สมัครประกาศไม่ไว้วางใจสื่อมวลชน
คงไม่มากเกินไป หากจะกล่าวว่า นอกจากเผชิญหน้ากับแรงต้านของพรรคฝ่ายค้านในสภา,ม็อบพันธมิตรบนท้องถนน และการถ่วงดุลอำนาจอย่างเข้มงวดจากตุลาการแล้ว รัฐบาลประชาธิปไตยชุดปัจจุบัน ยังมีแวดวงสื่อมวลชนกระหนาบตีอย่างไม่รามือ ที่เบาก็ขยายเป็นหนัก ที่หนักก็ตามฟาดฟันให้บรรลัย และยังทำหน้าที่เป็นกองเชียร์ให้ฝ่ายปฏิปักษ์ของรัฐบาลอย่างออกนอกหน้า
จนกระทั่งนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ”สนทนาประสาสมัคร”ระบุ ว่า 'ขออนุญาตว่า ผมไม่ไว้วางใจสื่อได้หรือไม่ ผมตรวจรัฐธรรมนูญแล้วครับ ไม่มีรัฐธรรมนูญไหนห้าม ที่ผมขอไม่ไว้วางใจ' และยังบอกว่า 'ไม่ไว้วางใจผมทำอย่างไร ผมก็ไม่ให้สัมภาษณ์ แต่ผมก็ห้ามใจรอ 7 วันพูดที ผมขอไม่ไว้วางใจ ก็เลยจะพูดเอง ต้องรอมา 08.30 น.วันอาทิตย์'
สมาคมนักข่าวโต้ทันควันอ้างประชาชนตามเคย
การ ประกาศไม่ไว้วางใจสื่อมวลชนดังกล่าว ได้รับปฏิกิริยาทันควันจาก นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยนายประดิษฐ์โต้ตอบว่า ไม่เป็นไรที่นายสมัครที่จะไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของสื่อ เพราะประชาชนทั้งสังคมนั้นรู้ดีว่า อะไรเป็นอะไร เนื่องจากเวลาเพียง 5 เดือน ทุกคนพบว่า นายสมัครขาดความรับผิดชอบในคำพูดของตัวเองมาตลอด พูดออกไปแล้วเพียงอีกไม่กี่อึดใจก็บอกว่าไม่ได้พูด และชอบโยนความผิดให้กับสื่อมวลชน
นายประดิษฐ์กล่าวว่า นอกจากนั้น พฤติกรรมของนายสมัครนั้นมีความเคยชินที่จะพูดข้างเดียวโดยใช้สื่อของรัฐ กล่าวหาฝ่ายอื่นที่ไม่มีโอกาสชี้แจง ซึ่งเป็นพฤติกรรมของนายสมัครที่ไม่ยอมรับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้น นายสมัครควรเลิกพูดข้างเดียวโดยใช้สื่อของรัฐได้แล้ว
ใน กรณีที่นาย สมัคร ระบุว่า 'พูดไป 10 จะออกถูกอยู่ 1 หรือ 2 แล้ว 8 ละครับ ผมขอไม่ไว้วางใจ'นั้น นายประดิษฐ์กล่าวว่า เป็นเรื่องไม่เป็นความจริงตามที่ นายสมัครกล่าวหาอย่างแน่นอนและเป็นไปไม่ได้เลยที่สื่อมวลชนจะบิดเบือนข่าว ที่ออกจากปากคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีมากมายตามที่นายสมัครกล่าวหา นอกจากจะตัดคำพูดที่ไม่มีสาระ เยิ่นเย้อ วกไปวนมา หรือคำพูดที่ไม่ได้เป็นประโยคกระโดดไปกระโดดมา จากเรื่องโน้นไปเรื่องนี้ตามแต่ปากพาไป ซึ่งพบบ่อยมากในคำพูดของนายสมัคร ซึ่งนักข่าว ต้องตัดออกโดยไม่สูญเสียสาระสำคัญของข่าวที่ต้องการเสนอให้กับสังคมรับรู้
กับรัฐบาลประชาธิปไตยนักข่าวกร่างกันเหลือเกิน
นาย ประดิษฐ์กล่าวว่า จากการพูดคุยกับกับเพื่อนๆ สื่อมวลชนที่ในอดีตที่เคยทำข่าวกับนายสมัครและสื่อมวลชนในรุ่นปัจจุบันพบว่า พวกเขามีความอดทนกับการติดตามตามการทำข่าวของนายสมัครกันมากแต่ที่ต้องทำ เพราะต้องการให้เกียรติกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย
'ผมเอง ไม่แน่ใจว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ แต่มีข้อสงสัยว่านายสมัครได้ทำหน้าที่ได้สมเกียรติกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทยหรือไม่ เพราะตามความเข้าใจนั้น บุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีคำพูดจาที่น่าเชื่อถือเพื่อสร้างความเชื่อ มั่นกับประชาชน ไม่ควรพูดกลับไปกลับมาหรือกลับกลอกรายวันอย่างที่เห็นกันทุกวันในช่วงเวลา นี้'เลขาธิการสมาคมนักข่าวฯกล่าว(http://www.matichon.co.th /news_title.php?id=2481)
สำหรับนายประดิษฐ์นั้น ปัจจุบันเป็นผู้สื่อข่าวของบางกอกโพสต์ ประจำทำเนียบรัฐบาล เขาเริ่มงานนักข่าวที่ค่ายมติชนเมื่อปี2536 และปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นเลขาฯสมาคมนักข่าว ประดิษฐ์มีพื้นเพเป็นชาวภาคใต้ จบการศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาเคยมีบทบาทคัดค้านการที่กลุ่มทุนที่เชื่อกันว่าเป็นกลุ่มของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เข้าไปกว้านซื้อหุ้นของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย พร้อมๆกับเข้าไปกว้านซื้อหุ้นมติชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน โดยนายประดิษฐ์พากันแต่งชุดดำเข้าไปประท้วงภายในทำเนียบรัฐบาล อ้างว่าการเข้าซื้อหุ้นบางกอกโพสต์ในตลาดหลักทรัพย์เป็นการเข้ามาแทรกแซง สื่อมวลชนของนักการเมือง
สมาคมนักข่าวฯในชุดที่ประดิษฐ์เป็น เลขาธิการนั้น ได้เล่นบท”ออฟไซด์”การเป็นสื่อกลางที่ดีมาแล้วหลายครั้ง โดยบางครั้งออกมาเป็นnews makerเสียเอง เช่น กรณีออกแถลงการณ์ขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2549 และเสนอนายกฯมาตรา 7ซึ่งในภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระราชดำรัสว่า เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะไม่มีในรัฐธรรมนูญ และไม่มีในประเพณีการปกครองของไทย
กับเผด็จการ สื่อไทยพร้อมก้มหัวเป็นงัวงาน
เมื่อ เกิดรัฐประหาร19กันยายน2549 ไม่ปรากฏว่าสื่อมวลชนได้ทัดทาน หรือวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเผด็จการแต่อย่างใด มิหนำซ้ำตัวแทนองค์กรวิชาชีพด้านสื่อมวลชนยังได้เข้าไปแบ่งปันอำนาจที่คณะ รัฐประหารปล้นชิงมาได้ และทำหน้าที่ค้ำจุนระบอบการปกครองของคมช.อย่างไร้ยางอายอีกด้วย ที่ว่าไร้ยางอายก็เนื่องจากแม้จะมีผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภากว่า50คนออกจดหมาย คัดค้านไม่ให้ตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่ง ชาติ(สนช.) แต่ตัวแทนทั้ง3องค์กรวิชาชีพก็ดันทุรังเข้าไปเป็นจนได้
ทั้ง นี้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่เป็นตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย นางบัญญัติ ทัศนียะเวช ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ นายสมชาย แสวงการ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และนายภัทระ คำพิทักษ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกจดหมายเปิดผนึก ฉบับหนึ่งเรื่องการทำหน้าที่ของตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อในสภานิติบัญญัติ แห่งชาติแจกแก่สื่อมวลชน
เนื้อหาในจดหมายเปิดผนึก ระบุว่า องค์กรสื่อได้ส่งตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญและเป็นสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยเห็นว่ากรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติฯ ประกอบด้วยตัวแทนของภาคส่วนต่างๆ จากสังคม จึงเห็นควรจะใช้สิทธินี้ส่งตัวแทนไปเข้าร่วม เพื่อที่จะไปปกป้องและรักษาสิทธิเสรีภาพ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของประชาชน
" หากเราไม่สามารถทำหน้าที่ได้ เราก็คงจะต้องพิจารณาบทบาทของเรา คงไม่ได้ดูเรื่องที่มีผู้เรียกร้องให้ถอนตัว แต่คงดูว่าเราทำงานได้หรือไม่ หากทำงานแล้วทำประโยชน์ไม่ได้ เราก็พร้อมจะพิจารณา" นางบัญญัติกล่าว
อย่าง ไรก็ตามไม่มีการถอนตัวหรือลาออกใดๆทั้งสิ้น แม้ว่าในยุคคมช.นั้นจะมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนอยู่บ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งนั้นคมช.เคยขู่สื่อมวลชนว่าห้ามเสนอข่าวของอดีตนายกฯทักษิณ”หาก ใครไม่เชื่อ สื่อสำนักไหนไม่ยอมใช้วิจารณญาณตามที่ขอกัน ผมก็จะขอใช้วิจารณญาณสั่งปิด”พล.อ.วินัย ภัทยกุลเคยขู่ไว้อย่างนั้น แต่สื่อมวลชนทุกแขนงก็เงียบ ไม่มีใครโวยวายว่าเป็นเผด็จการแทรกแซงสื่อซักคำ
นอก จากตัวแทน3องค์กรวิชาชีพสื่อแล้ว ในยุคคมช.เรืองอำนาจ กล่าวได้ว่ามีการแบ่งสรรอำนาจให้กับสื่อมวลชนเสมือนว่าปล้นชิงมาได้ก็ต้อง แบ่งสรรปันส่วนรางวัลกันไป โดยดูได้จากการแต่งตั้ง สนช.ในตอนนั้น เห็นว่าคณะรัฐประหารชุดคมช.ได้ให้รางวัลตอบแทนแก่สื่อมวลชนไทยอย่างงามที เดียว ลองไปดูรายชื่อและประวัติของสนช.ในยุคหลังรับประหาร19กันยาฯดู
1.กำแหง ภริตานนท์
ผลงานเด่น-เจ้าของคอลัมน์ปลายนิ้วนายกำแหง ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่มีบทบาทจิกตีทักษิณอย่างเอาการเอางาน
พื้นเพ เป็นคนหลังสวน จ.ชุมพร แน่นอนว่าเป็นคนปักษ์ใต้ เหมือนกับคนใหญ่คนโตในแวดวงสื่อหลายท่าน อาทิสนธิ ลิ้มทองกุล คนตรัง,สุทธิชัย หยุ่นคนหาดใหญ่ และฯลฯ
พ้นจากรั้วแม่โดม ก็ตบเท้าเข้าสู่ยุทธจักรหนังสือพิมพ์ ตั้งแต่ปี 2509 ด้วยการเป็นผู้สื่อข่าวการเมืองน.ส.พ.ไทยรัฐ, หน.ข่าวการเมืองสยามรายวัน ,บรรณาธิการน.ส.พ.เสียงใหม่ บก.น.ส.พ.ประชาธิปไตย หน.ข่าว น.ส.พ.ดาวสยาม
หน.กองบก.เสียงปวงชน บก.ข่าวแนวหน้า หน.ข่าวการเมืองเดลินิวส์ ผช.หน.กองบก.เดลินิวส์
เคย เป็นเลขาธิการสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กรรมการบริหารสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน และกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ.
(กำแหงถึงแก่กรรมในช่วงที่เป็นสนช.อยู่)
2.คำนูณ สิทธิสมาน
ผลงานเด่น-เป็น คอลัมนิสต์ชื่อดัง ในนามปากกา"รามบุตรี516"เมื่อครั้งสมัยต่อสู้กับเผด็จการรสช. ปัจจุบันคือ"เซี่ยงเส้าหลง"คอลัมนิสต์ใหญ่ในเครือผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล
มีบทบาทสำคัญในการลากไส้ฝ่ายซ้ายเก่า(ก็ฝ่ายเดียวกับ คำนูณในอดีตนะแหละ)ที่อยู่ซีกรัฐบาล เช่นหมอมิ้ง,ภูมิธรรมและมิตรสหายสายอีสานใต้ เพื่อดิสเครดิต และปิดกั้นการสนับสนุนจากมวลชนฝ่ายทักษิณ เพราะคำนูณเป็นแอ็คทิวิสต์ฝ่ายซ้าย อดีตเลขาฯศูนย์มาก่อน จึงสันทัดงานเจาะทะลวงเข้าไปทำแนวร่วมหลังแนวข้าศึก
ประวัติ-ด้วย ความที่เป็นฝ่ายซ้ายมาก่อน เคยเป็นอดีตเลขาธิการศูนย์นิสิตฯ เคยมีบทบาทคัดค้านโจมตีศักดินา เผด็จการอำนาจนิยมมาก่อน มาวันนี้เมื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสิ่งที่เคยด่าไว้มาก อาจทำให้คำนูณเข้าใจ สิ่งที่เขาเคยด่าเคยคิดโค่นล้มไว้ได้ดีขึ้น
(ภาย หลังได้เป็นสนช.แล้ว คำนูณก็ติดใจการเข้าไปนั่งในสภาโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง จึงได้เดินเส้นสายผ่านทางพลเอกเปรมเข้าไปเป็นวุฒิสมาชิกจากการแต่งตั้งใน ปัจจุบัน และยังเป็นเจ้าของไอเดีย"การเมืองใหม่"70:30อีกด้วย กล่าวคือเขาเชื่อว่าประชาชนนั้นโง่ ถูกซื้อเสียงจึงไม่ควรเลือกตั้งส.ส.หรือส.ว.ได้เกิน30% แต่ควรคัดสรรมาแบบที่เขาได้รับการคัดสรรกว่า70%)
3.ชัยอนันต์ สมุทวณิช
ผล งานเด่น-ใครๆอาจรู้จักอาจารย์ชัยอนันต์ในฐานะนักวิชาการ แต่จริงๆแล้วเขาเป็น"สื่อ"มากกว่า และเป็นสื่อในแวดวงเครือข่ายของสนธิ ลิ้มทองกุลซะด้วย ผลงานเด่นล่าสุดคือล่ารายชื่อ 99 นักวิชาการและสตรีในสังคมชั้นสูงยื่นฎีกาให้ทักษิณลาออก และเรียกร้องนายกฯตามมาตรา 7
อดีตเคยเป็นนักวิชาการที่โป รประชาธิปไตย และเคยร่วมลงนามในชื่อ 99 นักวิชาการภาคประชาชนขอรัฐธรรมนูญจากจอมพลถนอม ก่อนเกิดกรณี 14ตุลาฯ16
4.แถมสิน รัตนพันธ์
ผล งานเด่น-นักเขียนก๊อสซิปชื่อดังในนามลัดดา ซุบซิบ ซึ่งระยะหลังมาซุบซิบให้โลกระบือในเครือผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล (อีกแล้วครับทั่น)ก่อนจะมาปักหลักล่าสุดที่โพสต์ทูเดย์ของสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ที่พักหลังมาปักหลักไล่ทักษิณอย่างเอาการเอางาน นับแต่การรถไฟฯกับราชพัสดุจะขอขึ้นค่าเช่าห้างเซ็นทรัล
แถมสินเป็นคนปักษ์ใต้ เพราะเป็นคนพัทลุง เป็นศิษย์เก่ารุ่นลมหวนรุ่นเดียวกับBJ-บิ๊กจิ๋ว พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ
5.ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์
ผล งานเด่น -ติวเตอร์หมูเคยลงสมัครสารพัดอย่าง ทั้งส.ส.ก็แพ้ ส.ก.ก็พ่าย เหลือแต่ยังไม่สมัครนายกฯอบต. แต่มาได้คะแนนขึ้นที่1สว.กทม.เที่ยวกอนจะเจอรัฐประหาร19กันยาฯ ก็เพราะผลงานเด่นดังในฐานะคอลัมนิสต์ประจำหัวเขียว แต่ค่ายผู้จัดการได้ขึ้นบัญชีให้แฟนๆม็อบกู้ชาติ"ต้องเลือก"เพราะผลงานด่า ทักษิณ ว่าการแปรรูปวิสาหกิจจะทำให้ไทยเป็นอาร์เจนตินาภาค2เข้าตากรรมการ ที่ชื่อสนธิ ลิ้มฯจนเคยได้รับเกียรติขึ้นเวทีกู้ชาติมาแล้ว
แต่อย่าง ไรก็ตามมีคนนึงที่เรียกติวเตอร์หมูด้วยความให้เกียรติ เพราะขึ้นต้นด้วยคำว่า"ไอ้เห้ย"ทุกคำคือ"เจ๊เช็ง" แต่ก็โดนติวเตอร์หมูสวนกลับแสบๆเหมือนกันว่า"ถ้าผมเห้ยป้าเช็งก็เห้ยเหมือน กัน"...ล่าสุดติวเตอร์หมูลงสมัครส.ส.เขตบางกะปิ แต่ได้คะแนนมาแค่เพียงหมื่นเศษ เพราะโดนคู่แข่งสำคัญเป็นคนกันเองในพันธมิตรคือประพันธ์ คูณมี-สำราญ รอดเพชรลงสู้ แถมเล่นวิชามารใต้ดิน เล่นเอาติวเตอร์หมูบักโกรก
ติว เตอร์หมูกลับมาเขียนให้ไทยรัฐอีกรอบ และประกาศตัดญาติจากพันธมิตรแล้ว พร้อมกับด่าว่าพันธมิตรมีพฤติการณ์ขายชาติ หาเรื่องเป็นศัตรูกับประเทศเพื่อนบ้าน
6.นางบัญญัติ ทัศนียะเวช
ผล งานเด่น-ในวงการสื่อมวลชนมี2เจ๊ผู้ยิ่งใหญ่ เจ๊แรกย่อมเป็นเจ๊ยุ หรือยุวดี ธัญสิริ ภริยาบิ๊กยักษ์-อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม อีกเจ๊ก็ย่อมเป็น"เจ๊หยัด"นี่แหละครับ
เจ๊หยัด หรือแป้หยัดของคนรุ่นใหม่ได้รับการแต่งตั้งจากพรรคพวกให้เป็น ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ5สมัย และมีบทบาทเด่นๆ ด้วยการร่วมกับสภาทนายความเสนอนายกฯม.7มาแล้วด้วย
เคยดำรง ตำแหน่งนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ปี 2534-2535 และรองประธานสภาการหนังสือพิมพ์-แห่งชาติ สมัยที่ 1 และ 2 และสมัยที่ 4 ระหว่างปี 2541-2544 และปี 2547-2549
7.นายไพศาล พืชมงคล
ผล งานเด่น-นอกจากเป็นเจ้าของสำนักธรรมนิติแล้ว ไพศาลยังโดดเด่น ในฐานะคอลัมนิสต์เจ้าของนามปากกา"สิริอัญญา"ในเครือผู้จัดการ(อีกแล้วนะ เนี่ย) ได้รับเกียรติให้เป็นผู้เขียนประกาศคณะปฏิวัติฉบับแรกๆเมื่อ19กันยายน 2549ให้กับคมช.ซะด้วย โดยประกาศฉบับที่ขึงขังคึกคักนั้นมีสนธิใอเดียมา แต่ฉบับไหนที่อีรุมคลุมเครือนั้นBJเขาให้มา ก็เลยงงๆไปตามคนให้ไอเดีย ซะงั้น
ไพศาลเคยเป็นซ้ายเก่า เขียนด่าจักพรรดินิยม ศักดินานิยม อำนาจนิยม เผด็จการนิยมมามาก ตอนนี้เมื่อมาเป็นขวาใหม่ต้องเขียนประกาศคณะปฏิวัติ ก็เลยสำนวนบางทีติดจะซ้ายเก่าไปหน่อย ก็คงไม่เป็นไร
8.ภัทระ คำพิทักษ์
ผล งานเด่น-ปัจจุบันเป็นบก.ข่าวของค่ายโพสต์ทูเดย์ ที่มีบทบาท จิกตีรัฐบาลทักษิณอย่างเต็มเหนี่ยว นอกจากนั้นยังเป็นนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ที่มีบทบาทโค่นล้มทักษิณอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู รวมถึงยื่นฎีกาขอนายกฯม.7อีกด้วย โดยไม่สนใจเลยว่านักข่าวต้องนำเสนอเป็นกลาง แต่ยุคนี้กลายมาเป็นกลุ่มพลังกดดันทางการเมืองแบบมีconflict of interestหน้าตาเฉย ซะงั้น
9.นายสมเกียรติ อ่อนวิมล
ผลงานเด่น-ไม่มีอะไรเด่นหรอก ด๊อกเตอร์ผมลอนแค่เป็นลูกป๋าเฉยๆ เคยทำข่าวตอนหม่อมคึกฤทธิ์นอนป่วยบนเตียง จนโดนหม่อมแจกกล้วยมาแล้ว
10.นายสมชาย แสวงการ
ผล งานเด่น-"เสี่ยเอ๋"เป็นนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ย่อมเคลื่อนไหวเป็นอันหนึ่งทิศทางเดียวกับสภาการหนังสือพิมพ์ของเจ๊หยัด และสมาคมนักข่าวฯของภัทระ คำพิทักษ์
เสี่ยเอ๋อยู่ในค่ายสำนักข่าว INN ซึ่งเลือดสีสะตอข้นคลั้ก ตั้งแต่หัวคือสนธยาลงมายังหางนักข่าวสนามล้วนแต่แหล็งใต้หมด อะไรๆที่เป็นทักษิณถิ่นใต้ย่อมดีหมด ยกเว้นคนชื่อทักษิณ
สมชายก็เช่น เดียวกับคำนูณคือหลังจากได้เป็นสนช.แล้วก็ติดใจ ต่อมาใช้โควต้าสื่อมาเป็นสว.ลากตั้งในปัจจุบัน และมีบทบาทในการตามล้างตามล่ารัฐบาลประชาธิปไตยที่ประชาชนเลือกมาอย่างเอา การเอางาน เพื่อตอบแทนมือที่มองไม่เห็น ซึ่งให้โควต้าสมชายมาเป็นสว.นั่นเอง
11.นายสมหมาย ปาริจฉัตต์
ผล งานเด่น-เคยเป็นบก.มติชน แล้วเผลอนำจดหมายที่โจมตีพระสังฆราชลงในมติชนก็เลยโดนปลดออกจากบก.ขึ้นมา เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)! ซึ่งว่าไปแล้วค่ายนี้เคยทำหน้าที่เป็นสื่อที่เป็นกลางเที่ยงตรงมีจรรยาบรรณ น่าชื่นชม
แต่มาโอนเอนไปในพักหลังๆภายหลังจากสงสัยว่าทักษิณให้อากู๋แก รมมี่มาเทกโอเวอร์มติชนนี่แหละ เลยเข้าร่วมขบวนการล้มทักษิณกันเต็มลำ และตอนนี้ก็ร่วมหัวจมท้ายกันบ่อนเจาะเซาะทำลายรัฐบาลจากการเลือกตั้งอย่าง สุดลิ่มทิ่มประตู
12.นายสราวุธ วัชรพล
ผล งานเด่น-ค่ายไทยรัฐไม่ได้มีบทบาทโค่นล้มรัฐบาลเด่นนัก ตอนแรกๆออกจะขวางทางสนธิ ลิ้มด้วยซ้ำไป เพราะค่ายผู้จัดการเปิดฉากด่าซะเสียๆหายๆหาว่า เป็นกระดาษเปื้อนหมึกที่ไม่ยอมร่วมขบวนกับสนธิโค่นรัฐบาลทักษิณ
แต่ หัวเขียวก็ย่อมเป็นหัวเขียววันยังค่ำ โค้งท้ายๆไทยรัฐโดดร่วมขบวนทันในนาทีสุดท้าย โดยเฉพาะการเปิดทางให้ชัย ราชวัตร ใช้เวทีผู้ใหญ่มากับบักจ่อยถล่มทักษิณซะมิดดิน รางวัลก็เลยตกเป็นของลูกป๊ะกำพลด้วยประการฉะนี้
ปัจจุบันไทยรัฐก็ ยังเล่นบทกั๊กเหมือนเดิม อย่างการ์ตูนหน้า5ชัย ราชวัตร จิกตีรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มที่ แต่หน้า3การ์ตูนเซียก็เชียร์รัฐบาลเต็มลำ ด่าพันธมิตรเต็มสูบกันต่อไป
13.นายสำราญ รอดเพชร
ผล งานเด่น-สำราญไม่เคยทำตัวเด่นเลยเมื่อเขาอยู่กับชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ แห่งค่ายมาตุภูมินานมากกว่า 10 ปี หรือในตอนที่มาอยู่ค่ายเนชั่นกับสุทธิชัย หรือกระทั่งตอนเป็นผู้ดำเนินรายการทางITV แต่หลังจากเขาตกงานจากITV ในสภาพไม่ต่างจาก"สุนัขแก่" แล้วสนธิ ลิ้มทองกุล รีบโดดเข้าโอบอุ้ม และพาเข้ามาทำงานในเครือผู้จัดการ...นั่นแหละสำราญจึงพลิกไปเป็นอีกคน
โดด เด่นสุดก็คงจะเป็นบทบาทโฆษกเวทีกู้ชาติและโฆษกของม็อบพันธมิตร ทำให้สำราญขาดความสำราญไปพอสมควร จากชีวิตเพลย์บอยวงการสื่อ พลิกไปเป็นคนเอาการเอางานในม็อบ แบบที่บอกกับใครต่อใครว่า "เราเป็นพนักงานบริษัทคุณสนธิ เขาใช้ให้ทำอะไรมันก็ต้องทำ.." แต่จริงๆเขาก็คง"อิน"กับบทนี้ไปด้วยแหละ
คุ้มค่าแล้วที่หนุ่มใหญ่จากปักษ์ใต้คนนี้(ปักษ์ใต้อีกแว้ว..) จะได้รับรางวัลเป็นเก้าอี้สภาท็อปบู๊ทอีกตำแหน่งหนึ่ง
แม้ว่าเขาเคยทำตัวเป็นซ้ายนิดๆต่อต้านคัดค้านเผด็จการทั้งเต็มใบ และครึ่งใบสมัยยุคที่เคยสนิทแน่นกับชัชรินทร์ก็ตาม
สำราญเคยลงเลือกตั้งหนล่าสุดที่เขตบางกะปิ แต่ทำได้ดีที่สุดคือ"เกือบได้"เท่านั้น ตอนนี้จึงต้องกลับมาเป็นโฆษกเวทีพันธมิตรเหมือนเคย
คนอื่นๆในแวดวงสื่อ
*14.นางสุรางค์ เปรมปรีดิ์-เจ้าแม่ช่อง7
*15.นายประสาร มาลีนนท์-ช่อง3
*16.นายพิชัย วาสนาส่ง-ส.ศิวรักษ์เคยให้ฉายาว่า"คุณจ้อ"
สมัครประกาศไม่ไว้วางใจสื่อมวลชน
คงไม่มากเกินไป หากจะกล่าวว่า นอกจากเผชิญหน้ากับแรงต้านของพรรคฝ่ายค้านในสภา,ม็อบพันธมิตรบนท้องถนน และการถ่วงดุลอำนาจอย่างเข้มงวดจากตุลาการแล้ว รัฐบาลประชาธิปไตยชุดปัจจุบัน ยังมีแวดวงสื่อมวลชนกระหนาบตีอย่างไม่รามือ ที่เบาก็ขยายเป็นหนัก ที่หนักก็ตามฟาดฟันให้บรรลัย และยังทำหน้าที่เป็นกองเชียร์ให้ฝ่ายปฏิปักษ์ของรัฐบาลอย่างออกนอกหน้า
จนกระทั่งนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ”สนทนาประสาสมัคร”ระบุ ว่า 'ขออนุญาตว่า ผมไม่ไว้วางใจสื่อได้หรือไม่ ผมตรวจรัฐธรรมนูญแล้วครับ ไม่มีรัฐธรรมนูญไหนห้าม ที่ผมขอไม่ไว้วางใจ' และยังบอกว่า 'ไม่ไว้วางใจผมทำอย่างไร ผมก็ไม่ให้สัมภาษณ์ แต่ผมก็ห้ามใจรอ 7 วันพูดที ผมขอไม่ไว้วางใจ ก็เลยจะพูดเอง ต้องรอมา 08.30 น.วันอาทิตย์'
สมาคมนักข่าวโต้ทันควันอ้างประชาชนตามเคย
การ ประกาศไม่ไว้วางใจสื่อมวลชนดังกล่าว ได้รับปฏิกิริยาทันควันจาก นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยนายประดิษฐ์โต้ตอบว่า ไม่เป็นไรที่นายสมัครที่จะไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของสื่อ เพราะประชาชนทั้งสังคมนั้นรู้ดีว่า อะไรเป็นอะไร เนื่องจากเวลาเพียง 5 เดือน ทุกคนพบว่า นายสมัครขาดความรับผิดชอบในคำพูดของตัวเองมาตลอด พูดออกไปแล้วเพียงอีกไม่กี่อึดใจก็บอกว่าไม่ได้พูด และชอบโยนความผิดให้กับสื่อมวลชน
นายประดิษฐ์กล่าวว่า นอกจากนั้น พฤติกรรมของนายสมัครนั้นมีความเคยชินที่จะพูดข้างเดียวโดยใช้สื่อของรัฐ กล่าวหาฝ่ายอื่นที่ไม่มีโอกาสชี้แจง ซึ่งเป็นพฤติกรรมของนายสมัครที่ไม่ยอมรับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้น นายสมัครควรเลิกพูดข้างเดียวโดยใช้สื่อของรัฐได้แล้ว
ใน กรณีที่นาย สมัคร ระบุว่า 'พูดไป 10 จะออกถูกอยู่ 1 หรือ 2 แล้ว 8 ละครับ ผมขอไม่ไว้วางใจ'นั้น นายประดิษฐ์กล่าวว่า เป็นเรื่องไม่เป็นความจริงตามที่ นายสมัครกล่าวหาอย่างแน่นอนและเป็นไปไม่ได้เลยที่สื่อมวลชนจะบิดเบือนข่าว ที่ออกจากปากคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีมากมายตามที่นายสมัครกล่าวหา นอกจากจะตัดคำพูดที่ไม่มีสาระ เยิ่นเย้อ วกไปวนมา หรือคำพูดที่ไม่ได้เป็นประโยคกระโดดไปกระโดดมา จากเรื่องโน้นไปเรื่องนี้ตามแต่ปากพาไป ซึ่งพบบ่อยมากในคำพูดของนายสมัคร ซึ่งนักข่าว ต้องตัดออกโดยไม่สูญเสียสาระสำคัญของข่าวที่ต้องการเสนอให้กับสังคมรับรู้
กับรัฐบาลประชาธิปไตยนักข่าวกร่างกันเหลือเกิน
นาย ประดิษฐ์กล่าวว่า จากการพูดคุยกับกับเพื่อนๆ สื่อมวลชนที่ในอดีตที่เคยทำข่าวกับนายสมัครและสื่อมวลชนในรุ่นปัจจุบันพบว่า พวกเขามีความอดทนกับการติดตามตามการทำข่าวของนายสมัครกันมากแต่ที่ต้องทำ เพราะต้องการให้เกียรติกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย
'ผมเอง ไม่แน่ใจว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ แต่มีข้อสงสัยว่านายสมัครได้ทำหน้าที่ได้สมเกียรติกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทยหรือไม่ เพราะตามความเข้าใจนั้น บุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีคำพูดจาที่น่าเชื่อถือเพื่อสร้างความเชื่อ มั่นกับประชาชน ไม่ควรพูดกลับไปกลับมาหรือกลับกลอกรายวันอย่างที่เห็นกันทุกวันในช่วงเวลา นี้'เลขาธิการสมาคมนักข่าวฯกล่าว(http://www.matichon.co.th /news_title.php?id=2481)
สำหรับนายประดิษฐ์นั้น ปัจจุบันเป็นผู้สื่อข่าวของบางกอกโพสต์ ประจำทำเนียบรัฐบาล เขาเริ่มงานนักข่าวที่ค่ายมติชนเมื่อปี2536 และปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นเลขาฯสมาคมนักข่าว ประดิษฐ์มีพื้นเพเป็นชาวภาคใต้ จบการศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาเคยมีบทบาทคัดค้านการที่กลุ่มทุนที่เชื่อกันว่าเป็นกลุ่มของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เข้าไปกว้านซื้อหุ้นของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย พร้อมๆกับเข้าไปกว้านซื้อหุ้นมติชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน โดยนายประดิษฐ์พากันแต่งชุดดำเข้าไปประท้วงภายในทำเนียบรัฐบาล อ้างว่าการเข้าซื้อหุ้นบางกอกโพสต์ในตลาดหลักทรัพย์เป็นการเข้ามาแทรกแซง สื่อมวลชนของนักการเมือง
สมาคมนักข่าวฯในชุดที่ประดิษฐ์เป็น เลขาธิการนั้น ได้เล่นบท”ออฟไซด์”การเป็นสื่อกลางที่ดีมาแล้วหลายครั้ง โดยบางครั้งออกมาเป็นnews makerเสียเอง เช่น กรณีออกแถลงการณ์ขับไล่นายกฯทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2549 และเสนอนายกฯมาตรา 7ซึ่งในภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระราชดำรัสว่า เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะไม่มีในรัฐธรรมนูญ และไม่มีในประเพณีการปกครองของไทย
กับเผด็จการ สื่อไทยพร้อมก้มหัวเป็นงัวงาน
เมื่อ เกิดรัฐประหาร19กันยายน2549 ไม่ปรากฏว่าสื่อมวลชนได้ทัดทาน หรือวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเผด็จการแต่อย่างใด มิหนำซ้ำตัวแทนองค์กรวิชาชีพด้านสื่อมวลชนยังได้เข้าไปแบ่งปันอำนาจที่คณะ รัฐประหารปล้นชิงมาได้ และทำหน้าที่ค้ำจุนระบอบการปกครองของคมช.อย่างไร้ยางอายอีกด้วย ที่ว่าไร้ยางอายก็เนื่องจากแม้จะมีผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภากว่า50คนออกจดหมาย คัดค้านไม่ให้ตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่ง ชาติ(สนช.) แต่ตัวแทนทั้ง3องค์กรวิชาชีพก็ดันทุรังเข้าไปเป็นจนได้
ทั้ง นี้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่เป็นตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย นางบัญญัติ ทัศนียะเวช ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ นายสมชาย แสวงการ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และนายภัทระ คำพิทักษ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกจดหมายเปิดผนึก ฉบับหนึ่งเรื่องการทำหน้าที่ของตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อในสภานิติบัญญัติ แห่งชาติแจกแก่สื่อมวลชน
เนื้อหาในจดหมายเปิดผนึก ระบุว่า องค์กรสื่อได้ส่งตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญและเป็นสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยเห็นว่ากรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญและสภานิติบัญญัติฯ ประกอบด้วยตัวแทนของภาคส่วนต่างๆ จากสังคม จึงเห็นควรจะใช้สิทธินี้ส่งตัวแทนไปเข้าร่วม เพื่อที่จะไปปกป้องและรักษาสิทธิเสรีภาพ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของประชาชน
" หากเราไม่สามารถทำหน้าที่ได้ เราก็คงจะต้องพิจารณาบทบาทของเรา คงไม่ได้ดูเรื่องที่มีผู้เรียกร้องให้ถอนตัว แต่คงดูว่าเราทำงานได้หรือไม่ หากทำงานแล้วทำประโยชน์ไม่ได้ เราก็พร้อมจะพิจารณา" นางบัญญัติกล่าว
อย่าง ไรก็ตามไม่มีการถอนตัวหรือลาออกใดๆทั้งสิ้น แม้ว่าในยุคคมช.นั้นจะมีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนอยู่บ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งนั้นคมช.เคยขู่สื่อมวลชนว่าห้ามเสนอข่าวของอดีตนายกฯทักษิณ”หาก ใครไม่เชื่อ สื่อสำนักไหนไม่ยอมใช้วิจารณญาณตามที่ขอกัน ผมก็จะขอใช้วิจารณญาณสั่งปิด”พล.อ.วินัย ภัทยกุลเคยขู่ไว้อย่างนั้น แต่สื่อมวลชนทุกแขนงก็เงียบ ไม่มีใครโวยวายว่าเป็นเผด็จการแทรกแซงสื่อซักคำ
นอก จากตัวแทน3องค์กรวิชาชีพสื่อแล้ว ในยุคคมช.เรืองอำนาจ กล่าวได้ว่ามีการแบ่งสรรอำนาจให้กับสื่อมวลชนเสมือนว่าปล้นชิงมาได้ก็ต้อง แบ่งสรรปันส่วนรางวัลกันไป โดยดูได้จากการแต่งตั้ง สนช.ในตอนนั้น เห็นว่าคณะรัฐประหารชุดคมช.ได้ให้รางวัลตอบแทนแก่สื่อมวลชนไทยอย่างงามที เดียว ลองไปดูรายชื่อและประวัติของสนช.ในยุคหลังรับประหาร19กันยาฯดู
1.กำแหง ภริตานนท์
ผลงานเด่น-เจ้าของคอลัมน์ปลายนิ้วนายกำแหง ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่มีบทบาทจิกตีทักษิณอย่างเอาการเอางาน
พื้นเพ เป็นคนหลังสวน จ.ชุมพร แน่นอนว่าเป็นคนปักษ์ใต้ เหมือนกับคนใหญ่คนโตในแวดวงสื่อหลายท่าน อาทิสนธิ ลิ้มทองกุล คนตรัง,สุทธิชัย หยุ่นคนหาดใหญ่ และฯลฯ
พ้นจากรั้วแม่โดม ก็ตบเท้าเข้าสู่ยุทธจักรหนังสือพิมพ์ ตั้งแต่ปี 2509 ด้วยการเป็นผู้สื่อข่าวการเมืองน.ส.พ.ไทยรัฐ, หน.ข่าวการเมืองสยามรายวัน ,บรรณาธิการน.ส.พ.เสียงใหม่ บก.น.ส.พ.ประชาธิปไตย หน.ข่าว น.ส.พ.ดาวสยาม
หน.กองบก.เสียงปวงชน บก.ข่าวแนวหน้า หน.ข่าวการเมืองเดลินิวส์ ผช.หน.กองบก.เดลินิวส์
เคย เป็นเลขาธิการสมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กรรมการบริหารสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งอาเซียน และกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ.
(กำแหงถึงแก่กรรมในช่วงที่เป็นสนช.อยู่)
2.คำนูณ สิทธิสมาน
ผลงานเด่น-เป็น คอลัมนิสต์ชื่อดัง ในนามปากกา"รามบุตรี516"เมื่อครั้งสมัยต่อสู้กับเผด็จการรสช. ปัจจุบันคือ"เซี่ยงเส้าหลง"คอลัมนิสต์ใหญ่ในเครือผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล
มีบทบาทสำคัญในการลากไส้ฝ่ายซ้ายเก่า(ก็ฝ่ายเดียวกับ คำนูณในอดีตนะแหละ)ที่อยู่ซีกรัฐบาล เช่นหมอมิ้ง,ภูมิธรรมและมิตรสหายสายอีสานใต้ เพื่อดิสเครดิต และปิดกั้นการสนับสนุนจากมวลชนฝ่ายทักษิณ เพราะคำนูณเป็นแอ็คทิวิสต์ฝ่ายซ้าย อดีตเลขาฯศูนย์มาก่อน จึงสันทัดงานเจาะทะลวงเข้าไปทำแนวร่วมหลังแนวข้าศึก
ประวัติ-ด้วย ความที่เป็นฝ่ายซ้ายมาก่อน เคยเป็นอดีตเลขาธิการศูนย์นิสิตฯ เคยมีบทบาทคัดค้านโจมตีศักดินา เผด็จการอำนาจนิยมมาก่อน มาวันนี้เมื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสิ่งที่เคยด่าไว้มาก อาจทำให้คำนูณเข้าใจ สิ่งที่เขาเคยด่าเคยคิดโค่นล้มไว้ได้ดีขึ้น
(ภาย หลังได้เป็นสนช.แล้ว คำนูณก็ติดใจการเข้าไปนั่งในสภาโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง จึงได้เดินเส้นสายผ่านทางพลเอกเปรมเข้าไปเป็นวุฒิสมาชิกจากการแต่งตั้งใน ปัจจุบัน และยังเป็นเจ้าของไอเดีย"การเมืองใหม่"70:30อีกด้วย กล่าวคือเขาเชื่อว่าประชาชนนั้นโง่ ถูกซื้อเสียงจึงไม่ควรเลือกตั้งส.ส.หรือส.ว.ได้เกิน30% แต่ควรคัดสรรมาแบบที่เขาได้รับการคัดสรรกว่า70%)
3.ชัยอนันต์ สมุทวณิช
ผล งานเด่น-ใครๆอาจรู้จักอาจารย์ชัยอนันต์ในฐานะนักวิชาการ แต่จริงๆแล้วเขาเป็น"สื่อ"มากกว่า และเป็นสื่อในแวดวงเครือข่ายของสนธิ ลิ้มทองกุลซะด้วย ผลงานเด่นล่าสุดคือล่ารายชื่อ 99 นักวิชาการและสตรีในสังคมชั้นสูงยื่นฎีกาให้ทักษิณลาออก และเรียกร้องนายกฯตามมาตรา 7
อดีตเคยเป็นนักวิชาการที่โป รประชาธิปไตย และเคยร่วมลงนามในชื่อ 99 นักวิชาการภาคประชาชนขอรัฐธรรมนูญจากจอมพลถนอม ก่อนเกิดกรณี 14ตุลาฯ16
4.แถมสิน รัตนพันธ์
ผล งานเด่น-นักเขียนก๊อสซิปชื่อดังในนามลัดดา ซุบซิบ ซึ่งระยะหลังมาซุบซิบให้โลกระบือในเครือผู้จัดการของสนธิ ลิ้มทองกุล (อีกแล้วครับทั่น)ก่อนจะมาปักหลักล่าสุดที่โพสต์ทูเดย์ของสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ที่พักหลังมาปักหลักไล่ทักษิณอย่างเอาการเอางาน นับแต่การรถไฟฯกับราชพัสดุจะขอขึ้นค่าเช่าห้างเซ็นทรัล
แถมสินเป็นคนปักษ์ใต้ เพราะเป็นคนพัทลุง เป็นศิษย์เก่ารุ่นลมหวนรุ่นเดียวกับBJ-บิ๊กจิ๋ว พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ
5.ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์
ผล งานเด่น -ติวเตอร์หมูเคยลงสมัครสารพัดอย่าง ทั้งส.ส.ก็แพ้ ส.ก.ก็พ่าย เหลือแต่ยังไม่สมัครนายกฯอบต. แต่มาได้คะแนนขึ้นที่1สว.กทม.เที่ยวกอนจะเจอรัฐประหาร19กันยาฯ ก็เพราะผลงานเด่นดังในฐานะคอลัมนิสต์ประจำหัวเขียว แต่ค่ายผู้จัดการได้ขึ้นบัญชีให้แฟนๆม็อบกู้ชาติ"ต้องเลือก"เพราะผลงานด่า ทักษิณ ว่าการแปรรูปวิสาหกิจจะทำให้ไทยเป็นอาร์เจนตินาภาค2เข้าตากรรมการ ที่ชื่อสนธิ ลิ้มฯจนเคยได้รับเกียรติขึ้นเวทีกู้ชาติมาแล้ว
แต่อย่าง ไรก็ตามมีคนนึงที่เรียกติวเตอร์หมูด้วยความให้เกียรติ เพราะขึ้นต้นด้วยคำว่า"ไอ้เห้ย"ทุกคำคือ"เจ๊เช็ง" แต่ก็โดนติวเตอร์หมูสวนกลับแสบๆเหมือนกันว่า"ถ้าผมเห้ยป้าเช็งก็เห้ยเหมือน กัน"...ล่าสุดติวเตอร์หมูลงสมัครส.ส.เขตบางกะปิ แต่ได้คะแนนมาแค่เพียงหมื่นเศษ เพราะโดนคู่แข่งสำคัญเป็นคนกันเองในพันธมิตรคือประพันธ์ คูณมี-สำราญ รอดเพชรลงสู้ แถมเล่นวิชามารใต้ดิน เล่นเอาติวเตอร์หมูบักโกรก
ติว เตอร์หมูกลับมาเขียนให้ไทยรัฐอีกรอบ และประกาศตัดญาติจากพันธมิตรแล้ว พร้อมกับด่าว่าพันธมิตรมีพฤติการณ์ขายชาติ หาเรื่องเป็นศัตรูกับประเทศเพื่อนบ้าน
6.นางบัญญัติ ทัศนียะเวช
ผล งานเด่น-ในวงการสื่อมวลชนมี2เจ๊ผู้ยิ่งใหญ่ เจ๊แรกย่อมเป็นเจ๊ยุ หรือยุวดี ธัญสิริ ภริยาบิ๊กยักษ์-อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม อีกเจ๊ก็ย่อมเป็น"เจ๊หยัด"นี่แหละครับ
เจ๊หยัด หรือแป้หยัดของคนรุ่นใหม่ได้รับการแต่งตั้งจากพรรคพวกให้เป็น ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ5สมัย และมีบทบาทเด่นๆ ด้วยการร่วมกับสภาทนายความเสนอนายกฯม.7มาแล้วด้วย
เคยดำรง ตำแหน่งนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ปี 2534-2535 และรองประธานสภาการหนังสือพิมพ์-แห่งชาติ สมัยที่ 1 และ 2 และสมัยที่ 4 ระหว่างปี 2541-2544 และปี 2547-2549
7.นายไพศาล พืชมงคล
ผล งานเด่น-นอกจากเป็นเจ้าของสำนักธรรมนิติแล้ว ไพศาลยังโดดเด่น ในฐานะคอลัมนิสต์เจ้าของนามปากกา"สิริอัญญา"ในเครือผู้จัดการ(อีกแล้วนะ เนี่ย) ได้รับเกียรติให้เป็นผู้เขียนประกาศคณะปฏิวัติฉบับแรกๆเมื่อ19กันยายน 2549ให้กับคมช.ซะด้วย โดยประกาศฉบับที่ขึงขังคึกคักนั้นมีสนธิใอเดียมา แต่ฉบับไหนที่อีรุมคลุมเครือนั้นBJเขาให้มา ก็เลยงงๆไปตามคนให้ไอเดีย ซะงั้น
ไพศาลเคยเป็นซ้ายเก่า เขียนด่าจักพรรดินิยม ศักดินานิยม อำนาจนิยม เผด็จการนิยมมามาก ตอนนี้เมื่อมาเป็นขวาใหม่ต้องเขียนประกาศคณะปฏิวัติ ก็เลยสำนวนบางทีติดจะซ้ายเก่าไปหน่อย ก็คงไม่เป็นไร
8.ภัทระ คำพิทักษ์
ผล งานเด่น-ปัจจุบันเป็นบก.ข่าวของค่ายโพสต์ทูเดย์ ที่มีบทบาท จิกตีรัฐบาลทักษิณอย่างเต็มเหนี่ยว นอกจากนั้นยังเป็นนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย ที่มีบทบาทโค่นล้มทักษิณอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู รวมถึงยื่นฎีกาขอนายกฯม.7อีกด้วย โดยไม่สนใจเลยว่านักข่าวต้องนำเสนอเป็นกลาง แต่ยุคนี้กลายมาเป็นกลุ่มพลังกดดันทางการเมืองแบบมีconflict of interestหน้าตาเฉย ซะงั้น
9.นายสมเกียรติ อ่อนวิมล
ผลงานเด่น-ไม่มีอะไรเด่นหรอก ด๊อกเตอร์ผมลอนแค่เป็นลูกป๋าเฉยๆ เคยทำข่าวตอนหม่อมคึกฤทธิ์นอนป่วยบนเตียง จนโดนหม่อมแจกกล้วยมาแล้ว
10.นายสมชาย แสวงการ
ผล งานเด่น-"เสี่ยเอ๋"เป็นนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ย่อมเคลื่อนไหวเป็นอันหนึ่งทิศทางเดียวกับสภาการหนังสือพิมพ์ของเจ๊หยัด และสมาคมนักข่าวฯของภัทระ คำพิทักษ์
เสี่ยเอ๋อยู่ในค่ายสำนักข่าว INN ซึ่งเลือดสีสะตอข้นคลั้ก ตั้งแต่หัวคือสนธยาลงมายังหางนักข่าวสนามล้วนแต่แหล็งใต้หมด อะไรๆที่เป็นทักษิณถิ่นใต้ย่อมดีหมด ยกเว้นคนชื่อทักษิณ
สมชายก็เช่น เดียวกับคำนูณคือหลังจากได้เป็นสนช.แล้วก็ติดใจ ต่อมาใช้โควต้าสื่อมาเป็นสว.ลากตั้งในปัจจุบัน และมีบทบาทในการตามล้างตามล่ารัฐบาลประชาธิปไตยที่ประชาชนเลือกมาอย่างเอา การเอางาน เพื่อตอบแทนมือที่มองไม่เห็น ซึ่งให้โควต้าสมชายมาเป็นสว.นั่นเอง
11.นายสมหมาย ปาริจฉัตต์
ผล งานเด่น-เคยเป็นบก.มติชน แล้วเผลอนำจดหมายที่โจมตีพระสังฆราชลงในมติชนก็เลยโดนปลดออกจากบก.ขึ้นมา เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน)! ซึ่งว่าไปแล้วค่ายนี้เคยทำหน้าที่เป็นสื่อที่เป็นกลางเที่ยงตรงมีจรรยาบรรณ น่าชื่นชม
แต่มาโอนเอนไปในพักหลังๆภายหลังจากสงสัยว่าทักษิณให้อากู๋แก รมมี่มาเทกโอเวอร์มติชนนี่แหละ เลยเข้าร่วมขบวนการล้มทักษิณกันเต็มลำ และตอนนี้ก็ร่วมหัวจมท้ายกันบ่อนเจาะเซาะทำลายรัฐบาลจากการเลือกตั้งอย่าง สุดลิ่มทิ่มประตู
12.นายสราวุธ วัชรพล
ผล งานเด่น-ค่ายไทยรัฐไม่ได้มีบทบาทโค่นล้มรัฐบาลเด่นนัก ตอนแรกๆออกจะขวางทางสนธิ ลิ้มด้วยซ้ำไป เพราะค่ายผู้จัดการเปิดฉากด่าซะเสียๆหายๆหาว่า เป็นกระดาษเปื้อนหมึกที่ไม่ยอมร่วมขบวนกับสนธิโค่นรัฐบาลทักษิณ
แต่ หัวเขียวก็ย่อมเป็นหัวเขียววันยังค่ำ โค้งท้ายๆไทยรัฐโดดร่วมขบวนทันในนาทีสุดท้าย โดยเฉพาะการเปิดทางให้ชัย ราชวัตร ใช้เวทีผู้ใหญ่มากับบักจ่อยถล่มทักษิณซะมิดดิน รางวัลก็เลยตกเป็นของลูกป๊ะกำพลด้วยประการฉะนี้
ปัจจุบันไทยรัฐก็ ยังเล่นบทกั๊กเหมือนเดิม อย่างการ์ตูนหน้า5ชัย ราชวัตร จิกตีรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มที่ แต่หน้า3การ์ตูนเซียก็เชียร์รัฐบาลเต็มลำ ด่าพันธมิตรเต็มสูบกันต่อไป
13.นายสำราญ รอดเพชร
ผล งานเด่น-สำราญไม่เคยทำตัวเด่นเลยเมื่อเขาอยู่กับชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ แห่งค่ายมาตุภูมินานมากกว่า 10 ปี หรือในตอนที่มาอยู่ค่ายเนชั่นกับสุทธิชัย หรือกระทั่งตอนเป็นผู้ดำเนินรายการทางITV แต่หลังจากเขาตกงานจากITV ในสภาพไม่ต่างจาก"สุนัขแก่" แล้วสนธิ ลิ้มทองกุล รีบโดดเข้าโอบอุ้ม และพาเข้ามาทำงานในเครือผู้จัดการ...นั่นแหละสำราญจึงพลิกไปเป็นอีกคน
โดด เด่นสุดก็คงจะเป็นบทบาทโฆษกเวทีกู้ชาติและโฆษกของม็อบพันธมิตร ทำให้สำราญขาดความสำราญไปพอสมควร จากชีวิตเพลย์บอยวงการสื่อ พลิกไปเป็นคนเอาการเอางานในม็อบ แบบที่บอกกับใครต่อใครว่า "เราเป็นพนักงานบริษัทคุณสนธิ เขาใช้ให้ทำอะไรมันก็ต้องทำ.." แต่จริงๆเขาก็คง"อิน"กับบทนี้ไปด้วยแหละ
คุ้มค่าแล้วที่หนุ่มใหญ่จากปักษ์ใต้คนนี้(ปักษ์ใต้อีกแว้ว..) จะได้รับรางวัลเป็นเก้าอี้สภาท็อปบู๊ทอีกตำแหน่งหนึ่ง
แม้ว่าเขาเคยทำตัวเป็นซ้ายนิดๆต่อต้านคัดค้านเผด็จการทั้งเต็มใบ และครึ่งใบสมัยยุคที่เคยสนิทแน่นกับชัชรินทร์ก็ตาม
สำราญเคยลงเลือกตั้งหนล่าสุดที่เขตบางกะปิ แต่ทำได้ดีที่สุดคือ"เกือบได้"เท่านั้น ตอนนี้จึงต้องกลับมาเป็นโฆษกเวทีพันธมิตรเหมือนเคย
คนอื่นๆในแวดวงสื่อ
*14.นางสุรางค์ เปรมปรีดิ์-เจ้าแม่ช่อง7
*15.นายประสาร มาลีนนท์-ช่อง3
*16.นายพิชัย วาสนาส่ง-ส.ศิวรักษ์เคยให้ฉายาว่า"คุณจ้อ"
โพลล่าสุด สื่อไทย สอบตกคุณภาพ กันแทบทุกค่าย ในยุทธจักร ออนไลนด์
ใครก็ตามที่ได้รับสารจากสื่อ ไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชาย เด็กหรือผู้สูงอายุ อาจเป็นคนที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่เพียงลำพังคนเดียว หรืออยู่ภายในโรงภาพยนตร์ที่มีผู้ชมอยู่มากมาย ล้วนแล้วแต่เป็น "ผู้รับสาร" (audience) ด้วยกันทั้งนั้น สิ่งสำคัญที่เราทุกคนจำเป็นจะต้องเข้าใจร่วมกันในเบื้องต้นก่อนก็คือว่า สื่อทุกรูปแบบล้วนผ่านการวางแผน พิจารณา คัดเลือก กลั่นกรอง และถูกออกแบบมาแล้วเป็นอย่างดี เพื่อผลิตกลุ่มผู้รับสารเป้าหมายของตัวเอง เพื่อที่สื่อ ในฐานะที่เป็นธุรกิจประเภทหนึ่งที่ต้องการผลกำไร จะได้ "ขาย" กลุ่มผู้รับเหล่านั้น (ซึ่งก็คือตัวเรา ในฐานะของผู้อ่าน ผู้ดู หรือผู้ชมรายการ) ให้กับผู้โฆษณาด้วยกันทั้งสิ้น ...
... เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การทำงานของสื่อในหลายๆครั้งขาดความเป็นกลางและความเป็นอิสระ ที่จะคิดหรือคัดเลือกประเด็นข่าวและเรื่องราวต่างๆที่จะมานำเสนอ เพราะไม่อาจปฏิเสธคำขอร้องจากภาครัฐหรือกลุ่มนายทุนได้ รวมไปถึง เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยกำหนดสิ่งที่เราจะได้เห็นได้อย่างไร การทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจถึงขั้นตอนในการสร้างสารหรือผลิตตัวบทของสื่อต่างๆ ได้ ข้อความจาก มหาวิทยาลันเที่ยงคืน
ว่าด้วยเรื่องโพลต่อ ตามมาที่สองคือสื่อที่เรียกตัวเองว่า เสนอแต่ความจริง ที่คนเข้าวันละประมาณ สี่หมื่นห้า เกือบ ร้อยเปอร์เซ็นต์ บอกว่า ไม่ชอบ เพราะ ไม่ชอบเนื้อหา ตามมาด้วยสื่อที่เรียกตัวเองว่า มีคุณภาพ ที่มีคนเข้าราว สี่หมื่นคนต่อวัน แปดสิบสาม เปอร์เซ็นต์บอกว่า ไม่ชอบ เพราะ ไม่ชอบเนื้อหาและไม่เป็นกลาง ราว เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ของคนบอกว่าไม่ชอบ ตามติดๆด้วยกระบอกเสียงรัฐคือ อสมท ที่มีคนเข้า สามหมื่นห้าต่อวัน แปดสิบสี่เปอร์เซ็นต์ บอกว่า ไม่ชอบ เพราะ ไม่ชอบเนื้อหาเวบ ที่ชอบมี เกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์ที่บอกว่า ชอบความครบของข้อมูล คมชัดลึก เข้ามาติดๆ อสมท ที่ สามหมื่นห้าต่อวัน มีคนบอกไม่ชอบถึง แปดสิบหกเปอร์เซ็นต์ เพราะ ไม่ชอบเนื้อหา เกือบ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ และมีสองสามเปอร์เซ็นต์บอกว่า ไร้จรรยาบรรณวิชาชีพ แทบจะเป็นสื่อเดียวที่มีคนบอกว่าอย่างนี้ แต่คนชอบอันน้อยนิด ถึง ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ บอกว่า ข้อมูลครบถ้วน เครือเนชั่นรวมๆกันแล้ว ทั้ง กรุงเทพธุรกิจ ทั้ง เนชั่น และอื่นๆ ออกมาคล้ายๆคมชัดลึก
ส่วนการปรับปรุงหนังสือพิมพ์ พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 89.6 ระบุว่า ควรเพิ่มความรับผิดชอบต่อสังคมให้มากขึ้น ร้อยละ 88.9 ระบุว่า ควรปรับปรุงการเสนอข่าวให้เจาะลึกมากขึ้น ร้อยละ 88.0 ระบุว่า ควรปรับปรุงเนื้อหาให้ถูกต้องเชื่อถือได้มากขึ้น ร้อยละ 81.6 ระบุว่า ควรเพิ่มข่าวสารให้หลากหลายมากขึ้น และร้อยละ 43.8 ระบุว่า ควรปรับปรุงรูปแบบสีสันให้น่าสนใจมากขึ้น
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เอแบคโพลล์ เปิดเผยว่า เนื่องในวันนักข่าว สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้สำรวจภาคสนามเรื่อง ความคาดหวังต่อการนำเสนอข่าวสารทางหนังสือพิมพ์ : กรณีศึกษาผู้อ่านหนังสือพิมพ์ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งจากผลจากการสำรวจ พบว่า ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ติดตามข่าวหลากหลายช่องทาง โดยสื่อโทรทัศน์ยังคงเป็นช่องทางที่กลุ่มตัวอย่าง ให้ความนิยมติดตามมากที่สุดร้อยละ 98.3 รองลงมา คือ วิทยุ ร้อยละ 45.1 และอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 18.1 นอกจากนี้ ตัวอย่างร้อยละ 40.8 ระบุว่า อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน ในขณะที่ตัวอย่างร้อยละ 17.1 ระบุว่า อ่าน 5-6 วันต่อสัปดาห์ ร้อยละ 21.0 อ่าน 3-4 วันต่อสัปดาห์ และร้อยละ 21.1 อ่าน 1-2 วันต่อสัปดาห์ โดยเฉลี่ยแล้ว กลุ่มตัวอย่างอ่านหนังสือพิมพ์ประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์
สำหรับเวลาที่อ่านหนังสือ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 80.1 ระบุว่า อ่านหนังสือพิมพ์ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ในขณะที่ตัวอย่างประมาณ 1 ใน 5 หรือร้อยละ 19.9 ระบุว่า อ่านหนังสือพิมพ์เกิน 1 ชั่วโมง ในแต่ละครั้ง และโดยเฉลี่ยแล้ว กลุ่มตัวอย่างอ่านหนังสือพิมพ์ประมาณ 55 นาที ในแต่ละครั้ง
ประเภทข่าวที่กลุ่มตัวอย่างสนใจจากหนังสือพิมพ์มากที่สุด คือ ข่าวการเมือง ร้อยละ 63.4 รองลงมา ได้แก่ ข่าวอาชญากรรม ร้อยละ 56.4 ข่าวบันเทิง ร้อยละ 54.0 ข่าวกีฬา ร้อยละ 38.2 อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 53.5 มั่นใจว่า หนังสือพิมพ์ มี เสรีภาพในการนำเสนอข่าวสาร
ผลสำรวจครั้งนี้ ในประเด็นความเหมาะสมในการนำเสนอข่าวสาร พบว่า ข่าวสารที่ประชาชนไม่ต้องการให้นำเสนอ อันดับแรกตัวอย่างร้อยละ 70.3 เห็นว่า ไม่ควรนำเสนอข่าวใบ้หวย รองลงมาร้อยละ 64.7 ไม่ควรนำเสนอภาพเซ็กซี่/โชว์วับๆ แวมๆ ของนางแบบ และร้อยละ 62.2 ข่าวเชิงชู้สาวของดารา/นักร้อง
Study reveals dark side of journalism
Published on Sep 9, 2003
Thai print media journalists are among the world's most susceptible to bribes, a global survey revealed yesterday.
In the first study of its kind, the print media of 66 countries were judged in terms of their resistance to taking bribes. Thailand was listed at joint 50th.
The results showed that bribery within the media was most likely to occur in China, Saudi Arabia, Vietnam, Bangladesh and Pakistan.
The countries whose media were seen as least susceptible to bribery were Finland, Denmark, New Zealand and Switzerland. Germany, Iceland and the United Kingdom tied for fifth place, with the United States ranked joint ninth.
The survey was developed by two academics from American universities: Dr Dean Kruckeberg, a professor from the Department of Communications Studies at the University of Northern Iowa, and Katerina Tsetsura, a doctoral candidate in the Department of Communication at Purdue University in Indiana.
The study was jointly commissioned by the International Public Relations Association (IPRA), as part of its Campaign for Media Transparency, and the Institute for Public Relations of the United States.
Because of the virtual impossibility of measuring the phenomenon of cash being paid for news coverage through direct observation, the researchers employed a composite index methodology. Using this, they were able to narrow their focus down to eight variables for which objective third-party data were available.
Each country's print media - with a focus on newspapers -was then awarded between zero and five points for each variable. The higher the score achieved, the lower the perceived risk of it being susceptible to bribery.
The variables used in the study were:
- Long-time tradition of self-determination by citizens. (Thailand scored 2.)
- Comprehensive corruption laws with effective enforcement. (Thailand scored 0.)
- Accountability of government to citizens at all levels. (Thailand scored 3.)
- High adult literacy. (Thailand scored 5.)
- High liberal and professional education of practising journalists. (Thailand scored 4.)
- Well-established, publicised and enforceable journalism codes of professional ethics. (Thailand scored 2.)
- Free press, free speech and free flow of information. (Thailand scored 4.)
- High media competition (multiple and competing media). (Thailand scored 0.)
การศึกษาพบด้านมืดของวงการสื่อสิ่งพิมพ์
เปิดเผยเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2003
นักหนังสือพิมพ์ สื่อสิ่งพิมพ์คนไทยรับสินบนมากที่สุดในโลก การสำรวจทั่วโลกเปิดเผยเมื่อวานนี้
ในการศึกษาด้านมืดของสื่อประเภทแรก สื่อสิ่งพิมพ์ใน 66 ประเทศ ได้ถูกตัดสินในความต้านทานต่อการติดสินบนของพวกเขา ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 50
ผลลัพธ์แสดงว่าการติดสินบนภายในสื่อมีมากที่สุดในประเทศจีน, ซาอุดิอารเบียร์, เวียดนาม, บังคลาเทศ, และปากีสถาน
การสำรวจถูกพัฒนาโดยสองนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอเมริกัน : Dr. Dean Kruckeberg,ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย University of Northern Iowaและ Katerina Tsetsura ว่าที่ Dr.ในแผนกการสื่อสารที่มหาวิทยาลัย Purdue University in Indiana กรณีศึกษาได้มอบหมายให้ทำร่วมกับสถาบัน International Public Relations Association (IPRA)
เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เพื่อ Media Transparency และ สถาบัน the Institute for Public Relations of the United States
เพราะว่าเนื้อแท้แล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะวัดตัวเงินที่จ่ายเพื่อการรายงานข่าวผ่านการสังเกตุโดยตรง นักวิจัยได้จ้างทำวิธีดัชนีผสมขึ้นมาใช้เพื่อการศึกษานี้ทำให้เจาะจงขอบเขตของพวกเขาแคบลงเหลือแปดตัวแปรเพื่อเลือกวัตถุประสงค์จากข้อมูลที่ได้มาเป็นตัวแปรสื่อสิ่งพิมพ์ของแต่ละประเทศ ด้วยการเจาะจงไปที่สื่อหนังสือพิมพ์ ซึ่งจะได้รับคะแนนการสำรวจแต่ละตัวแปร ระหว่าง 0-5 คะแนน,คะแนนสูงจะมีความแข็งแกร่ง และคะแนนต่ำมีความเสี่ยงสูงต่อการรับสินบนของสื่อ
ตัวแปรที่ใช้ในกรณีศึกษา คือ
- ทำธุรกิจระยะยาวด้วยการให้ประชาชนตัดสินใจด้วยตัวเอง (ประเทศไทยได้คะแนน 2)
- ความเข้าใจกฏหมายคอรัปชั่นกับการบังคับใช้อย่างจริงจัง (ประเทศไทยได้คะแนน 0)
- ความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อประชาชนทุกระดับชั้น (ประเทศไทยได้คะแนน 3)
- ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ (ประเทศไทยได้คะแนน 5)
- เสรีนิยมและการศึกษาอย่างมืออาชีพของการฝึกฝนนักหนังสือพิมพ์ (ประเทศไทยได้คะแนน 4)
- ได้พิสูจน์มาเป็นอย่างดี, เปิดเผยต่อสาธารณะชน และบังคับนักหนังสือพิมพ์ใช้จรรยาบรรณวิชาชีพสื่อ (ประเทศไทยได้คะแนน 2)
- มีอิสระในการเขียน, อิสระในการพูด และ อิสระของข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามา (ประเทศไทยได้คะแนน 4)
- การแข่งขันสื่อชั้นสูง (ความหลากหลายและการแข่งขันสื่อ) (ประเทศไทยได้คะแนน 0)
มนุษย์ทุกคนถูกบังคับให้คิดถึงทุกๆ สิ่งในเวลาเดียวกัน บนข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ และด้วยช่วงเวลาที่น้อยเกินไปสำหรับการสะท้อนกลับ การแพร่กระจายที่ไม่เปลี่ยนของถ้อยคำต่างๆ ที่ถูกหั่นออกเป็นชิ้นๆ ความตื่นเต้นไปตลอดเกี่ยวกับความรู้สึกที่ไม่อาจพิสูจน์ได้โดยข้อเท็จจริง การก่อตัวขึ้นมาอย่างมั่นคงของความคิดเห็นที่เร่งด่วนหรือไม่ถูกต้อง ในท้ายที่สุด ใครสักคนจะต้องคิดว่ามันทำให้เรื่องของสติปัญญาทั้งหมดเลวลง
ความกลัวเกี่ยวกับการใช้สื่อไปในทางการเมือง (Fears about Political use of the media)ความกลัวต่างๆ เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ทางการเมือง ซึ่งสื่อสามารถทำได้ สัมพันธ์กับวิธีการที่สื่อสามารถถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อควบคุมผู้คนทั้งหลาย ขณะที่การปกครองแบบเผด็จการฟาสซิสท์ และคอมมิวนิสท์ รัฐต่างๆในช่วงทศวรรษที่ 1930s ได้ปลุกปั่นความกลัวเหล่านี้ขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์ทางการเมืองเกี่ยวกับสื่อได้เกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตยทั่วไปด้วย ที่ที่การโฆษณาสามารถได้รับการมองในฐานะที่เป็นรูปแบบหนึ่งของการโฆษณาชวนเชื่อ และการล้างสมองที่ได้ให้การสนับสนุนต่อลัทธิบริโภคนิยมในสังคมทุนซึ่งอันนี้ได้แสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกในหนังสือของ Vance Packard ในเรื่อง The HiddenPersuaders (ความจูงใจที่ซ่อนเร้น)(Packard 1957)
บ่อยครั้งได้มีการถกว่า ควรจะมีการควบคุมเหนือสื่อเพื่อว่ามันจะได้ไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ความกลัวที่ว่า สื่ออาจถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ทางการเมืองนับเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำไมประชาชนในประเทศต่างๆ มากมายต่างยืนยันว่า รัฐบาลไม่ควรที่จะเป็นเจ้าของสื่อ และ/หรือควบคุมสื่อ ความกลัวอันนี้ยังคงวางอยู่เบื้องหลังการถกเถียงกันจำนวนมากเกี่ยวกับว่า ใครควรเป็นผู้มีสิทธิ์เป็นเจ้าของสื่อด้วย แต่อย่างไรก็ตาม
ผู้ประกอบการทั้งหลายทางด้านสื่อ หลายต่อหลายครั้งมักจะมองตัวของพวกเขาเองในฐานะที่เป็นสุนัขเฝ้าบ้านทางการเมือง (political watchdogs) และในประเด็นเกี่ยวข้องนี้ ถูกอ้างถึงในฐานะที่เป็นฐานันดรสี่(fourth estate)การใช้ประโยชน์ในวิถีทางนี้ ศัพท์คำว่าฐานันดร เป็นคำที่สืบทอดมาจากช่วงเวลาเกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศส ช่วงที่อำนาจตุลาการ อำนาจรัฐสภา และอำนาจของศาสนจักรได้รับการอ้างว่าเป็นฐานันดรที่หนึ่ง สอง และสาม ตามลำดับ สื่อถือเป็นฐานันดรที่สี่
ซึ่งคือกลุ่มคนที่สามารถแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ และทำการสืบสวนถึงเหตุการณ์ต่างๆได้ โดยผ่านเสรีภาพในการพูด โดยการตรวจตราเกี่ยวกับสถาบันต่างๆเหล่านี้ได้ทำอะไรไป อันนี้คือเหตุผลที่ว่า ทำไม อิสรภาพของหนังสือพิมพ์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
ความกลัวเกี่ยวกับอิทธิพลของสื่อที่มีต่อศีลธรรม (Fears about the media's influence onmorals) ความกลัวในด้านศีลธรรมเกิดขึ้นมาจากความห่วงใยที่ว่า สื่ออาจจะเป็นพลังอำนาจของความชั่วร้ายอันหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในความสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องเพศและความรุนแรง ได้มีการให้เหตุผลว่า คุณค่าของผู้คนสามารถที่จะถูกทำให้ชั่วร้ายและเลวลงไปได้โดยสื่อที่พวกเขาบริโภค อันนี้ได้นำไปสู่ความตื่นกลัวทางศีลธรรม (moral panics) และการรณรงค์ต่อต้านเรื่องราวทางเพศและความรุนแรงที่มีออกมามากเกินไปบนจอโทรทัศน์
ความตกตื่นทางศีลธรรมมีแนวโน้มที่จะโฟกัสลงไป ที่ผลกระทบเกี่ยวกับการบริโภคสื่อโดยเยาวชนคนหนุ่มสาว เพราะพวกเขาเหล่านี้ได้รับการทึกทักว่ามีประสบการณ์น้อยเกี่ยวกับการตัดสินใจซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณความดี และมีสมรรถนะเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์ไม่เพียงพอเรื่องราวที่แต่งขึ้นมาหรือเนื้อหาของสื่อต่างๆมันมีความสัมพันธ์กับโลกของความจริงภายนอกได้มีการเสนอว่า ผลกระทบที่ทับทวีขึ้นเกี่ยวกับการบริโภคสื่อที่บรรจุเรื่องของความรุนแรงเอาไว้
และ/หรือ เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศต่างๆ อาจเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อผู้ดูที่เป็นเยาวชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในส่วนของแนวโน้มที่เยาวชนทั้งหลายจะเรียนรู้โดยการเลียนแบบ (จำลองหรือเอาอย่างสิ่งที่พวกเขาเห็นและได้ยิน) ทั้งนี้เพราะรูปแบบของสื่อประเภทที่โต้ตอบกันได้อย่างเช่น วิดีโอเกมส์ ต้องการการมีส่วนร่วมในการกระทำต่างๆที่เป็นความรุนแรงซึ่งพวกเขาเป็นตัวแสดง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาถูกพิจารณาว่าเป็นพวกที่น่าเป็นห่วง
มุมมองอีกมุมหนึ่งเกี่ยวกับประเด็นปัญหานี้ก็คือ ความแพร่หลายที่มีอย่างดกดื่นมากของภาพลามกและภาพความรุนแรงในสื่อที่ทำให้เป็นธรรมชาติไปแล้ว เนื้อหาหรือภาพเหล่านั้น ได้สร้างพฤติกรรมเชิงเปรียบเทียบในชีวิตจริงขึ้นมาซึ่งดูเหมือนว่าเป็นธรรมชาติ ปกติธรรมดา และเป็นที่ยอมรับ อันตรายในที่นี้คือว่า สื่ออาจจะถูกต้องตามกฎหมายโดยความเลินเล่อหรือประมาทแต่ไม่ควรได้รับการยอมรับทางจริยธรรม อย่างเช่น การใช้ความรุนแรงในฐานะที่เป็นวิธีการอันหนึ่งของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง หรือการขาดเสียซึ่งความเคารพต่อความเป็นหุ้นส่วนทางเพศของอีกคนหนึ่ง
ความกลัวเกี่ยวกับอิทธิพลของสื่อที่มีต่อวัฒนธรรม (Fears about the media's influence onculture) สำหรับผู้คนซึ่งเกรงว่าสื่อจะมาลดทอนคุณค่าทางวัฒนธรรมของสังคม เพราะสื่อได้รับการผลิตขึ้นมาอย่างค่อนข้างผิวเผินและไม่เป็นสาระ อันนี้มีภาพที่แสดงให้เห็นได้ดีที่สุดในข้อโต้แย้งรายรอบเรื่องราวซึ่งค่อนข้างสำคัญมากเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกกันว่าวัฒนรรมชั้นสูงและวัฒนธรรมชั้นต่ำ(high and low culture)
สำหรับวัฒนธรรมชั้นสูง ได้รับการทึกทักว่าเป็นศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่ได้รับการสร้างขึ้นมาโดยสังคมหนึ่ง - มันคือศิลปะที่ยกระดับศีลธรรมให้สูงส่งขึ้น มีความสลับซับซ้อน และเอาจริงเอาจัง.วัฒนธรรมชั้นสูงได้รับการกล่าวว่า ศิลปกรรมเหล่านี้จะถูกค้นพบได้ในการสร้างวัฒนธรรมอย่างเช่น โอเปร่า งานจิตรกรรม และวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ ความเข้าใจและการตีความเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ต้องการการฝึกฝนและการเรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญ มันเป็นเรื่องของคนชั้นสูงหรือพวกหัวกระทิ เพราะปกติแล้ว มันเป็นเรื่องของอภิสิทธิ์ ข้อได้เปรียบ การได้รับการศึกษา และความร่ำรวย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้มีเวลาว่างมากพอ มีเงิน และมีทักษะที่จะเข้าถึงและซาบซึ้งเกี่ยวกับศิลปกรรมข้างต้น
ส่วนวัฒนธรรมชั้นต่ำหรือวัฒนธรรมแบบป๊อปปิวล่าร์ ในอีกด้านหนึ่งนั้น เป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่ได้รับการบริโภคโดยผู้คนส่วนใหญ่ มันถูกพบได้ตามหน้านิตยสารต่างๆ หนังสือปกอ่อนที่มีตลาดขนาดใหญ่ ภาพยนตร์แนวป๊อป และโทรทัศน์
บรรดานักวิจารณ์ทั้งหลายทางด้านวัฒนธรรม มองวัฒนธรรมชั้นต่ำด้วยการหัวเราะเยาะ ในฐานะที่มันเป็นการลดทอนเรื่องของศีลธรรม หรือทำให้จรรยาเสื่อม และเป็นเรื่องง่ายๆธรรมดาที่ไม่สลับซับซ้อนอะไร โดยจารีตแล้ว วัฒนธรรมชั้นต่ำได้ถูกใส่ร้ายป้ายสีในฐานะที่เป็นเรื่องของสิ่งที่ด้อยกว่าและทำร้ายผู้คนในเชิงศักยภาพ ซึ่งในข้อเท็จจริง มันคือผลผลิตอันหนึ่งของสื่อสารมวลชนที่ได้รับการดูถูกดูหมิ่น บรรดาผู้มีการศึกษาทั้งหลายคิดว่าพวกเขาจะต้องทำหน้าที่ปกป้องผู้คนจากผลกระทบในเชิงทำลายของวัฒนธรรมชั้นต่ำพวกนี้. ด้วยเหตุข้างต้น อันดับแรกของการสอนเกี่ยวกับเรื่องสื่อก็คือใช้วิธีการปลูกฝีหรือฉีดวัคซีนให้กับนักศึกษานั่นเอง
บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายจะวิเคราะห์การผลิตสื่อสารมวลชนในชั้นเรียน โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะแสดงให้นักศึกษาทั้งหลายเห็นว่ามันชั่วร้ายอย่างไร มันเป็นเรื่องถูกๆ ไร้คุณค่า และเป็นอันตรายอย่างที่มันเป็นอย่างไรบ้าง. มีการคิดกันว่า โดยการให้ความรู้แก่นักศึกษาเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับวัฒนธรรมชั้นต่ำ นักศึกษาทั้งหลายจะได้รับการปกป้องหรือฉีดวัคซีนคุ้มกัน เทียบกันกับที่เราปลูกฝีเพื่อป้องกันโรคโดยการใช้ยาฉีดในปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ความตรงข้ามกันระหว่างวัฒนธรรมชั้นสูงและวัฒนธรรมชั้นต่ำยังคงเป็นข้อมูลที่ผู้คนจำนวนมากได้รับ และเป็นหนทางที่ผู้คนเหล่านั้นคิดเกี่ยวกับเรื่องสื่อ ความตรงข้ามกันนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่แบ่งแยกทางชนชั้นขึ้นมา -วัฒนธรรมชั้นสูงเป็นปริมณฑลของชนชั้นปกครองและชนชั้นกลาง กระฎุมพี ส่วนวัฒนธรรมชั้นต่ำ คือฐานที่มั่นของชนชั้นคนงานทั้งหลาย
แต่ความน่าสนใจของมันที่ควรบันทึกถึงเป็นเรื่องทางการเมืองคือ ทั้งพวก อนุรักษ์นิยมปีกขวาและพวก หัวรุนแรงปีกซ้ายต่างไม่เห็นด้วยและไม่พอใจกับวัฒนธรรมชั้นต่ำและสื่อสารมวลชนแนวป๊อป
- พวกปีกขวามองว่าสื่อได้ให้อาหารราคาถูก เป็นเรื่องฉูดฉาดที่ปราศจากราคาค่างวด ความรื่นเริงบันเทิงใจที่ชั่วช้า
- ส่วนพวกปีกซ้ายมองมันในฐานะที่เป็นเรื่องของลูกกวาดทางการเมือง ที่มาทำให้บรรดาคนงานทั้งหลายไขว้เขวจากความคับข้องใจทางการเมืองของพวกเขา
แต่อย่างไรก็ตาม นับจากปีทศวรรษที่ 1970s เป็นต้นมา ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรม ป๊อปปิวล่าร์เป็นจำนวนมากในการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับสื่อ ส่วนใหญ่เนื่องมาจากความต้องการที่จะเข้าใจพลวัตต่างๆของผู้รับสื่อจำนวนมหาศาลนั่นเอง ที่ให้ความสนใจต่อวัฒนธรรมป๊อปปิวล่าร์ -ดังที่ผู้คนจำนวนมากกำลังบริโภคเนื้อหาของสื่ออยู่ มันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจถึงสิ่งเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตาม มันเป็นความพยายามอันหนึ่งที่จะทำให้วัฒนรรมป๊อปปิวล่าร์ในตัวมันเองมีเหตุผลขึ้นมา และหลีกเลี่ยงที่จะปิดป้ายมันในฐานะที่เป็นบางสิ่งบางอย่างที่ด้อยค่ากว่าวัฒนธรรมชั้นสูง
หลักการทำหนังสือพิมพ์เบื้องต้น
|
องค์กรหนังสือพิมพ์ ธุรกิจหนังสือพิมพ์เป็นกิจการที่ดำเนินการโดยเอกชน 1.การลงทุน 2.การผลิต 3.การตลาด องค์ประกอบทั้ง 3 ประการเป็นปัจจัยเบื้องต้น ที่จะทำให้ธุรกิจเกิดขึ้นได้ หากขาดข้อหนึ่งข้อใดไปก็จะทำให้กิจการนั้นหยุดชะงัก แม้ว่าวัตถุประสงค์ใหญ่ของกิจการหนังสือพิมพ์ คือ การเสนอ "ข่าว" (news) และความเป็นข่าว (newsy) ซึ่งไม่ว่าจะผลิตอย่างไร หากสามารถสนองตอบเป้าหมายหลักนี้แล้วก็ถือว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่ดีได้ แต่โดยอำนาจการแข่งขันทางธุรกิจ และความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้เกิดภาวะการลงทุนที่สูงขึ้น เช่น อุปกรณ์ เครื่องมือการสื่อข่าว การพิมพ์ การผลิต ตลอดจนการขนส่ง คมนาคม เทคโนโลยีมีส่วนช่วยให้การทำงานในองค์กรหนังสือพิมพ์รวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ความซับซ้อนของเทคโนโลยีต่างๆ รวมตลอดถึงภาวะซับซ้อนทางการตลาดที่จะต้องอาศัยความรู้ทางการบริหารการตลาดอย่างมีระบบมากขึ้น ดังนั้นธุรกิจหนังสือพิมพ์จึงเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนักในสังคมปัจจุบัน กล่าวกันว่า หากจะลงทุนหนังสือพิมพ์สักฉบับทุกวันนี้จำเป็นต้องมีเงินทุนไม่ต่ำกว่าสิบล้านบาทขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ความเจริญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เป็นแรงผลักดันสำคัญในด้านการพัฒนาคุณภาพ และรูปลักษณ์ของหนังสือพิมพ์ให้น่าอ่านมากขึ้นเช่นกัน องค์ประกอบทั้ง 3 อย่างจึงเป็นสิ่งที่แยกไม่ออก ต้องไปด้วยกันเสมอ นอกจากนั้น หนังสือพิมพ์ยังมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากธุรกิจทั่วไปคือ เป็นกิจการที่ประกอบขึ้นด้วยบุคคล 3 ฝ่าย ได้แก่ 1. ผู้ลงทุน หรือเจ้าของ 2. ผู้จัดทำ 3. ผู้อ่าน บุคคลทั้ง 3 นี้ จะต้องมีความสัมพันธ์สอดคล้องกันอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะโดยภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ หรือการกำหนดนโยบาย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือสามารถทำหน้าที่ให้ข่าวสาร และยกระดับภูมิปัญญาของผู้อ่านในสังคม ถ้าจะเปรียบหนังสือพิมพ์เป็น"สินค้า" "ผู้อ่าน" ก็คือ ตลาดหรือลูกค้าที่หวังสื่อทั้งความรู้และปัญญาจากผู้ทำหนังสือพิมพ์ ในส่วนนี้เองที่ทำให้หนังสือพิมพ์กลายเป็นธุรกิจที่มีคุณลักษณะแตกต่างจากธุรกิจธรรมดา คือเป็นธุรกิจ "ประหนึ่งสถาบันสาธารณะ" ที่มีกรณียกิจแนบเนื่องกับสังคม เป็นทั้งเพื่อนผู้นำทาง และมหาวิทยาลัยของประชาชน ยังปรากฏทั้งบทบาทและอิทธิพล ที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้อ่าน ทั้งด้านรสนิยม ความคิด และพฤติกรรม เป็นกระจกสะท้อนสังคมบานใหญ่บานหนึ่งทีเดียว การจัดองค์กรการทำงานของหนังสือพิมพ์ โดยการแบ่งภาระความรับผิดชอบในการทำงาน และลักษณะพิเศษของงานหนังสือพิมพ์ จึงได้มีการแบ่งแยกการทำงานของหนังสือพิมพ์ออกเป็น 3 ฝ่ายหลักๆแต่จะมีขนาดแตกต่างกันไปบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการลงทุนของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ องค์ประกอบทั้ง 3 ประกอบด้วย 1. ฝ่ายบรรณาธิการ ( Editorial Department ) 2. ฝ่ายจัดการ ( Business Department ) 3. ฝ่ายผลิต ( Mechanical Department ) ขนาดของทั้ง 3 ฝ่ายจะแตกต่างกันตามขนาดของหนังสือพิมพ์และการลงทุน หนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่จะมีบุคลากรมากกว่า ขบวนการผลิต อุปกรณ์ทันสมัยซับซ้อนกว่าหนังสือพิมพ์ขนาดเล็ก ขอบเขตหน้าที่ของแต่ละฝ่ายประกอบด้วย 1. ฝ่ายบรรณาธิการ ( Editorial Department ) รับผิดชอบเกี่ยวกับเนื้อหาสาระของหนังสือพิมพ์ ทั้งฉบับที่เป็นเรื่องราวสำหรับอ่าน ( reading matter) ตั้งแต่การแสวงหารวบรวมจัดเตรียมต้นฉบับทุกประเภท เช่น ข่าว (ในประเทศและต่างประเทศ) บทความ สารคดี บทบรรณาธิการ ภาพการ์ตูน ต้นฉบับที่ถูกส่งมายังกองบรรณาธิการจะได้รับการพิจารณา วินิจฉัย คุณค่า คัดเลือก ตรวจสอบความถูกต้อง เขียนให้เหมาะสมในรูปแบบที่ต้องนำเสนอในรูปแบบของข่าว หรือบทความ พาดหัวข่าว ให้ตัวอักษร ก่อนจะส่งไปยังที่ฝ่ายการพิมพ์ กล่าวง่ายๆคือ กองบรรณาธิการมีภาระโดยตรงในการเตรียมต้นฉบับเนื้อหา ทุกประเภทก่อนจะส่งไปพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์ หนังสือพิมพ์โดยทั่วไปจะจัดแบ่งส่วนรับผิดชอบในกองบรรณาธิการออกเป็นฝ่ายย่อยๆ คือ ฝ่ายข่าวในประเทศ ฝ่ายข่าวต่างประเทศ ฝ่ายช่างภาพ ฝ่ายบทความ ฝ่ายกีฬา ฝ่ายบรรณาธิกรณ์ ฝ่ายจัดหน้า ทั้งหมดนี้จัดแบ่งตามกระบวนการและความสะดวกในการ ทำงานของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ 2. ฝ่ายจัดการ ( Business Department ) ฝ่ายนี้รับผิดชอบโดยตรงทางด้านธุรกิจการจัดการการตลาด เพื่อให้หนังสือพิมพ์มีรายได้สามารถเลี้ยงตัวเองได้และให้หนังสือพิมพ์ไปถึงมือผู้อ่านให้มากที่สุด เร็วที่สุด ครอบคลุมถึงการจัดจำหน่าย หาสมาชิก การบัญชี ขายเนื้อที่โฆษณา บุคลากร และการขนส่ง การบริหารงานทางธุรกิจ นับว่าเป็นหัวใจสำคัญสำหรับหนังสือพิมพ์ปัจจุบัน เพราะการพัฒนา การแข่งขันทางธุรกิจทำให้ต้องอาศัยหลักการบริหารที่ใช้หลักวิชาทันสมัย จึงจะสามารถสู้กับภาวะการเปลี่ยนแปลงของการตลาดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโฆษณา ทั้งการโฆษณาตัวหนังสือพิมพ์เอง และการขายเนื้อที่โฆษณา ฝ่ายจัดหาโฆษณา ต้องมีประสบการณ์กว้างขวาง สามารถทำงานประสานกับฝ่ายบรรณาธิการตลอดเวลา หาไม่แล้วอาจมีผลกระทบถึงรายได้ของหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับได้ เพราะรายได้จากการโฆษณาก็ยังถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของหนังสือพิมพ์ ฝ่ายจัดการมีความสำคัญยิ่งในการวางแผนพัฒนาการธุรกิจการตลาด และส่งเสริมการขายให้ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา 3. ฝ่ายการผลิต ( Mechanical Department ) รับผิดชอบด้านการพิมพ์ เพื่อให้หนังสือพิมพ์เสร็จลุล่วงออกมาเป็นฉบับสมบูรณ์พร้อมที่จะออกวางตลาดได้ ส่วนนี้ประกอบด้วย การเรียงพิมพ์ ทำบล็อก ตรวจปรู๊ฟ ทำเพลท ฯลฯ ในระบบการพิมพ์แบบเลตเตอร์เพรส ( Letterpress ) ฝ่ายการพิมพ์ต้องใช้มือในการเรียงตัวอักษร ทำบล็อก ซึ่งยุ่งยากและล่าช้า ปัจจุบันระบบการพิมพ์ก้าวหน้าทันสมัยขึ้นมาก หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่จะใช้ระบบพิมพ์แบบออฟเซท (Off-set) ใช้ตัวเรียงคอมพิวเตอร์ ทำให้การผลิตงานพิมพ์รวดเร็ว สะอาดขึ้นมาก และสามารถผลิตหนังสือพิมพ์ เป็นจำนวนมากภายในระยะเวลาอันสั้น มีผลให้การรายงานข่าวรวดเร็ว ทันสมัย ประสิทธิภาพของหนังสือพิมพ์ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่ก็มีผลทำให้การลงทุนสูงขึ้น องค์กรทั้ง 3 ฝ่าย มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกัน ต่างฝ่ายต่างต้องประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพราะหากขาดฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไป หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดล่าช้าก็จะทำให้หนังสือพิมพ์ไม่สามารถออกทันเวลา การทำหนังสือพิมพ์เป็นงานที่ทำกันเป็นทีม แข่งกับเวลา ต้องการความรวดเร็ว คำที่ใช้กันคุ้นเคยในงานพิมพ์ก็คือ " Deadline " แปลว่า "เส้นตาย" งานทุกชิ้นต้องพร้อมก่อนกำหนดเส้นตาย หากขาดความสนใจต่อเงื่อนเวลาอันนี้แล้วก็จะทำให้งานหนังสือพิมพ์ขาดประสิทธิภาพ ส่งผลถึงความล่าช้าและความไม่ทันสมัยในการรายงานเหตุการณ์ เนื่องจากเป้าหมายธุรกิจหนังสือพิมพ์ คือการปฏิบัติภาระกิจเกี่ยวกับการให้ข่าวสาร ความรู้ ความคิดเห็นแก่ผู้อ่าน การจัดมาตรฐานของหนังสือพิมพ์ ซึ่งมักจะจัดกันที่เนื้อหาข่าวสารเป็นประการสำคัญก่อน จึงจะสามารถทำให้การผลิตและการตลาดดีขึ้นได้ ฉะนั้นในที่นี้จึงขอกล่าว ถึงขอบเขตการทำงานในความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ผู้ศึกษาได้เห็นภาพที่แท้จริงของการทำหนังสือพิมพ์อย่างกว้างๆ ความรับผิดชอบในกองบรรณาธิการ ลักษณะการแบ่งแยกองค์กรหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกัน มีสายการบริหารงานไม่แตกต่างกันมากนัก ในเรื่องของการจัดรูปแบบตามความรับผิดชอบมีลักษณะตามแผนภูมิกว้างๆดังนี้ บรรณาธิการใหญ่ บรรณาธิการบริหาร กองบรรณาธิการ กองจัดการ กองการผลิต 1. ฝ่ายข่าวในประเทศ 1.ฝ่ายบุคคล 1.เรียงพิมพ์ 2. ฝ่ายข่าวต่างประเทศ 2.ฝ่ายจัดจำหน่าย 2.ทำบล็อค 3. ฝ่ายข่าวต่างจังหวัด 3.ฝ่ายจัดหาโฆษณา 3.ถ่ายเพลท 4. ฝ่ายข่าวกีฬา 4.ฝ่ายส่งเสริมการขาย 4.พิมพ์ 5. ฝ่ายข่าวสตรี 5.เข้าเล่ม 6. ฝ่ายข่าวเศรษฐกิจ ฯลฯ 7. ฝ่ายข่าวการศึกษา 8. ฝ่ายบทความทั่วไป 9. ฝ่ายภาพถ่าย 10.ฝ่ายบรรณาธิกรณ์ 11.ฝ่ายจัดหน้า 12.ห้องสมุด การจัดความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย อาจเพิ่มหรือตัดทอนในบางส่วน ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของการลงทุนของหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับ ในหนังสือพิมพ์ขนาดเล็กอาจรวมเอาหน้าที่บางส่วนเข้าด้วยกัน ในขณะที่หนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่เพิ่มหน้าที่บางส่วนขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับกำลังคนและความสามารถในการผลิต หนังสือพิมพ์ขนาดกลางขึ้นไปมักจะมีห้องสมุดที่เรียกว่า "morgue" เป็นของตนเองสำหรับค้นคว้าข้อมูลเมื่อต้องการ ตลอดจนเก็บสถิติสำคัญๆไว้เป็นข้อมูลค้นคว้าในการเขียนข่าว และบทความ การทำงานในกองบรรณาธิการ รูปแบบการทำงานในกองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์จะคล้ายคลึงกัน ถึงแม้ว่าอาจจะไม่เหมือนกันหมดเสียทีเดียว แต่แนวการเดินทางของข่าว ความสัมพันธ์แต่ละส่วนของหนังสือพิมพ์ มีลักษณะการทำงานคล้ายกันโดยหลักใหญ่ๆดังแผนภูมิต่อไปนี้ ( แนวการเดินทางของข่าวในกองบรรณาธิการ ) เพื่อให้เข้าใจถึงกระบวนการทำงานของหนังสือพิมพ์รายวัน จะขอกล่าวถึงความรับผิดชอบในตำแหน่งสำคัญๆ ซึ่งแบ่งความรับผิดชอบขอบเขตเนื้อหาเป็นหน้าๆ ไป เพื่อให้ความสะดวก ในการพิจารณาเนื้อหาลงพิมพ์คล่องตัวมากขึ้น แต่ในหนังสือพิมพ์ขนาดเล็กอาจตัดตำแหน่งบางส่วนออก เหลือเพียงตำแหน่งที่จำเป็น เช่น บรรณาธิการบริหาร บรรณาธิการข่าว หัวหน้าข่าวในประเทศ ผู้เขียน เรียบเรียงข่าว ช่างภาพ ผู้ตรวจต้นฉบับ ผู้ตรวจปรู๊ฟ และผู้สื่อข่าว ขอบเขตและหน้าที่ของแต่ละตำแหน่ง บรรณาธิการบริหาร ( Editor-in-chief) ในปัจจุบันทำหน้าที่รับผิดชอบทางด้านธุรกิจของหนังสือพิมพ์ วางแผนดำเนินงานให้หนังสือพิมพ์อยู่รอดได้ทั้งทางธุรกิจและการเสนอเนื้อหาที่ดี ทั้งนี้ เพราะการทำหนังสือพิมพ์ทุกวันนี้จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านการบริหารอยู่ด้วย จึงจะช่วยให้เป็นกิจการที่มีประสิทธิภาพอยู่รอดได้ บรรณาธิการบริหาร (Managing Editor) ทำหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการให้หนังสือพิมพ์สำเร็จลุล่วง ออกเป็นฉบับให้ทันเวลา และมีประสิทธิภาพ สิ่งที่บรรณาธิการบริหาร (หรือหนังสือพิมพ์บางฉบับจะเรียกตำแหน่งนี้ว่า "หัวหน้ากองบรรณาธิการ") ให้ความสนใจโดยตรงก็คือ เนื้อหาสาระที่เป็นข่าว บทความ สารคดี ฯลฯ กล่าวโดยสรุป คือรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องราวที่อ่านได้ทั้งหมด (reading materials) จะดูแลตั้งแต่คุณภาพของข่าว การบรรณาธิกรณ์ การจัดหน้า และความรวดเร็วในการผลิตหนังสือพิมพ์ให้ถึงมือผู้อ่านตามเวลา บรรณาธิการบริหารจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับบรรณาธิการใหญ่ เพื่อให้มีความสอดคล้องสัมพันธ์กันทั้งในด้านนโยบายธุรกิจ และนโยบายการข่าวให้ไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี บรรณาธิการข่าวในประเทศ (City Editor) เป็นหัวหน้ารับผิดชอบข่าวในประเทศทั้งหมด เป็นผู้มอบหมายให้ผู้สื่อข่าวไปแสวงหาข่าวตามแหล่งข่าวต่างๆ ตรวจตราความถูกต้องและพิจารณาคัดเลือกข่าว ซึ่งส่งเข้าโดยผู้สื่อข่าว หากเป็นที่พอใจถูกต้องตามคุณค่าของข่าวก็จะส่งข่าวชิ้นนั้น ต่อไปให้บรรณาธิการข่าว(news editor) บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ (Wire Editor) รับผิดชอบข่าวต่างประเทศ ปกติข่าวต่างประเทศจะได้จากโทรพิมพ์ จึงเรียกว่า Wire news แต่ในปัจจุบันหนังสือพิมพ์บางฉบับสามารถจ้างผู้สื่อข่าวไปประจำในต่างประเทศ เพื่อรายงานข่าวพิเศษบางอย่างได้ด้วย ข่าวต่างประเทศจึงครอบคลุมถึงข่าว ซึ่งได้จากโทรพิมพ์ สำนักข่าว และผู้สื่อข่าวต่างประเทสหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับจะเป็นสมาชิกของสำนักข่าวต่างประเทศ เช่น A.P. (Associated Press) , U.P.I. (United Press International) และ Reuter เป็นต้น สำนักข่าวเหล่านี้จะป้อนข่าวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกผ่านทางเครื่องโทรพิมพ์ ผู้สื่อข่าวจะคัดเลือกข่าวที่น่าสนใจมาเขียนตามรูปแบบของข่าว แล้วส่งต่อให้บรรณาธิการพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาว่าควรลงพิมพ์ข่าวใดบ้าง นอกจากนี้ข่าวต่างประเทศยังได้จากเอกสาร นิตยสาร และหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ เนื้อหาเหล่านี้เป็นประโยชน์ในรูปของการวิเคราะห์เจาะลึกมากกว่ารายงานเหตุการณ์ บรรณาธิการภาพ (Picture Editor) รับผิดชอบในเรื่องของภาพถ่าย ภาพข่าว สำหรับ ลงพิมพ์ ทำหน้าที่คัดเลือกภาพข่าวที่มีคุณภาพส่งให้บรรณาธิการข่าว แหล่งภาพข่าวจะได้จาก โทรพิมพ์ส่งมาโดยสำนักพิมพ์ต่างประเทศ และจากช่างภาพประจำกองบรรณาธิการมักเป็นภาพข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ บางครั้งอาจจะมีภาพส่งมาโดยช่างภาพสมัครเล่นบรรณาธิการฝ่ายภาพ จะทำหน้าที่พิจารณาคุณค่าของภาพว่าสมควรจะลงพิมพ์หรือไม่ บรรณาธิการข่าว (News Editor) เป็นแกนสำคัญในการรับผิดชอบการทำงานในกองบรรณาธิการรองลงมา จากบรรณธิการบริหารซึ่งรับผิดชอบหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับ รวมถึงการเขียนบทบรรณาธิการ แต่บรรณาธิการข่าวจะเป็นผู้ตัดสินใจการพิจารณาลงพิมพ์ข่าวและภาพทั้งหมด บรรณาธิการข่าวจะทำงานร่วมกับบรรณาธิการฝ่ายจัดหน้า Make Up Editor หรือ Sub-Editor ทำหน้าที่พาดหัวข่าว จัดหน้า รูปภาพ ต้นฉบับ ให้หนังสือพิมพ์มีรูปร่างหน้าตาน่าดูและน่าอ่าน บรรณาธิการข่าวจะเป็นผู้ตัดสินใจ กำหนด คัดเลือกข่าวที่มีคุณค่าน่าสนใจ ลงตีพิมพ์พร้อมกับกำหนดความสั้น-ยาวของแต่ละข่าวให้เหมาะสมกับเนื้อที่หน้ากระดาษ แล้วส่งไปที่โต๊ะตรวจต้นฉบับข่าว (Copy desk) ที่โต๊ะนี้ หัวหน้าฝ่ายตรวจแก้ต้นฉบับ (Slotman) ร่วมกับผู้ทำหน้าที่ตรวจความถูกต้องของเนื้อหา ข้อเท็จจริง และกฎหมาย จะทำหน้าที่ตรวจต้นฉบับให้ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริง ภาษาที่ใช้ให้กระชับ การพาดหัวข่าว เมื่อตรวจความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว เรื่องต่าง ๆ จะถูกส่งไปให้บรรณาธิการจัดหน้า ทำการเข้าหน้าให้เรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ แล้วจึงส่งไปยังห้องเรียงพิมพ์ และฝ่ายผลิตต่อไป นอกเหนือจากข่าวแล้ว เนื้อหาอื่น ๆ เช่น บทความ สารคดี บทความพิเศษ ฯลฯ อาจจะได้จากนักเขียนประจำกองบรรณาธิการเอง หรือจากผู้อ่าน หรือนักเขียนอิสระเนื้อหาเหล่านี้จะผ่านการพิจารณาโดยบรรณาธิการตรวจต้นฉบับ (Copy Editor) เพื่อตรวจในเชิงของกฎหมายมากกว่าอย่างอื่น ในหนังสือพิมพ์บางฉบับอาจผ่านการพิจารณา โดยบรรณาธิการบทความ หรือบรรณาธิการที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ โดยตรง หลาย ๆ ครั้งที่ผู้สื่อข่าวส่งข่าวเข้าโรงพิมพ์โดยตรงทางโทรศัพท์หรือทางจดหมาย (กรณีที่เป็นข่าวต่างจังหวัดไกล ๆ) ข้อมูลเหล่านี้จะมอบหมายให้ผู้ทำหน้าที่เขียนข่าว (Rewrite man หรือ Rewriter) ผู้เขียนข่าวหรือเรียบเรียงข่าวนี้อยู่ประจำในโรงพิมพ์ มีประสบการณ์และความชำนาญในงานการสื่อข่าวเขียนข่าวมาก่อน จึงจะสามารถเขียนข่าวได้ถูกต้องตรงกับเอกลักษณ์ของหนังสือพิมพ์ ผู้สื่อข่าว (Reporters) เป็นบุคคลแรกที่ทำหน้าที่รวบรวมรายงานข้อเท็จจริงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น งานของผู้สื่อข่าวก็คือการออกไปตระเวนหาข่าวตามแหล่งต่าง ๆ โดยปกติจะแบ่งเป็นสาย ๆ เช่น สายมหาดไทย สายทำเนียบ สายการศึกษา สายเศรษฐกิจ ฯลฯ เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ผู้สื่อข่าวจะใช้ความรู้ความสามารถทางการประเมินวินิจฉัยคุณค่าข่าวที่น่าสนใจสำหรับผุ้อ่านมารายงาน ให้ข้อเท็จจริงในรายละเอียดส่งให้หัวหน้าข่าวหรือบรรณาธิการข่าว เพื่อเขียนตามรูปแบบของข่าวต่อไป ผู้สื่อข่าวจึงเป็นด่านแรกที่จะวินิจฉัยนำเหตุการณ์ที่เหมาะสมมารายงาน ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของ "ข่าว" จึงเป็นสิ่งสำคัญ ในหนังสือพิมพ์บางฉบับจะจัดแบ่งกลุ่มผู้สื่อข่าวออกเป็น 2 ประเภทคือ 1.ผู้สื่อข่าวทั่วไป (General Assignment Reporter) ทำหน้าที่หาข่าวทั่วไป ไม่มุ่งเฉพาะประเภทข่าวสายหนึ่งสายใด แล้วแต่ว่าจะได้รับมอบหมายจากบรรณาธิการ ผู้สื่อข่าวประเภทนี้ อาจรายงานเหตุการณ์ในลักษณะของการวิเคราะห์ข่าว เขียนคอลัมน์ด้วย เมื่อมีเหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้นและ ได้รับมอบหมายก็สามารถออกไปทำข่าวได้ทันที ดังนั้น จึงต้องมีความชำนาญ ประสบการณ์ คล่องตัวพอสมควรในการสื่อข่าว ส่วนมากมักจะเป็นบุคคลที่มีประสพการณ์การรายงานข่าวมาก่อน จึงสามารถตัดสินใจแสวงหาประเด็นข่าวที่น่าสนใจได้อย่างถูกต้อง 2.ผู้สื่อข่าวประจำ (Beat Reporter หรือ Special Assignment Reporter) มีหน้าที่สื่อข่าวเป็นหลักใหญ่ ได้รับการฝึกฝนให้มีความชำนาญในการรายงานข่าวได้เป็นอย่างดี มักจะได้รับมอบหมายให้ไปหาข่าวประจำตามแหล่งต่าง ๆ เช่น กระทรวงมหาดไทย ทำเนียบรัฐบาล กระทรวงศึกษา หรือ กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ประจำตามสายต่าง ๆ เช่น สายการเมือง สายเศรษฐกิจ ฯลฯ ดังนั้น จึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในแต่ละเรื่องที่ตนรับผิดชอบอยู่อย่างลึกซึ้ง ตลอดจนชำนาญในเทคนิคการเจาะข่าวเพื่อรายงาน หนังสือพิมพ์เป็นธุรกิจที่ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน แข่งกับเวลา ดังนั้น การรู้จักขั้นตอน กระบวนการผลิตหนังสือพิมพ์จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้การทำงานสอดคล้องรวดเร็วขึ้น ถึงแม้ว่าหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับอาจจัดองค์กรแตกต่างกันในความรับผิดชอบปลีกย่อย แต่โดยหลักการแล้ว มักจะมีแนวการเดินทางของข่าวไม่แตกต่างกัน แนวการเดินทางของข่าว เมื่อผู้สื่อข่าวซึ่งเป็นบุคคลแรกที่สัมผัสกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกเป็นประจำ จะเป็นผู้รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงทั้งหมด นำมาเขียนเป็นข่าวส่งให้กับหัวหน้าข่าว หรือบรรณาธิการข่าวแต่ละประเภท เช่น บรรณาธิการข่าวในประเทศ บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ บรรณาธิการข่าวต่างจังหวัด เป็นต้น ในกรณีที่ผู้สื่อข่าวส่งข่าวทางโทรศัพท์หรือทางจดหมายซึ่งไม่ได้เขียนในรูปของข่าว หรือเขียนข่าวไม่ชัดเจน บรรณาธิการอาจส่งให้ผู้เรียบเรียงข่าว หรือผู้เขียนข่าว (Rewriter) นำไปเขียนเป็นข่าวให้ถูกต้องก่อนส่งไปพิมพ์ บรรณาธิการข่าวแต่ละคนจะทำการคัดเลือกข่าวที่ถูกส่งเข้ามา ตามหลักการ ประเมินคุณค่าข่าว โดยพิจารณาถึงองค์ประกอบของข่าว นโยบายการเสนอข่าวและอื่น ๆ (ดังที่ได้กล่าวมาบ้างแล้ว) เมื่อได้ข่าวที่มีคุณค่าน่าสนใจมาแล้ว จะส่งให้หัวหน้ากองบรรณาธิการหรือบรรณาธิการบริหาร เพื่อพิจารณาตัดสินคัดเลือกอีกครั้งหนึ่งโดยให้เหมาะสมกับเนื้อที่ของหนังสือพิมพ์ที่มีอยู่ ในส่วนนี้บรรณาธิการข่าวจะคัดเลือกและอาจร่วมกับบรรณาธิการฝ่ายจัดหน้าทำการพาดหัวข่าว ตรวจสอบความถูกต้อง กำหนดความยาว จัดหน้า (Lay-out) ในขั้นหนึ่งก่อน แล้วส่งต่อไปที่โต๊ะข่าว (Copy Desk) เพื่อประชุมร่วมกับหัวหน้าข่าวฝ่ายต่าง ๆ (Rimmen) โดยมีบรรณาธิการข่าวทำหน้าที่นั่งประจำในตำแหน่งหัวหน้าโต๊ะ (Slotman) เพื่อทำการบรรณาธิกรณ์ ตรวจสอบ ปรับปรุงการใช้ภาษา การพาดหัวข่าว ให้เรียบร้อยก่อนที่จะส่งให้บรรณาธิการฝ่าย จัดหน้านำไปจัดวัตถุดิบในทั้งหลายลงในหน้าหนังสือพิมพ์ให้ดูเรียบร้อยน่าอ่านตามหลักของการจัดหน้าที่ดี แล้วจึงส่งให้ฝ่ายผลิตจัดการพิมพ์ตามที่กำหนดไว้ เสร็จแล้วฝ่ายจัดการก็จะรับช่วงดำเนินการวางตลาดต่อไป จะเห็นได้ว่า ตามแนวการทำงานของกองบรรณาธิการโดยเส้นทางเดินของข่าวบุคลากร แต่ละคนของหนังสือพิมพ์เปรียบเสมือนนายด่าน (Gate Kuper) กลั่นกรองสิ่งที่ผู้อ่านควรจะได้ทราบ บุคคลเหล่านี้จึงต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อวิชาชีพของตนอยู่เสมอเพื่อให้ผู้อ่าน และสังคมได้รับสิ่งที่ดีและถูกต้องมากที่สุด คุณลักษณะของข่าว ความหมายของคำว่า "ข่าว" อาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะให้ความสำคัญแก่ สิ่งที่จะนำมารายงานอย่างไร ทำให้นิยามของข่าวเป็นไปอย่างกว้างขวางตามคุณลักษณะที่ปรากฏในตัวมันเอง ความพยายามในการจำกัดความปรากฏออกมาหลายรูปแบบ เช่น ข่าว คือ เหตุการณ์หรือข้อเท็จจริง หรือเรื่องราวที่ประชาชนสนใจใคร่รู้ ข่าว คือ เหตุการณ์หรือ "ข่าวสาร" ที่รายงานให้ผู้อ่านทราบ ข่าว คือ รายงานของเหตุการณ์ปัจจุบันที่มีความยุติธรรม ทันเหตุการณ์ ถูกต้อง กะทัดรัด และ เที่ยงตรง ข่าว คือ สิ่งที่ประชาชนสนใจ ข่าว คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและมีความสำคัญ ข่าว คือ สิ่งที่บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ตัดสินใจเลือกลงพิมพ์ เพื่อเสนอต่อผู้อ่าน ข่าว คือ สิ่งที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ ฯลฯ จากนิยามข้างต้นพอสรุปได้ว่า "ข่าว" นั้นควรประกอบด้วยองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ประการ คือ ความน่าสนใจ (interest) ข้อเท็จจริง (facts) และผู้อ่าน (readers) กล่าวคือ ข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นต้องเป็นสิ่งที่น่าสนใจ สำหรับผู้อ่านหนังสือพิมพ์ ดังนั้น ผู้สื่อข่าว จำเป็นต้องรายงานข้อเท็จจริง ให้เป็นที่สนใจ แก่ผู้อ่าน ข้อสรุปข้างต้นพอจะชี้ให้เห็นว่า หากเหตุการณ์ที่เป็นข้อเท็จจริงได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้รับความสนใจหรือไม่น่าสนใจ ผู้สื่อข่าวก็จะไม่นำไปเสนอให้ผู้อ่านได้มีโอกาสรู้ว่าเกิด อะไรขึ้นบ้างแล้ว ผู้อ่านจะไม่มีโอกาสรับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย ความสนใจย่อมไม่เกิดเมื่อเป็นดังนี้ เหตุการณ์จะเกิดที่ไหนก็อยู่ตรงนั้น ผู้อ่านจะทราบก็ต่อเมื่อมีบุคคลหยิบยกเอาเหตุการณ์นั้นรวบรวมข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ทั้งหมดมาเล่าหรือรายงาน หรือลงพิมพ์เพื่อให้คนอื่น ๆ ได้รับรู้ ก็จะเกิดความสนใจขึ้นมาได้ สิ่งนั้นจึงเป็นข่าว "ข่าว" คือ รายงานเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่น่าสนใจ ในที่นี้ขอเน้นว่า "ข่าว" คือ "รายงาน" มิใช่เพียงเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดเท่านั้น แต่ข่าวจะเป็นเรื่องราว มีคนรายงานให้เราทราบ สาระสำคัญของข่าวต้องเป็นรายงานของเหตุการณ์ปัจจุบันที่ผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการเห็นพ้องต้องกันว่า ประชาชนควรรับทราบเหตุการณ์หรือเรื่องราวนั้น ๆ ทั้งผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการข่าว จึงเป็นบุคคลที่มีบทบาทอย่างมากในการตัดสินใจและวินิจฉัยว่า เหตุการณ์ใดควรได้รับการรายงานหรือไม่ จากบทบาทสำคัญนี้ ทำให้ต้องยึดหลักการพิจารณาคุณค่าข่าว หลักใหญ่ที่ถือปฏิบัติกันมาเสมอก็คือ ความสด ความทันสมัยทันต่อเหตุการณ์ "เป็นที่สนใจ" ของมนุษย์นอกเหนือไปจากความสำคัญของเหตุการณ์ ที่มีผลกระทบต่อชีวิตของผู้อ่าน ความน่าสนใจ จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งที่จะเป็นแนวทางกำหนดว่าข่าวนั้นมีคุณค่า (New Worthiness) สมควรแก่การรายงานหรือไม่ การวินิจฉัยคุณค่าข่าว ได้กล่าวไปบ้างแล้วว่า คุณลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่งของข่าวก็คือ ความน่าสนใจและความสำคัญทั้ง 2 ประการนี้ผู้สื่อข่าวต้องพิจารณาในทัศนะของผู้อ่าน คือข่าวนั้นต้อง น่าสนใจสำหรับผู้อ่าน มีความสำคัญต่อผู้อ่าน และผู้ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีความสดทันสมัย สำหรับผู้อ่าน ข่าวที่มีคุณค่าสูง มักจะมีทั้งความสำคัญ (significance) และความน่าสนใจ (interest) อยู่ในตัวของมันเอง ความสำคัญ (significance) หมายถึง เหตุการณ์อะไรก็ตามที่เกิดขึ้น และมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ผลกระทบดังกล่าวจะมีผลในวงกว้าง เช่น การปรับอัตราภาษีมีผลกระทบต่อรายได้ค่าครองชีพของประชาชน การเสียเปรียบดุลการค้ากับต่างประเทศมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศ เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมีผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมต่อความเป็นอยู่และค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ จึงจัดว่าเป็นข่าวที่มีความสำคัญ เพราะหากไม่รายงานให้ผู้อ่านทราบก็อาจจะเกิดผลเสียต่อส่วนรวมทั้งหมดได้ ความสำคัญนั้น นอกจากจะพิจารณาจากผลกระทบที่จะเกิดต่อประชาชนแล้ว บางทีข่าวที่สำคัญในสังคมหนึ่งหรือประเทศหนึ่งอาจจะไม่สำคัญต่ออีกสังหนึ่งก็ได้ เช่น ข่าว การเสียเปรียบดุลการค้ากับต่างประเทศจำนวนมหาศาลนั้น เป็นข่าวที่มีความสำคัญมา สำหรับประเทศไทย แต่เมื่อมองในทัศนะของประชาชนประเทศญี่ปุ่นแล้ว ข่าวนี้ไม่มีความสำคัญเพราะไม่มีผลกระทบต่อชาวญี่ปุ่น เพราะฉะนั้น การเลือกรายงานข่าวของสื่อมวลชนใน 2 ประเทศนี้จึงไม่เหมือนกัน เห็นได้ว่าการวินิจฉัยคุณค่าข่าวต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมความเป็นจริง สังคมและองค์ประกอบอื่น ๆ อีก โดยมากข่าวที่มีความสำคัญ มักจะเป็นข่าวที่จัดในประเภท hard news หรือข่าวหนักคือ เป็นข่าวที่มีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง ผลกระทบนั้นอาจไม่ทันทีทันใด แต่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะยาว ต้องอาศัยเทคนิคการรายงานข่าว อย่างละเอียดรอบคอบเพื่อความเข้าใจในเรื่องราวนั้น ๆ ส่วนมากข่าวประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นข่าวสถานการณ์ (situation news) มากกว่าข่าวประเภทเหตุการณ์ (event news) ซึ่งตอบสนองความใคร่รู้ได้อย่างฉับพลัน แต่ข่าวในเหตุการณ์บางประเภทก็มีความสำคัญ พอที่จะส่งผลกระทบถึงคนหมู่มาก เช่น ข่าวโรงงานแก๊สระเบิดในประเทศอินเดียทำให้คนตายเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบให้ประชาชน ต้องหวาดระแวงเกี่ยวกับความปลอดภัยและญาติพี่น้องทรัพย์สินที่สูญเสียไป มีผลให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณมาช่วยเหลือเป็นจำนวนมหาศาลทั้ง ๆ ที่เป็นประเทศยากจน เกิดภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ เป็นต้น ในเรื่องของข่าวหนักและข่าวเบาจะได้กล่าวต่อไป ความน่าสนใจ (interest) หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วทำให้ประชาชนสนใจใคร่รู้อยากติดตาม คุณสมบัติข้อนี้น่าจะเป็นข้อที่สำคัญของรายงานข่าวเพราะข่าวที่ขาดความน่าในใจแล้ว คนก็จะไม่อ่าน ผู้สื่อข่าวที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์จะพยายามเขียนข่าวให้น่าสนใจและน่าอ่านโดยไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง ข่าวที่น่าสนใจก็คือข่าวที่ผู้อ่านมีความตั้งใจต้องการจะอ่านมากที่สุด ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่าอะไรคือสิ่งที่น่าสนใจ? นักหนังสือพิมพ์และบุคคลที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับข่าว ได้กำหนดแนวการวัดความสนใจของผู้อ่านไว้หลายประการ โดยพิจารณาตามองค์ประกอบของข่าว (news elements) กล่าวคือ ผู้อ่านทั่วไปมักให้ความสนใจเป็นพิเศษในสิ่งต่อไปนี้ 1. ความสด (Immediacy) หมายถึงความรวดเร็วในการรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ผู้อ่านได้ ทราบอย่างทันทีทันควัน คือนับจากระยะเวลาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับการรายงานข่าว ควรเป็นไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งรายงานได้เร็วเท่าไรคุณค่าของความสดของข่าวก็จะมีมากขึ้น 2. ความใกล้ชิด (Proximity) หมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้กับตัวผู้อ่านหนังสือพิมพ์ ทั้งด้าน ระยะทาง เวลา และความคิด ถ้าใกล้มากก็จะมีคุณค่าทางข่าวสูงกว่าเหตุการณ์ที่เกิดไกลออกไป ความใกล้ชิดอาจเป็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางจิตใจ ความคิดสถานที่หรือบุคคลซึ่งมีความผูกพันทางใดทางหนึ่งกับผู้อ่าน 3. ความเด่น (Prominence) ครอบคลุมถึงความเด่นของบุคคล สถานที่ หรือเวลาของเหตุการณ์ หรือบุคคลในเหตุการณ์ เช่น ช่วงเวลาของการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรช่วงเวลาของการโยกย้ายเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศ นางสาวไทยเดินทางไปประกวดนางงามจักรวาล เป็นต้น เหตุการณ์ใดที่มีองค์ประกอบของความเด่นดังกล่าวมากก็มักได้รับความสนใจในคุณค่าเชิงข่าวสูง ได้รับการพิจารณาตัดสินใจให้ลงพิมพ์ก่อนเสมอ 4. ความผิดปกติ (Unusualness) โดยธรรมชาติของมนุษย์แล้ว มักสนใจต่อสิ่งใดก็ตามที่แปลกหรือไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น แม่คนหนึ่งให้กำเนิดลูกแฝดถึง 8 คน หรือ เด็กอายุ 5 ขวบ สามารถคำนวณเลขหลักล้านได้ภายใน 5 วินาที เป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก คนจึงอยากรู้ในรายละเอียดมากกว่าเหตุการณ์ปกติ เหตุการณ์ประเภทนี้จะปรากฏ บนหน้าหนังสือพิมพ์เป็นครั้งคราวแล้วแต่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด 5. สิ่งที่มนุษย์สนใจหรือเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ (Human interest) สิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ด้วยกันเอง หรือเกิดกับสิ่งมีชีวิตในโลก องค์ประกอบข้อนี้เป็นเรื่องราวของความสัมพันธ์ทางอารมณ์ จิตใจ เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั่วไป เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกร่วมทางอารมณ์กับบุคคลในข่าวด้วย เช่นความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ เห็นใจ เข้าใจ สงสาร อยากมีส่วนร่วมช่วยเหลือ ถ้าเหตุการณ์ทำนองเดียวกันอาจเกิดกับตนเองแล้วควรทำอย่างไร หรือเป็นเหตุการณ์ที่อาจมีโอกาสเกิดกับทุกคนได้ 6. ความขัดแย้ง (Conflict) ข่าวจากหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่เกิดจากความขัดแย้งไม่ลงรอยกันระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย เช่น ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ขัดแย้งทางอุดมการณ์ ขัดแย้งทางด้านความคิด ทางเพศ ความขัดแย้งมีคุณค่าทางข่าวสูง เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยากรู้ อยากทราบถึงสาเหตุของความขัดแย้ง กระหายที่จะติดตามถึงที่สุด ตัวอย่างใกล้ตัวที่เห็นได้ชัด ก็คือ หากเกิดอุบัติเหตุรถยนตร์ชนกัน ณ ถนนสายหนึ่งสายใด จะมีคนเข้าไปมุงดูกันมากมายเพียงเพื่ออยากทราบว่าทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันได้อย่างไร ใครผิด ใครถูก เพราะนั่นก็คือเหตุของการขัดแย้งอย่างหนึ่ง หรือข่าวฆาตกรรมที่เกิดขึ้น จากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพรรคการเมือง ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสนใจได้เสมอ 7. ความลึกลับซับซ้อน (Suspense) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วยังไม่สามารถคลี่คลายให้กระจ่าง หรือยังไม่สามารถเสาะหาสาเหตุที่แท้จริงแล้ว มักกระตุ้นให้ผู้อ่านสงสัยใคร่ติดตามให้ถึงที่สุด จากตัวอย่างกรณีรถชนกัน ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่สมารถตกลงกันได้ในเวลาอันรวดเร็ว ผู้คนก็มักจะรีๆรอๆฟังจนทั้งสองฝ่ายแยกย้ายกันไป หรือข่าวเกี่ยวกับการฆาตกรรมลึกลับซ่อนเงื่อน ต้องเสาะแสวงหาหลักฐานพยาน ผู้สื่อข่าวจะต้องติดตามอย่างต่อเนื่องละเอียดละออและคลี่คลายเงื่อนปมจนหายสงสัย หรือคลายความน่าสนใจไปซึ่งจะทำให้ข่าวนั้นอ่อนคุณค่าลงก็จะทำให้การวินิจฉัยคุณค่าตกอยู่ในลำดับรองๆลงไป 8. ความกระทบกระเทือน (Consequence) เป็นผลกระทบของเหตุการณ์ที่เกิดกับมวลชน อาจเป็นผลกระทบทางความเป็นอยู่ การครองชีพหรือทางสังคม ผลกระทบกระเทือนนี้ อาจเกิดโดยทางตรงหรือทางอ้อม เช่น การปรับอัตราภาษี มีผลกระทบต่อรายได้ของประชาชนผู้มีรายได้น้อย ไฟไหม้ย่านสลัมทำให้คนขาดที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ข่าว อุทกภัย ภัยพิบัติ เป็นต้น รายละเอียดของผลกระทบดังกล่าว จะได้รับการรายงานทั้งในเรื่องของความเสียหายทางทรัพย์สินและชีวิตตลอดจนสาเหตุ การป้องกัน 9. ความก้าวหน้า (Progress) ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพิจารณาคุณค่าข่าว โดยเฉพาะการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ เทคโนโลยีสมัยใหม่ ความเปลี่ยนแปลงของสังคม การศึกษา ฯลฯ ย่อมเป็นผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสิ้น มนุษย์ทั้งหลายย่อมมีความสนใจอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ จึงเปิดคอลัมน์วิทยาการก้าวหน้าขึ้น เพื่อรายงานความก้าวหน้าทางการแพทย์บ้าง การค้นพบวิจัย การประดิษฐ์ อุตสาหกรรม หรือเครื่องทุ่นแรงที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านในอาชีพสาขาต่างๆ เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาการย่อมมีผลต่อความหวังใหม่ในชีวิตของประชาชนด้วย 10. เพศ (Sex) ในโลกนี้สิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีอยู่เพียง 2 เพศ คือ ชายและหญิง ความสนใจในเพศตรงข้าม จึงเป็นธรรมดาของมนุษย์และสัตว์ จัดเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากที่สุดก็ว่าได้ ความผิดปกติทางเพศ หรือพฤติกรรมเบี่ยงเบน จึงมักได้รับความสนใจเป็นพิเศษ องค์ประกอบข้อนี้มิได้หมายถึง เฉพาะเรื่องระหว่างหญิงกับชายเท่านั้น แต่รวมไปถึง กิจกรรมต่างๆทางสังคมด้วย เช่น การต่อสู้เพื่อแก้กฎหมายที่เสียเปรียบของสตรี การเรียกร้องความเสมอภาคระหว่างหญิงกับชาย การเรียกร้องให้เป็นที่ยอมรับของสังคมเป็นต้น องค์ประกอบทั้ง 10 ประการ สามารถครอบคลุมถึงคุณลักษณะของ"ข่าว" ได้มากพอสมควร และอาจแบ่งซอยองค์ประกอบออกย่อยๆได้อีกหลายประการ แต่ก็ไม่พ้นคุณสมบัติทั้งหมดข้างต้น สังคมทุกวันนี้มีความสลับซับซ้อนในสิ่งที่เกิดขึ้นมากมาย เหตุการณ์เดียวอาจเกี่ยวโยงถึงหลายสาเหตุ มีผลกระทบกระเทือนในวงกว้างทำให้เข้าใจได้ยากขึ้น แต่โดยทั่วไปแล้ว คุณลักษณะของข่าวจะไม่แตกต่างกัน กล่าวคือ "ข่าว"เป็นรายงานของเหตุการณ์หรือสถานการณ์ ที่มีความสำคัญและน่าสนใจ องค์ประกอบต่างๆแสดงถึงความสนใจของผู้อ่านที่ได้นำเสนอในรูปของข่าว ผูกพันกับชีวิตของมนุษย์อย่างใกล้ชิด ดังที่ว่าข่าวที่ดีที่สุดของผู้อ่านข่าวที่ได้นำเสนอในรูปของข่าว ผูกพันกับชีวิตของมนุษย์อย่างใกล้ชิด ดังที่ว่าข่าวที่ดีที่สุดคือข่าวซึ่งเป็นที่สนใจ ของผู้คนส่วนมา องค์ประกอบของข่าวเป็นแนวทางอย่างหนึ่งในการกำหนดคุณค่าของข่าว และเป็นเครื่องวัดว่าควรจะนำเสนอข่าวใดก่อนหลัง ทำให้เกิดความเข้าใจในการเลือกเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์มากขึ้น และนับเป็นแนวทางสำหรับผู้สื่อข่าวระยะเริ่มต้นที่จะเลือกรายงานเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับความสนใจของผู้อ่าน ทำให้ข่าวที่รายงานไปมีคุณค่าควรแก่การรรับรู้ของประชาชน ประเภทของข่าว ถึงแม้ว่าตามความหมายของข่าวแล้ว เหตุการณ์และสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งปรากฏเป็นที่สนใจ สามารถจัดเป็นข่าวได้ทั้งสิ้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีความเข้มข้นและผลกระทบต่อสังคมในระดับที่ไม่เท่ากัน กล่าวคือ บางเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วก็หายไปไม่อยู่ในความสนใจของผู้อ่านอีกต่อไป ในขณะที่เหตุการณ์บางเหตุการณ์มีประเด็นความสนใจ ต่อเนื่องในระยะหนึ่ง จากความแตกต่างข้อนี้ จึงได้มีการจัดประเภทของข่าวออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ 1. ข่าวหนัก (Hard News) ได้แก่ข่าวที่มีคุณสมบัติของความสำคัญ มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน มากกว่าข่าวที่มีองค์ประกอบของความน่าสนใจเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม ข่าวเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะมีผลกระทบโยงใยต่อปัจจัยอื่นๆอีกมาก เช่น ข่าวเศรษฐกิจมักจะมีผลกระทบจากสภาวะทางการเมือง สะท้อนถึงสภาพความเป็นอยู่ ค่าครองชีพของประชาชน หรือข่าวอาชญากรรมร้ายแรงมีผลกระทบต่อศีลธรรมและความปลอดภัยของประชาชน ในกรณีเช่นนี้มักทิ้งปัญหาบางอย่างให้ผู้อ่าน หรือผู้เกี่ยวข้องต้องนำไปขบคิดแก้ปัญหาต่อไป มิได้หยุดเพียงแค่การรายงานข่าวเท่านั้น หากจะกล่าวโดยสรุป ข่าวหนักเป็นข่าวที่ให้ความสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ในสังคม ให้ความรู้ความเข้าใจและข้อคิดแก่ประชาชน ก่อให้เกิดความคิดต่อเนื่องแก่ผู้อ่านมากกว่า จะเป็นเพียงสนองอารมณ์ความอยากรู้อยากเห็นเพียงอย่างเดียว 2. ข่าวเบา (Soft News) ได้แก่ ข่าวที่มีองค์ประกอบของความน่าสนใจมากกว่าความสำคัญ มักเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสนใจให้ผู้อ่านในช่วงระยะเวลาเดียว แล้วจางหายไปจากความทรงจำของประชาชน ตัวอย่างเช่น ข่าวอาชญากรรม ตีรันฟันแทง ข่าวบันเทิง เหตุการณ์ที่เป็น ข่าวจะไม่มีผลกระทบต่อเนื่องกับความเป็นอยู่ของประชาชนเท่าใดนัก แต่จะให้อารมณ์สนองความอยากรู้อยากเห็นแก่ผู้อ่านต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำวัน ข่าวประเภทนี้จึงมักจะมีองค์ประกอบของความสนใจ กระตุ้นอารมณ์ตื่นเต้นเร้าใจได้มากกว่าข่าวหนัก หากจะมองความสัมพันธ์ของประเภทหนังสือพิมพ์กับกับประเภทของข่าวแล้ว พิจารณาได้อย่างคร่าวๆว่า หนังสือพิมพ์ประเภทเพ่งปริมาณจะมีนโยบายให้ลำดับความสำคัญในการเสนอข่าวประเภทข่าวเบามากกว่าประเภทข่าวหนัก ในขณะที่หนังสือพิมพ์ประเภทเพ่งคุณภาพจะให้ความสำคัญแก่ข่าวหนักมากกว่าข่าวเบา ในการศึกษาการรายงานข่าวหนังสือพิมพ์นอกจากต้องทราบประเภทของข่าวแล้วการเลือกเหตุการณ์ เพื่อรายงานในหนังสือพิมพ์ก็ต้องคำนึงถึงนโยบายของหนังสือพิมพ์ และความถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชนที่ดีด้วยว่าเหตุการณ์ใดที่เหมาะสมและควรจะเป็นข่าวที่ดีสำหรับผู้อ่าน คุณสมบัติของข่าว เมื่อมีการวินิจฉัยคุณค่าข่าวเพื่อรายงานแล้ว สิ่งที่นักข่าวหรือผู้สื่อข่าวควรตระหนักก็คือ คุณสมบัติของข่าวที่ดี ทั้งนี้หมายถึงข่าวที่จะรับการรายงานหรือเสนอในหน้าหนังสือพิมพ์ควรมีคุณสมบัติที่เอื้ออำนวยต่อการอ่าน ความเข้าใจ และความน่าเชื่อถือแก่ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ด้วย ข่าวจึงประกอบด้วยคุณสมบัติต่อไปนี้ 1. ความถูกต้อง หมายถึงความถูกต้องในข้อเท็จจริงและเนื้อหา ตัวสะกด ตัวเลข ฯลฯ 2. ความชัดเจน หมายถึงความแจ่มแจ้งชัดเจนทั้งในเรื่องของภาษา ความเข้าใจ การจับประเด็น ความแม่นยำ ตลอดจนการสื่อความหมาย ที่แน่นอน 3. ความกระชับ หมายถึงข่าวทุกชิ้นต้องเขียนให้กระชับ รัดกุม ไม่ยาวยืดเยิ่นเย้อ จนน่าเบื่อ ผู้อ่านต้องการรู้เรื่องราวอย่างรวดเร็วภายในเวลาจำกัด 4. ความเป็นกลาง หมายถึงการปราศจากความคิดเห็นในข่าว ผู้รายงานข่าวจะใส่ความคิดเห็นในข่าวไม่ได้ ต้องรายงานไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเสมอ ความรู้เกี่ยวกับคุณลักษณะของข่าว และการวินิจฉัยคุณค่าข่าว จึงนับเป็นความรู้เบื้องต้นที่ผู้ต้องการเป็นนักหนังสือพิมพ์ควรทราบ เพราะนอกจากจะทำให้การทำงานในฐานะผู้สื่อข่าว และผู้รายงานข่าวมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้สามารถกำหนดทิศทางการทำงานได้ถูกต้องยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกรายงานเหตุการณ์ที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวม ตลอดจนจะทำให้มีแนวทางในการเลือกจับประเด็นข่าวมารายงานให้เหมาะสมกับประเภท และนโยบายของหนังสือพิมพ์ที่ตนสังกัดอยู่ด้วย เอกสารอ้างอิง ( มาลี บุญศิริพันธ์. หลักการทำหนังสือพิมพ์เบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ประกายพรึก, 2531) |