อมคึกฤทธิ์นอนป่วยบนเตียง จนโดนหม่อมแจกกล้วยมาแล้ว

 

 

10.นายสมชาย แสวงการ

 

ผล งานเด่น-"เสี่ยเอ๋"เป็นนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ย่อมเคลื่อนไหวเป็นอันหนึ่งทิศทางเดียวกับสภาการหนังสือพิมพ์ของเจ๊หยัด และสมาคมนักข่าวฯของภัทระ คำพิทักษ์

 

เสี่ยเอ๋อยู่ในค่ายสำนักข่าว INN ซึ่งเลือดสีสะตอข้นคลั้ก ตั้งแต่หัวคือสนธยาลงมายังหางนักข่าวสนามล้วนแต่แหล็งใต้หมด อะไรๆที่เป็นทักษิณถิ่นใต้ย่อมดีหมด ยกเว้นคนชื่อทักษิณ

 

สมชายก็เช่น เดียวกับคำนูณคือหลังจากได้เป็นสนช.แล้วก็ติดใจ ต่อมาใช้โควต้าสื่อมาเป็นสว.ลากตั้งในปัจจุบัน และมีบทบาทในการตามล้างตามล่ารัฐบาลประชาธิปไตยที่ประชาชนเลือกมาอย่างเอา การเอางาน เพื่อตอบแทนมือที่มองไม่เห็น ซึ่งให้โควต้าสมชายมาเป็นสว.นั่นเอง

 

11.นายสมหมาย ปาริจฉัตต์

 

ผล งานเด่น-เคยเป็นบก.มติชน แล้วเผลอนำจดหมายที่โจมตีพระสังฆราชลงในมติชนก็เลยโดนปลดออกจากบก.ขึ้นมา เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)! ซึ่งว่าไปแล้วค่ายนี้เคยทำหน้าที่เป็นสื่อที่เป็นกลางเที่ยงตรงมีจรรยาบรรณ น่าชื่นชม

แต่มาโอนเอนไปในพักหลังๆภายหลังจากสงสัยว่าทักษิณให้อากู๋แก รมมี่มาเทกโอเวอร์มติชนนี่แหละ เลยเข้าร่วมขบวนการล้มทักษิณกันเต็มลำ และตอนนี้ก็ร่วมหัวจมท้ายกันบ่อนเจาะเซาะทำลายรัฐบาลจากการเลือกตั้งอย่าง สุดลิ่มทิ่มประตู

 

12.นายสราวุธ วัชรพล

 

ผล งานเด่น-ค่ายไทยรัฐไม่ได้มีบทบาทโค่นล้มรัฐบาลเด่นนัก ตอนแรกๆออกจะขวางทางสนธิ ลิ้มด้วยซ้ำไป เพราะค่ายผู้จัดการเปิดฉากด่าซะเสียๆหายๆหาว่า เป็นกระดาษเปื้อนหมึกที่ไม่ยอมร่วมขบวนกับสนธิโค่นรัฐบาลทักษิณ

 

แต่ หัวเขียวก็ย่อมเป็นหัวเขียววันยังค่ำ โค้งท้ายๆไทยรัฐโดดร่วมขบวนทันในนาทีสุดท้าย โดยเฉพาะการเปิดทางให้ชัย ราชวัตร ใช้เวทีผู้ใหญ่มากับบักจ่อยถล่มทักษิณซะมิดดิน รางวัลก็เลยตกเป็นของลูกป๊ะกำพลด้วยประการฉะนี้

 

ปัจจุบันไทยรัฐก็ ยังเล่นบทกั๊กเหมือนเดิม อย่างการ์ตูนหน้า5ชัย ราชวัตร จิกตีรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มที่ แต่หน้า3การ์ตูนเซียก็เชียร์รัฐบาลเต็มลำ ด่าพันธมิตรเต็มสูบกันต่อไป

 

13.นายสำราญ รอดเพชร

 

ผล งานเด่น-สำราญไม่เคยทำตัวเด่นเลยเมื่อเขาอยู่กับชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ แห่งค่ายมาตุภูมินานมากกว่า 10 ปี หรือในตอนที่มาอยู่ค่ายเนชั่นกับสุทธิชัย หรือกระทั่งตอนเป็นผู้ดำเนินรายการทางITV แต่หลังจากเขาตกงานจากITV ในสภาพไม่ต่างจาก"สุนัขแก่" แล้วสนธิ ลิ้มทองกุล รีบโดดเข้าโอบอุ้ม และพาเข้ามาทำงานในเครือผู้จัดการ...นั่นแหละสำราญจึงพลิกไปเป็นอีกคน

 

โดด เด่นสุดก็คงจะเป็นบทบาทโฆษกเวทีกู้ชาติและโฆษกของม็อบพันธมิตร ทำให้สำราญขาดความสำราญไปพอสมควร จากชีวิตเพลย์บอยวงการสื่อ พลิกไปเป็นคนเอาการเอางานในม็อบ แบบที่บอกกับใครต่อใครว่า "เราเป็นพนักงานบริษัทคุณสนธิ เขาใช้ให้ทำอะไรมันก็ต้องทำ.." แต่จริงๆเขาก็คง"อิน"กับบทนี้ไปด้วยแหละ

 

คุ้มค่าแล้วที่หนุ่มใหญ่จากปักษ์ใต้คนนี้(ปักษ์ใต้อีกแว้ว..) จะได้รับรางวัลเป็นเก้าอี้สภาท็อปบู๊ทอีกตำแหน่งหนึ่ง

แม้ว่าเขาเคยทำตัวเป็นซ้ายนิดๆต่อต้านคัดค้านเผด็จการทั้งเต็มใบ และครึ่งใบสมัยยุคที่เคยสนิทแน่นกับชัชรินทร์ก็ตาม

 

สำราญเคยลงเลือกตั้งหนล่าสุดที่เขตบางกะปิ แต่ทำได้ดีที่สุดคือ"เกือบได้"เท่านั้น ตอนนี้จึงต้องกลับมาเป็นโฆษกเวทีพันธมิตรเหมือนเคย

 

คนอื่นๆในแวดวงสื่อ

 

*14.นางสุรางค์ เปรมปรีดิ์-เจ้าแม่ช่อง7

*15.นายประสาร มาลีนนท์-ช่อง3

*16.นายพิชัย วาสนาส่ง-ส.ศิวรักษ์เคยให้ฉายาว่า"คุณจ้อ"

รายชื่อนักข่าว "เลว"

สมัครประกาศไม่ไว้วางใจสื่อมวลชน

 

คงไม่มากเกินไป หากจะกล่าวว่า นอกจากเผชิญหน้ากับแรงต้านของพรรคฝ่ายค้านในสภา,ม็อบพันธมิตรบนท้องถนน และการถ่วงดุลอำนาจอย่างเข้มงวดจากตุลาการแล้ว รัฐบาลประชาธิปไตยชุดปัจจุบัน ยังมีแวดวงสื่อมวลชนกระหนาบตีอย่างไม่รามือ ที่เบาก็ขยายเป็นหนัก ที่หนักก็ตามฟาดฟันให้บรรลัย และยังทำหน้าที่เป็นกองเชียร์ให้ฝ่ายปฏิปักษ์ของรัฐบาลอย่างออกนอกหน้า

 

จนกระทั่งนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการสนทนาประสาสมัครระบุ ว่า 'ขออนุญาตว่า ผมไม่ไว้วางใจสื่อได้หรือไม่ ผมตรวจรัฐธรรมนูญแล้วครับ ไม่มีรัฐธรรมนูญไหนห้าม ที่ผมขอไม่ไว้วางใจ' และยังบอกว่า 'ไม่ไว้วางใจผมทำอย่างไร ผมก็ไม่ให้สัมภาษณ์ แต่ผมก็ห้ามใจรอ 7 วันพูดที ผมขอไม่ไว้วางใจ ก็เลยจะพูดเอง ต้องรอมา 08.30 น.วันอาทิตย์'

 

สมาคมนักข่าวโต้ทันควันอ้างประชาชนตามเคย

การ ประกาศไม่ไว้วางใจสื่อมวลชนดังกล่าว ได้รับปฏิกิริยาทันควันจาก นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยนายประดิษฐ์โต้ตอบว่า ไม่เป็นไรที่นายสมัครที่จะไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของสื่อ เพราะประชาชนทั้งสังคมนั้นรู้ดีว่า อะไรเป็นอะไร เนื่องจากเวลาเพียง 5 เดือน ทุกคนพบว่า นายสมัครขาดความรับผิดชอบในคำพูดของตัวเองมาตลอด พูดออกไปแล้วเพียงอีกไม่กี่อึดใจก็บอกว่าไม่ได้พูด และชอบโยนความผิดให้กับสื่อมวลชน

 

นายประดิษฐ์กล่าวว่า นอกจากนั้น พฤติกรรมของนายสมัครนั้นมีความเคยชินที่จะพูดข้างเดียวโดยใช้สื่อของรัฐ กล่าวหาฝ่ายอื่นที่ไม่มีโอกาสชี้แจง ซึ่งเป็นพฤติกรรมของนายสมัครที่ไม่ยอมรับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้น นายสมัครควรเลิกพูดข้างเดียวโดยใช้สื่อของรัฐได้แล้ว

 

ใน กรณีที่นาย สมัคร ระบุว่า 'พูดไป 10