Thai Journalist Democratic Front

·ÇÕÇØ²Ô ¨ØÅÇѨ¹Ð áÅÐà¾×è͹¹Ñ¡¢èÒÇ à¾×èÍ "¾×é¹°Ò¹" »ÃЪҸԻäµÂ "Íѹá¢ç§á¡Ãè§" ã¹Ê×èÍ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁÃѺ¼Ô´ªÍºÊÙ§


ปปช เถื่อน โกงอำนาจมสอยู่ในมือ

ป.ป.ช. ที่ไม่ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

 

จาก คอลัมน์ ละครชีวิต

ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์

14 กรกฎาคม 2551

 

หลัง การสิ้นสลายหายไปของ คตส.ที่เคยทำหน้าที่เป็นหัวหอก เป็นผู้นำในการเข่นฆ่า ทำลายล้างผู้คนในรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลพรรคพลังประชาชน โดยท้าทายต่อความถูกต้องชอบธรรมและสายตาประชาชน

 

พลันก็ปรากฏบทบาทของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขึ้นมาทดแทน และรับช่วงต่อ

 

ดู เหมือนว่า ป.ป.ช.จะมีรัศมีการทำลายล้างรุนแรงยิ่งกว่า และมีพลานุภาพน่ากลัวยิ่งกว่า เนื่องจากเป็นคณะกรรมการ ที่ได้รับการรับรองทั้งอำนาจ หน้าที่ และอายุการทำงาน โดยรัฐธรรมนูญ

 

แต่ ทว่า เมื่อตรวจสอบความเป็นมาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้แล้ว กลับพบเห็นความไม่ปกติ และน่าจะเป็นความไม่ปกติที่ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่ง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้พูดออกรายการ สนทนาประสาสมัครไปแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็คือว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

 

รัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 246 บัญญัติไว้ว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา

 

แต่ ทว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ มีที่มาจากการแต่งตั้งของ คณะกรรมการปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค.ฉบับที่ 19 วันที่ 22 กันยายน 2549 แต่งตั้งบุคคล 9 คน เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.ประกอบด้วย นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ และกรรมการอีก 8 คน ได้แก่ นายกล้านรงค์ จันทิก นายใจเด็ด พรไชยา นายประสาท พงษ์ศิวาภัย ศ.ภักดี โพธิศิริ ศ.เมธี กรองแก้ว นายวิชา มหาคุณ นายวิชัย วิวิตเสวี และ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล

 

ใน ขณะนั้น เป็นวันเวลาที่อยู่ภายใต้การปกครองของคณะเผด็จการ คมช. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ในฐานะประธาน คมช.หรือหัวหน้าคณะรัฐประหาร มีอำนาจล้นฟ้าท่วมแผ่นดิน จึงใช้อำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดย ขัดกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งบัญญัติว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ไว้ในมาตรา 6 ความว่า

 

ให้ มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรียกชื่อโดยย่อว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกแปดคน ซึ่ง พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา

 

แม้ ในขณะนั้นจะไม่มีวุฒิสภา และยังไม่มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ตาม แต่ยังคงมีพระมหากษัตริย์ และกฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะมีตำแหน่ง หรือมีอำนาจมากมายเท่าใดก็ตาม เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเท่ากับว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น ประกอบกับคณะเผด็จการ คมช. ไม่ได้ยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542

 

การ แต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2549 จึงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ขัดกับกฎหมายหรือไม่ มีความถูกต้องหรือไม่

 

เมื่อ พิจารณาตรวจสอบที่มาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้แล้ว จึงเห็นได้ว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ และ ละเมิดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์

 

เป็นการแอบลักขโมยใช้พระราชอำนาจอย่างไม่บังควร ของหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง

 

ถึง แม้ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 จะต่อท่อออกซิเจนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ ทำหน้าที่ต่อไปได้ แม้ว่าจะผลัดยุคจากเผด็จการเป็นประชาธิปไตย ด้วยการต่ออายุให้อยู่ได้ครบ 9 ปี ไว้ในบทเฉพาะกาล แต่เมื่อคำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีที่มาจากการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ ก็น่าจะตอบได้ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ มีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไปหรือไม่

 

กล่าวได้ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.ของคณะเผด็จการ คมช. เพราะได้รับแต่งตั้งโดยคำสั่ง คมช.ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ลงนาม ไม่ใช่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ของพระมหากษัตริย์ เนื่องจากพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

 

แม้จะพ้นวันเวลาที่เผด็จการ คมช.ปกครองบ้านเมือง และประชาชนทั้งประเทศ ช่วยกันนำพาระบอบประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศไทยแล้ว แต่ทว่า คณะ กรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ซึ่งเป็นผลผลิตของเผด็จการ คมช. กลับไม่ยอมเลิกรา แต่ดื้อดึงและดันทุรังที่จะอยู่ต่อ และเป็นการอยู่ต่อโดยมีเป้าหมายเดียวกับเผด็จการ คมช. คือ ทำลายล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

คณะ กรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ จึงเป็นกากเดนเผด็จการ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในโลกประชาธิปไตย และกำลังออกอาละวาดฟาดฟันรัฐบาลประชาธิปไตย ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ให้อยู่ในสถานภาพที่ทำงานให้ประชาชนไม่ได้

 

จึงเป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถามกันว่า...

 

ประชาชนจะทำอย่างไรกับกากเดนเผด็จการ ที่กำลังทำลายรัฐบาล ที่เป็นผลผลิตของประชาธิปไตย และการสร้างสรรค์ตัดสินใจของประชาชน

 

เราจะยอมให้อำนาจเผด็จการ คมช. กดขี่ข่มเหงตัวแทนของประชาชนไปอีกนานเท่าไร

 

ถึงเวลาหรือยังที่ประชาชนจะต้องร่วมใจกันรื้อถอนอำนาจเผด็จการ คมช.ที่ซุกซ่อนอยู่ในองค์กร คณะกรรมการ และกฎหมายฉบับต่างๆ อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อนำประชาธิปไตยที่สมบูรณ์กลับคืนสู่ประเทศไทย

 

ลงมือกันเถอะครับ

พันธมารโกงกับเขาด้วยหรือ?

ที่มา เวบไซต์ ประชาทรรศน์
29 เมษายน 2551

จี้ “สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ชี้แจงความบริสุทธิ์ หลังผลสอบของกรรมาธิการฯ ระบุชัด

เกิดความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อที่ดิน เพื่อนำไปจัดสรรของสหกรณ์ครูโคราช ที่เป็นเงินออมของครูถึง 1 พันล้านบาท ระบุมีการซิกแซกจัดซื้อที่ดินผิดระเบียบชัดเจน ในขณะที่ทั้งตัวเองและน้องชาย ร่วมเป็นกรรมการ

“ประชา ประสพดี” จี้รัฐบาลดำเนินการสะสาง เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย เผยสอบข้อเท็จจริงเรียบร้อย จ่อยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ฟัน แต่ไปสะดุดเพราะรัฐประหาร

สืบเนื่องจากการเปิดเวทีคู่ขนาน “รู้ทันพันธมิตรฯ” ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ เมื่อเย็นวันที่ 27 เมษายน ที่ผ่านมา ที่นายประชา ประสพดี แกนนำกลุ่มมหาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย ได้ออกมาเปิดประเด็นว่า มีแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบางคน มีเลศนัยแสวงหาผลประโยชน์จากสหกรณ์แห่งหนึ่ง เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อที่ดินที่มีการตั้งกรรมการที่เป็นพวกพ้อง เข้าไปอยู่ในกรรมการทุกชุดในขั้นตอนการจัดซื้อ นั้น

นายประชา เปิดเผยอีกครั้งเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา โดยขยายความเรื่องดังกล่าวว่า เป็นกรณีที่มีผู้ร้องเรียนมายังกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ว่า มีความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อที่ดินของสหกรณ์ครูนครราชสีมา จากกรณีที่สหกรณ์ฯ มีเงินฝากอยู่ประมาณ 1 พันล้านบาท และคณะกรรมการสหกรณ์ฯ ได้มีมติที่จัดซื้อที่ดินเพื่อนำมาจัดสรรให้กับข้าราชการครู

โดยที่คณะกรรมการสหกรณ์ชุดที่ 36 มีกรรมการทั้งสิ้น 33 คน ได้ตั้งกรรมการขึ้นมา 3 ชุด เพื่อจัดซื้อที่ดิน คือคณะกรรมการยกร่างสัญญา คณะกรรมการจัดหาที่ดิน และคณะกรรมการตรวจรับที่ดิน แต่พบว่ามีการตั้งกรรมการจากบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับกรรมการชุดใหญ่ และบางคนยังเป็นกรรมการอยู่ในกรรมการจัดซื้อที่ดินทั้ง 3 ชุด ที่ส่อว่าอาจจะเกิดความไม่ปร่งใสได้

อีกทั้งยังพบว่า ผู้ที่นำเอาที่ดินมาเสนอขายต่อสหกรณ์ครูบางราย ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน หรือเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียในกรรมสิทธิ์โฉนดของที่ดินนั้นๆ ซึ่งผิดระเบียบและส่อทุจริต ซึ่งผลการการสอบสวนเรื่องดังกล่าวที่เตรียมจะมีการร้องเรียนต่อไปยัง ป.ป.ช. ได้ระบุเอาไว้ชัดเจน

นายประชา กล่าวด้วยว่าสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2548 ได้มีการรับเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว และการพิจารณามีความคืบหน้าไปมากแล้ว แต่ต่อมาในปี 2549 ก็เกิดการรัฐประหาร และในปี 2550 เป็นช่วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ การดำเนินการเรื่องดังกล่าว จึงขาดความต่อเนื่อง จึงอยากจะให้มีการดำเนินการเรื่องดังกล่าวต่อไป เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย

อย่างไรก็ดีได้พบความชัดเจนตามเอกสารของคณะทำงาน ในคณะอนุกรรมมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีที่คณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมาจำกัด หาประโยชน์จากการซื้อขายที่ดิน จัดทำโครงการจัดสรรที่ดิน เพื่อที่อยู่อาศัย ที่มี พล.ต.ต.ชาครีย์ นาคประไพ เป็นประธานคณะทำงาน

จากการรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ต่อประธานกรรมาธิการฯ เมื่อเดือนตุลาคม 2548 ในความเห็นของคณะทำงาน ระบุเอาไว้ตอนหนึ่งว่า

“คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ได้ดำเนินการสอบปากคำพยานบุคคล พยานเอกสาร การตรวจสอบของสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา ประกอบการพิจารณาแล้ว เห็นพ้องกันว่า การกระทำของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่ ขณะที่กระทำนั้นเป็นข้าราชการครู แต่ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการดำเนินการ ไปปฏิบัติหน้าที่ในกิจการสหกรณ์ดังกล่าว ถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการ กรณีดังกล่าวเชื่อว่า มีการกระทำความผิดจริง โดยทุจริตต่อหน้าที่และแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นการกระทำผิดในฐานะเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ...”

ขณะเดียวกันยังมีเอกสารแนบท้ายระบุบัญชีรายชื่อผู้ที่เข้าข่ายเป็นผู้กระทำผิดในเรื่องนี้ ลำดับ 3 คือ นายเสรี พงษ์ไพบูลย์ น้องชายนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และหนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ที่เอกสารการสอบสวนระบุด้วยว่า นายสมเกียรติ ได้รับการแต่งตั้งเข้าไปอยู่ในกรรมการจัดซื้อที่ดินทั้ง 3 ชุด จนมีหลายคนตั้งข้อกังวลสงสัย ไม่ว่าจะในแง่ความเหมาะสม หรือประเด็นที่ชวนให้สงสัยว่าจะส่อไปในทางทุจริต

อีกทั้งกรรมการทั้ง 3 ชุดดังกล่าว ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดซื้อที่ดิน ที่การสอบสวนพบว่า มีการทำผิดระเบียบอย่างชัดเจน

แหล่งข่าวระบุว่า เรื่องดังกล่าวที่เงียบหายไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการตั้งข้อสงสัยกันว่า จะมีการช่วยเหลือปิดบังกันหรือไม่ เนื่องจากนายสมเกียรติ ในฐานะกลุ่มพันธมิตรฯ มีความใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจในบ้านเมืองขณะนั้น

อย่างไรด็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ไม่ว่าขอ้เท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม ในเมื่อนายสมเกียรติเป็น ส.ส. เป็นคนของประชาชน ก็ควจะรีบออกมาสร้างความกระจ่างให้สังคม เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และขณะเดียวกันก็ขอให้รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รับเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาต่อไป อย่าให้เรื่องเงียบหายไป

เปิดโปง เผด็จการตุลาการ

บทความ: ตุลาการภิวัฒน์ 2 คือรัฐประหารโดยตุลาการ

 

โดย ฤทธิ์ วิษณุ

ที่มา ชมรมฟ้าใหม่

28 มีนาคม 2551

 

นับแต่การเปลี่ยนแปลงพ.ศ.2475 โดยคณะราษฎร ซึ่งได้ตัดสินใจนำเอารูปแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขเข้ามาใช้ในการพัฒนาทางการเมืองของประเทศไทย แม้จะมีการแบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 อำนาจคือ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ แต่อำนาจหลังสุดนี้ ดูเหมือนจะทำหน้าที่เป็นเพียงแค่อำนาจในระบบตรวจสอบและรองรับอำนาจอื่นมาโดยตลอด ไม่มีอำนาจในการถ่วงดุลแต่อย่างใด

 

ผู้คนในวงการตุลาการต้องเคยชินกับการถูกเก็บกด ตกเป็นเบี้ยล่างทางอำนาจมาโดยตลอดหลายทศวรรษ เพราะมีบทบาทเป็นเพียงแค่ผู้ใช้ หรือ แสดงอำนาจภายใต้กรอบของกฎหมายที่ถูกกำหนดหรือขีดเส้นให้ตีความได้ตามตัวบทจากอีกสองอำนาจมาโดยตลอด ไม่สามารถเป็นตัวกระทำเพื่อสร้างความยุติธรรมทางสังคมขึ้นมาได้ สถาบันตุลาการกลายเป็นสถาบันที่คร่ำครึ แม้จะดูศักดิ์สิทธิ์จากภายนอกก็เป็นเพียงแค่พิธีการเท่านั้น

 

แล้ววันหนึ่ง ฟ้าก็เปิดให้ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ซึ่งอยู่ในจังหวะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่วิกฤตทางการเมือง เพราะอำนาจบริหารและนิติบัญญัติไม่สามารถทำงานต่อไปได้ โดยพระราชดำรัสซึ่งพระราชทานให้แก่ศาลปกครองสูงสุดและศาลฎีกา เพื่อนำประเทศให้พ้นจากวิกฤต “....ที่จะทำให้บ้านเมืองล่มจม บ้านเมืองไม่สามารถที่จะรอดพ้นจากสถานการณ์ที่ไม่ถูกต้องซึ่งถือว่า เป็นการใช้อำนาจตุลาการในฐานะอำนาจอธิปไตยโดยองค์พระประมุขเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญของไทย

 

ปรากฏการณ์ดังกล่าว มีคนพยายามให้คำอธิบายว่าเป็น ตุลาการภิวัฒน์ เพื่อขยายพื้นที่แห่งความยุติธรรมให้กว้างขวางขึ้นในระหว่างที่เกิดสุญญากาศทางอำนาจในห้วงระหว่างยุบสภาของรัฐบาลทักษิณ

 

ปรากฏการณ์ที่ติดตามมา ได้แก่ หัวขบวนกลุ่มหนึ่งของสถาบันตุลาการได้กระจายตัวกันเข้าสู่วังวนเกลือกกลั้วกับอำนาจทางการเมืองในหลายองค์กร เข้ายึดกุมหรือร่วมสมคบคิดในองคาพยพอย่างจริงจัง เสมือนหนึ่งปีศาจ 108 แห่งเขาเกาเล่งซัว(ในพงศาวดารจีนเรื่อง ซ้องกั๋ง)ที่หลุดออกจากที่คุมขังมาเป็นเวลานาน โดยไม่ใส่ใจหรือแยแสกับคำเตือนของผู้ที่ปรารถนาดีต่อวงการตุลาการว่า การกระทำนั้นอาจเปิดช่องให้นำไปสู่การล้ำเส้นของ ตุลาการธิปไตยหรือการปกครองโดยฝ่ายตุลาการ(Judicial Rule) ซึ่งล้ำเกินกรอบของการตรวจสอบเชิงหลักกฎหมายของฝ่ายตุลาการและสุ่มเสี่ยงต่อการที่บุคคลซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจะเข้าแทนที่เสียงข้างมากในฐานะกลไกตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อใช้อำนาจแบบเลยเถิดตามกระแสอารมณ์วูบไหวชั่วครู่ชั่วยามของการต่อสู้ทางการเมือง

 

ผลจากการเข้าสู่วังวนแห่งอำนาจของตุลาการ ทำให้เราได้เห็นชัดเจนมากขึ้นว่า พวกเขาได้กลายเป็นผู้สมคบคิดกับอำนาจเผด็จการ ใช้โมหาคติแสดงพฤติกรรมอย่างชัดเจนต่างกรรมต่างวาระว่า นอกจากไม่ได้นำความรู้และปัญญามาทำให้ประเทศชาติรอดพ้นจากวิกฤตทางการเมืองชั่วขณะแล้ว พวกเขายังสมอ้างใช้อำนาจเข้าแย่งยึดอำนาจรัฐมาเป็นของตนเองอย่างน่าละอาย

 

หัวขบวนตุลาการเหล่านี้ที่เคยถูกจำกัดการมีส่วนร่วมใช้อำนาจอย่างขาดตกหกหล่น สมอ้างเอาหลักการเรื่อง ตุลาการตีความก้าวหน้า (Judicial Activism) เพื่อขยายอัตตาและอำนาจของกลุ่มตนเองอย่างเป็นระบบ ทั้งลงมือร่วมสร้างกฎหมายและตีความกฎหมายตามกรอบวิธีคิดของตนเองอย่างเกินเลยด้วยการก้าวข้ามหลักกฎหมายเพื่อการตรวจสอบมาสู่การใช้อำนาจรัฐโดยตรง

 

สิ่งที่คนเหล่านี้เคยกล่าวหาว่า รัฐบาลทักษิณได้กระทำการหลอมรวมอำนาจ(Fusion of powers) เพื่อสร้างอำนาจเผด็จการรูปแบบใหม่นั้น บัดนี้ กลับกลายเป็นสิ่งที่พวกเขากำลังลงมือกระทำเสียเองอย่างทุศีลและไร้นิติธรรมอย่างเต็มที่

 

กลุ่มตุลาการกระหายอำนาจที่เคยถูกกำหนดให้ใช้กฎหมายซึ่งคนอื่นเขียนให้เกิดกิเลสแห่งอำนาจตรวจสอบเกินพอดี มาสู่การกำหนดตัวรัฐฐาธิปัตย์เสียเอง และได้ลงมือร่วมกระทำ นับแต่กรณีหักดิบหลักกฎหมายในกรณีใช้กฎหมายย้อนหลังเป็นโทษในการยุบพรรคไทยรักไทย มาถึงการทำหูหนวกตาบอด มองไม่เห็นว่า วีซีดี.ของนายพลจากกองทัพที่สั่งกำลังพลใต้บังคับบัญชาไปลงคะแนนเลือกพรรคประชาธิปัตย์ หรือเอกสารลับคมช.เป็นความผิด ในขณะที่ตั้งหน้าตั้งตาเอาเป็นเอาตายกับการกระทำผิดเล็กๆ น้อยๆ ของนักการเมืองจากพรรคพลังประชาชนและพรรคอื่นๆ

 

จนท้ายที่สุด เมื่อพรรคดังกล่าว ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ตามหลักประชาธิปไตยของปวงชน และตั้งรัฐบาลผสมขึ้นมาได้ พวกตุลาการก็ร่วมสมคมคิดหาสาเหตุยุบพรรคกันไปเลย

 

การแสดงพฤติกรรมในลักษณะของการตรากฎหมายประหนึ่งอำนาจนิติบัญญัติหรือมีลักษณะของการกำหนดนโยบายทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ฯลฯ ประหนึ่งอำนาจบริหารของกลุ่มตุลาการกระหายอำนาจในยามที่บ้านเมืองกำลังเดินออกจากภาวะวิกฤต และสถานการณ์ทางการเมืองกลับเข้าสู่ปกติ ขณะที่ทหารในกองทัพได้ทิ้งอำนาจรัฐประหารเพื่อกลับเข้าสู่กรมกอง เพื่อให้กระบวนการประชาธิปไตยเดินหน้า แสดงตัวโดยเปิดเผยว่า บัดนี้พวกเขาได้เคลื่อนพลเข้ายึดกุมกลไกรัฐแทนที่กองทัพเป็นที่เรียบร้อย โดยการละเมิดหลักการเรื่อง จิตวิญญาณของกฎหมาย(Spirit of law)อย่างไร้ยางอาย

 

ตุลาการภิวัฒน์ ได้เปลี่ยนสีแปรธาตุเป็นการรัฐประหารรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ครั้งแรกของโลกไปเสียแล้ว นั่นหมายถึงพวกเขาได้สร้างวิกฤตทางการเมืองขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่เพื่อแก้วิกฤตที่จบลงไปแล้ว

 

พฤติกรรมแหกคอกของตุลาการกระหายอำนาจจำนวนน้อยเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันตุลาการเท่านั้น พวกเขายังกระทำการละเมิดพระราชดำรัสที่พระราชทานมาเมื่อวันที่ 25 พ.ค.2549 อย่างไม่มีชิ้นดี ถือเป็นการจัดการงานนอกสั่งที่สุดบังอาจ

 

เราจะต้องเปิดโปงและหาทางหยุดยั้งพฤติกรรมกระหายอำนาจ และสมอ้างจัดการงานนอกสั่งของตุลาการเหล่านี้โดยเร็วที่สุด ก่อนที่ประชาธิปไตยจะถูกย่ำยีมากกว่านี้

คนต้องเที่ยง ดันรับใช้เผด็จการ

ค้าน'จรัญ' นั่งตุลาการศาล รธน.

จาก นสพ.ประชาทรรศน์
ที่มา เวบไซต์ hi-thaksin
18 เมษายน 2551

ตามที่คณะกรรมการสรรหา ได้สรรหาผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในสาขานิติศาสตร์ โดยมี นายจรัญ ภักดีธนากุล และ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ได้รับการคัดเลอือกเข้ามา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง นั้น

เมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา พ.ต.อ.บรรจบ สุดใจ ในฐานะประธานชมรมผู้พิทักษ์กฎหมายและความยุติธรรม ได้เข้ายื่นหนังสือที่รัฐสภา ผ่านถึงประธานกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและความประพฤติของวุฒิสภา มีความสุรปได้ว่า

ชมรมผู้พิทักษ์กฎหมายและความยุติธรรม ขอคัดค้านว่านายจรัญ ภักดีธนากุล ไม่สมควรที่จะได้รับเลือกให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. พฤติกรรมที่ผ่านมาเป็นที่เชื่อได้ว่า นายจรัญ ไม่เป็นกลางทางการเมือง และไม่ตั้งอยู่ในความเที่ยงธรรม อย่างกรณีที่แถลงข่าวเรียกร้องให้ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ประธาน กกต.กับพวกลาออก เมื่อปี 2549 ทั้งที่ตนเองยังเป็นเลขาธิการศาลฎีกา ซึ่งไม่ใช้หน้าที่ของคนที่เป็นผู้พิพากษา

2. กรณีที่ออกมาให้สัมภาษณ์ถึง "ผู้พิพากษาสมทบ" ในทำนองว่าเป็นผู้ที่มาจากผู้มีอาชีพไม่สุจริต ซึ่งทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง

3. กรณีที่มีการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งว่างอยู่เมื่อต้นปี 2549 ขณะนั้นมีการยุบสภาแล้ว ตัวแทนของพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลวึ่งจะต้องเป้นกรรมการสรรหาจึงไม่มี และประธานศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกรรมการสรรหาด้วยคนหนึ่งก็ว่างอยู่ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญปี 2540 จะต้องประกอบด้วยคณะกรรมการชุดนี้ สรรหา 5 คน และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกอีก 5 คน ส่งให้วุฒิสภาคัดเลือกให้เหลือ 5 คน เพื่อนำความกราบบังคมทูลแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรรมการชุดแรกจึงไม่มี คงมีแต่กรรมการชุดที่ 2 คือประชุมใหญ่ศาลฎีกาเท่านั้น และกฎหมายกำหนดว่า หากกรรมการชุดแรกสรรหาไม่ได้ หรือสรรหาได้ไม่ครบภายใน 30 วัน ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหาแทน แต่นายจรัญ ให้สัมภาษณ์ว่า ถึงกรรมการชุดแรกไม่มี ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็มีอำนาจสรรหาแทนได้ และได้มีการดำเนินการตามนั้นซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว

กับกรณีที่ศาลทุ่งสง ได้พิพากษาจำคุกแพทย์โดยไม่รอลงอาญา จนเป็นข่าวฮือฮาในวงการแพทย์ ได้มีการเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์ออกกฎหมายคุ้มครองแพทย์ นายจรัญ ได้ให้สัมภาษณ์ นสพ.สนับสนุนทำนองว่า หากประมาทโดยไม่ตั้งใจ ก็ควรจะให้ความคุ้มครอง

จึงเห็นได้ว่าความเข้าใจในข้อกฎหมายของนายจรัญ เป็นเรื่องที่น่ากังวลกับการเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

4. หลังจากเกิดเหตุปฏิวัติแล้ว นายจรัญ ได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม คนทั่วไปอาจมองได้ว่าเป็นคนของ คมช. หากเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ ปัญหาการยุบพรรคการเมืองจะต้องเกิดขึ้นอีก และเชื่อว่าประชาชนจำนวนมากไม่เห็นด้วย

หนังสือร้องเรียนดังกล่าวยังระบุด้วยว่าจากเหตุผลทั้งหมด จึงขอคัดค้าน และเชื่อว่าคน 60 ล้านคน ยังพอจะหาคนที่จบนิติศาสตร์ได้อยู่ พร้อมทั้งระบุว่าตนเองยินดีที่จะให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมาธิการ ตลอดจนที่ประชุมของวุฒิสภาในเรื่องดังกล่าวด้วย

กระทืบ ปชช เอง

เสรี ไม่มีเพื่อน

จาก คอลัมน์ 'เลือกคบไม่เลือกข้าง'

ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้

18 เมษา&#