Thai Journalist Democratic Front

·ÇÕÇØ²Ô ¨ØÅÇѨ¹Ð áÅÐà¾×è͹¹Ñ¡¢èÒÇ à¾×èÍ "¾×é¹°Ò¹" »ÃЪҸԻäµÂ "Íѹá¢ç§á¡Ãè§" ã¹Ê×èÍ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁÃѺ¼Ô´ªÍºÊÙ§


ใบแดงยงยุทธ อำมาตรย์ประกาศสงครามแล้ว

ใบแดงยงยุทธ คือการประกาศสงครามยกใหม่ อะไรจะเกิดก็ต้องให้มันเกิด จงแปรความโกรธเป็นพลัง สู้อย่างมีสติ

 

โดย คุณลูกชาวนาไทย

ที่มา เวบไซต์ thaifreenews

9 กรกฎาคม 2551

 

ก็เป็นอันแน่นอนแล้วว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้ใบแดงไปแล้ว ผมถือว่านี้่คือการประกาศสงครามประชาชน และสรุปแล้วว่า พวกศักดินาไม่ต้องการสันติสุขให้เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้

 

พวกเราผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย จงแปรความโกรธแค้นให้เป็นพลัง แปรวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะนี่คือวาระที่เราจะต้องต่อสู้ร่วมกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ไม่มีผู้อุปถัมภ์อีกต่อไป นี่คือ รุ่งอรุณแห่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

 

แต่เป็นเวลาย่ำสนธยาของพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย พวกเขาใช้อาวุธชิ้นสุดท้าย คือ ตุลาการภิวัฒน์ แล้ว

 

สำหรับ ผมนั้น ผมไม่ได้กลัวเท่าไหร่ เรื่องการให้ใบแดงคุณยงยุทธ ติยะไพรัช และการยุบพรรคพลังประชาชน ที่คาดว่าจะต้องตามมาอย่างแน่นอน เพราะคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่า มันจะออกมาในรูปแบบนี้ และเกมนี้ำก็ไม่ได้รับมือได้ยากแต่อย่างใด เพราะมีการตั้งพรรคใหม่เอาไว้แล้ว หรืออาจต้องมีการยุบสภาเพื่อล้างไพ่ใหม่ ก่อนที่จะมีการยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้น แต่อาจมีปัญหาเรื่องของการสูญเสียบุคคลากรไปบ้างเท่านั้น แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อศัตรูใช้วิธีนี้ ประชาชนก็ต้องก็ต้องรับมือกันต่อไป เราไม่อาจตั้งเงื่อนไขว่า เราจะเสียหายน้อย จากการโจมตีของศัตรูไม่ได้ เมื่อมีความเสียหาย มีผู้พลีชีพในการศึก เราก็ต้องยอมรับ

 

ตอนนี้ ผมถือว่า "พวกศักดินา" ไม่ต้องการให้เกิดสันติสุขกลับคืนมาสู่แผ่นดินนี้ พวกเขายังคิดว่า จะสามารถดึงแผ่นดีนนี้ไว้ในยุคกลางอยู่ได้ ยุคที่ "สมมุติเทพยังมีความศักดิ์สิทธิ"์ ยุคที่ประชาชนยังต้องกราบไหว้ ก้มหัวให้ศักดินาอยู่ต่อไป

 

แต่ผมไม่คิดว่า ประชาชนจะคิดอย่างนั้นแล้ว เพราะนี่มันคือศตวรรษที่ 21

 

ผมคิดว่า สิ่งที่พรรคพลังประชาชนควรจะทำในเวลานี้ มากกว่าการตีโพยตีพาย ด้วยความเศร้าเสียใจ คือ การใช้โอกาสนี้ เพื่อสู้ต่อไป

 

สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือ "การจัดตั้งองค์กรพรรคให้เข็มแข็ง" เหมือนสายบังคับบัญชากองทัพในยามสงคราม คัดเลือกกลุ่มผู้นำในระดับต่างๆ ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวแทน หากต้องเสียบุคคลากรไป หรือมี สส.บางคนย้ายออกไปจากพรรค

 

จุดอ่อนของพรรคพลังประชาชนที่ผมเห็นคือ องค์กรจัดตั้งที่อ่อนแอขาดการเชื่อมโยงกับมวลชนที่สนับสนุน ขาด คณะกรรมการยุทธศาสตร์และการจัดตั้งของพรรค

 

พรรคพลังประชาชน/ไทยรักไทย ถือว่ามีจุดแข็งที่ประชาชนมีความศรัทธาสูง มีนโยบายทีชัดเจน ประชาชนให้ความเชื่อถือ มีพื้นฐานมวลชนที่แน่นหนา มีตลาดที่มี Brand Royalty สูง

 

จุด อ่อนคือ การจัดองค์กร การเชื่อมโยงระหว่างผู้เลือกตั้ง กับพรรค และกรรมการบริหารพรรคในระัดับเขตเลือกตั้ง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะต้องชัดเจน และมีความเข้มแข็ง ผมคิดว่า สิ่งที่ควรทำอย่างเร่งด่วนคือ การตั้งกรรมการบริหารระดับภาค เืพื่อที่จะไปขยายโครงสร้างในส่วนของกรรมการบริหารระดับเขต แล้วจึงเชื่อมโยงไปสู่ระบบสมาชิก และฐานมวลชนที่สนับสนุน

 

นอกจากนี้ จะต้องมีระบบสื่อสารที่ทันสมัยและฉับไว ไปเชื่อมโยงระหว่างองค์กรบริหารพรรค กับองค์กรต่างๆ ในพรรค เหมือนระบบ Command, Control, Communication และ Information ในระบบการบังคับบัญชาของกองทัพสมัยใหม่

 

เมื่อองค์กรของพรรคเข้มแข็ง แม้จะโดนยุบพรรค เราก็แค่ "คิดชื่อใหม่" แล้วเอาองค์กรที่มีอยู่แล้วไปสวมลงทันที ไม่ว่าจะโดนยุบพรรคสักกี่ครั้งก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป

 

การจัดตั้งที่เข้มแข็ง จะทำให้การต่อสู้ทางการเมืองกับ กลุ่มศักดินา ที่คาดว่าจะเข้มข้นต่อไป มีความเข้มแข็ง และไม่ขาดแกนนำ

 

การยุบพรรคครั้งที่สอง จะทำให้พวกเราเข้มแข็งยิ่งขึ้น ไม่ทำให้เราอ่อนแอลงไปอีก

 

ขณะนี้ ผมคิดว่า เราต้องประเมินในทางร้ายที่สุด ที่เราจะเจอก่อนว่า พรรคพลังประชาชน จะโดนยุบอย่างแน่นอน แต่ถึงจะโดนยุบ เราก็ยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ โดยการยุบพรรค จะใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 4-6 เดือน และหากมีการยุบสภา ก็จะต้องเลือกตั้งภายใน 2 เดือน และ กกต.ต้องประกาศรายชื่อ สส.ภายในหนึ่งเดือน กว่าจะตั้งรัฐบาลใหม่ พรรคพลังประชาชน ก็จะยังเป็นรัฐบาลไปอีกอย่างน้อยก็ 8 เดือน เราจึงยังมีเวลาเหลือเฟือ ในส่วนที่ต้องทำ คือ การจัดตั้งองค์กรพรรคให้เข้มแข็ง และขยายเครือข่ายไปยังฐานเสียง เพื่อรองรับ "ร่างใหม่" ในชื่ออื่น

 

พวกเขาอาจทำลายร่าง ทำลายชื่อพรรคของเราได้ แต่พวกเขาไม่อาจทำลายจิตวิญญาณของพวกเราได้ คนรากหญ้าได้ตื่นขึ้นมาแล้ว ซึ่งนั้นคือ สิ่งที่สำคัญมากที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อคนรากหญ้าตื่นขึ้น และตระหนักในพลังของพวกเขา และเลือกพรรคพลังประชาชน เป็นผู้แทนของพวกเขา แม้ศัตรูจะสังหารผู้แทนของเขาตายหมด แต่ มวลชนรากหญ้า มวลชนของพรรค ผู้สนับสนุนพรรค นโยบายและแนวทางพรรคก็ยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์

 

เราก็แค่ส่ง ผู้แทนพรรคชุดใหม่ไปเท่านั้น

 

พวก ศักดินานั้น เสียเปรียบพวกเรามาก พวกเขาเหลือเพียง เส้นสายที่เปราะบางในกลุ่มอำมาตย์เท่านั้น แต่สิ่งที่พวกเขาเสียไปคือ มวลชนชาวรากหญ้า และคนชั้นกลางก้าวหน้า ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

 

เมื่อเราเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นเสียงส่วนใหญ่ เราจะไปกลัวทำไมกับการยุบพรรคของพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย

 

เมื่อสงครามยังไม่จบ ก็ต้องสู้กันต่อไป จะยืดเยื้อ กี่ปี กี่สิบปี ประชาชนก็มีเวลาเหลือเฟือ แต่พวกเขา ล้วนเป็นคนแก่หงำเหงือกกันทั้งสิ้น สิ่งที่พวกเขาไม่มี คือ เวลา และศรัทธาซึ่งฝ่ายเรามีอย่างเหลือเฟือ

 

ปล. ผมจำได้ว่าในสมัยปี 2535 ก่อนที่สุจินดา คราประยุูร จะลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ได้มีการออก พรก.นิรโทษกรรมพวกตนเองไว้่ ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 โดยเวียนมติ ครม. โดยไม่มีการประชุม ครม.ด้วยซ้ำ

 

ต่อ มา รัฐบาลใหม่ ก็นำ พรก.นิรโทษกรรมนี้ เข้าสภาในยุคนายชวน หลีกภัย และได้ตกไป สภาไม่อนุมัติ แต่ก็ถือว่า พรก.นี้ มีผลบังคับใช้ไปแล้ว มีผลในการนิรโทษกรรมไปแล้ว แม้จะไม่ผ่านสภาในภายหลัง ก็ไม่ถือว่ามีผลต่อกิจการใดๆ ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

 

ดัง นั้น พปช.ก็สามารถใช้วิธีการเดียวกัน ในการนิรโทษกรรมให้ กรรมการบริหารพรรค ทรท.111 คน เพราะเมื่อมีการยุบพรรค และกรรมการบริหาร พปช.35 คน โดนห้ามเล่นการเมือง คน 111 คน ก็สามารถเข้ามารับช่วงต่อได้ทันที

 

เรื่อง นี้เป็นประเด็นการเมือง เพราะหากออกเป็นกฎหมาย ก็จะมีการต่อต้าน กันมากมายจากฝ่ายตรงข้าม แต่ พรก.นั้น สามา่รถออกได้โดย คณะรัฐมนตรี แล้ว นำเข้าสภาในภายหลัง แต่เรายุบสภาก่อน ก็ต้องรอเข้าสภา หลังมีการเลือกตั้ง แต่ผลของ พรก.มีผลบังคับใช้ไปแล้ว คือ มันก็ต้องเล่นไม้นี้แหละครับ หากโดนยุบพรรคจริงๆ และผมสันนิษฐานว่าโดนแน่นอน

เรายังรอความเป็นธรรมจาก กกต.ชุดนี้ ได้&#

โดย คุณประดาบ

ที่มา เวบไซต์ hi-thaksin

14 มกราคม 2551

 

อย่าว่าแต่จะตอบคำถามสังคม ที่กำลังตั้งข้อสงสัย คลางแคงใจว่า กกต.ยุคผู้พิพากษาครองเมือง ที่ศาลฎีกาส่งมาให้ชุดนี้ มีความเป็นธรรม เป็นกลาง อิสระ และเที่ยงธรรม จริงหรือไม่?

 

อย่าว่าแต่จะตอบคำถามประชาชนให้หายสงสัย คับข้องใจว่าเหตุใดการวินิจฉัยกรณีร้องเรียน ร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งของส.ส.แต่ละคน จึงแตกต่างกัน เป็นเพราะชื่อพรรคที่สังกัดหรือไม่

 

เพราะลำพังจะตอบคำถามตัวเองว่า กกต.ชุดนี้ เป็นกลาง เป็นธรรม และเที่ยงธรรม แค่ไหน ผมเชื่อว่ากกต.ทั้ง 5 ท่านก็ยังตอบตัวเองได้ลำบาก ว่าแต่ละกรณี แต่ละใบเหลือง แต่ละใบแดง ที่แจกออกไป มีใครรับงาน รับใบสั่งมาจากใครหรือไม่

 

คำแถลงข่าวของนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต.ที่ปรากฎในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2551 หลังจาก กกต.ลงมติให้ใบเหลืองนายชาญชัย อิสระเสนาสรักษ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์ คือคำเฉลยว่า กกต.ชุดนี้ มีความเป็นธรรม เป็นกลาง และ เที่ยงธรรม จริงหรือไม่

 

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2551 เสนอข่าวดังนี้

 

 

 

"..นายสุทธิพล แถลงอีกครั้งว่า

ที่ประชุมมีมติแจกใบเหลืองแก่นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ว่าที่ ส.ส.นครนายก เขต 1

พรรคประชาธิปัตย์ ข้อหาให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจูงใจ

รวมถึงให้มีการดำเนินคดีอาญากับนายชาญชัย ด้วย พร้อมกับให้มีการเลือกตั้งใหม่

แต่ยังไม่กำหนดวันเลือกตั้ง

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า การให้ดำเนินคดีอาญา

แสดงว่ามีหลักฐานความผิดชัดเจน แต่ทำไมถึงโดนแค่ใบเหลือง นายสุทธิพล ตอบว่า เป็นมติ

กกต.เสียงข้างมากเห็นว่ามีการกระทำผิดจริง แต่การให้ใบแดงต้องใช้มติ 4 ใน 5

ซึ่งกรณีนี้เมื่อเสียงไม่ถึง 4 ใน 5 จึงกลายเป็นแค่ใบเหลือง

 

อย่างไรก็ตาม เสียงข้างมากของ กกต.เห็นว่า

ควรให้ดำเนินคดีอาญาด้วย จึงจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดี

แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการขัดคุณสมบัติลงเลือกตั้งของผู้สมัคร

เพราะคดียังไม่สิ้นสุด"

 

 

 

เพราะมติแบบนี้ จึงไม่ต้องถามกันอีกว่า กกต.ชุดนี้มีความเป็นกลาง เป็นธรรม และเที่ยงธรรม แค่ไหน

คำแถลงและคำตอบของนายสุทธิพล ที่ให้กับนักข่าว คือการฟ้องประจานว่า กกต.ที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาสรรหามาให้ ชุดนี้ ยังจะเป็นความหวัง ทำให้ประชาชนเชื่อถือกกต.ได้หรือไม่

 

กกต.ชุดนี้ จะนำความสุข ความสงบกลับคืนมาให้แก่ประเทศไทย นำการเมืองไทยที่ตกอยู่ใต้อำนาจเผด็จการมาปีกว่าๆ กลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้จริงหรือ

 

พฤติกรรมของ กกต.ชุดนี้ ผมไม่อาจจะตั้งข้อสงสัยเพียงแค่ กกต.5 คนนี้เท่านั้น หากต้องการทวงถามความรับผิดชอบจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และผู้พิพากษาศาลฎีกาทุกคน ว่าท่านจะรับผิดชอบอย่างไรต่อพฤติกรรมของ กกต.ที่ท่านเป็นผู้สรรหามาให้

 

กรณีของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เป็นการแสดงตนอย่างเปิดเผยของ กกต.ว่า การทำงาน กกต.ชุดนี้ ไม่ได้พิจารณาลงมติตามข้อเท็จจริง ที่ปรากฎในสำนวนการสืบสวนสอบสวน พร้อมด้วยพยานหลักฐาน เป็นสำคัญ หากแต่ยึดถือการออกเสียงของ กกต.แต่ละคนเป็นหลัก

 

แต่ที่น่าประหลาดก็คือ ระบบการออกเสียงของ กกต.ไม่ได้ยึดถือและปฏิบัติตามเสียงข้างมาก หากแต่ยึดถือและปฏิบัติตามเสียงข้างน้อย

 

เหตุผลของการมีมติให้ใบเหลืองนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เพราะมีกกต.2 คนคัดค้าน ไม่เห็นด้วยที่จะให้ใบแดง ในขณะที่การให้ใบแดงต้องใช้ 4 ใน 5 เสียง แสดงให้เห็นชัดว่า มีกกต.3 คน เห็นว่าควรให้ใบแดง แต่กกต.2 คนค้าน และเห็นว่าใบเหลือง ก็น่าจะพอแก่เหตุ ย่อมจะหมายความว่า การลงมติของกกต.นั้น 2 เสียง ชนะ 3 เสียง

 

เกณฑ์การลงมติแบบนี้ ยากที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจการทำงานของกกต.ได้ และยากที่จะทำให้ประชาชน คลี่คลายความสงสัยที่มีต่อ กกต.ว่าไม่ได้เข้าด้วยช่วยเหลือพรรคประชาธิ ปัตย์

 

เนื่องจาก หลังการลงมติแบบ 3 เสียง แพ้ 2 เสียง ต้องเปลี่ยนจากใบแดง มาเป็นใบเหลือง แล้ว กกต.เสียงข้างมาก (ตามคำชี้แจงของนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต.) ซึ่งก็แปลว่า ควรจะมี 4 ใน 5 เสียง เห็นว่าต้องดำเนินคดีอาญากับนายชาญชัย ข้อหาแจกเงินซื้อเสียง เพราะมีพยานหลักฐานแน่นหนามากพอที่จะดำเนินคดีอาญาเพื่อเอาผิดและลง โทษกับนายชาญชัย ได้

 

แต่ทว่า การดำเนินคดีอาญาของ กกต.ต่อนายชาญชัย จะไม่ทำให้คุณสมบัติการเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของนายชาญชัย หมดไป

 

นายชาญชัย ยังมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีก ทั้งๆ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาของ กกต.แล้ว

เป็นอย่างไรครับ ผมไม่เข้าใจ มีหลักฐานแน่นหนามากพอที่จะดำเนินคดีอาญาได้ แต่มีหลักฐานไม่พอที่จะให้ใบแดงเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้

 

กกต.4 คน เป็นอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา อีก 1 คนเป็นอดีตรองอัยการสูงสุด อยู่กับสำนวนคดีมาทั้งชีวิต ไม่ต้องถามว่าดูสำนวนคดีเป็นหรือไม่ อยู่ที่ว่าจะใช้สำนวนการสืบสวนสอบสวนเพื่อประโยชน์อย่างไรมากกว่า

 

ไม่น่าเชื่อว่า กกต.ชุดนี้ จะยอมให้ผู้ต้องหาของตัวเอง ที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งกกต.เป็นเจ้าพนักงานรักษากฎหมาย ยังมีสิทธิ มีคุณสมบัติ เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน

 

หากต่อมา ศาลพิพากษาว่านายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ กระทำความผิดตามที่ กกต.สั่งฟ้องดำเนินคดีอาญา ผลการเลือกตั้งนครนายก ก็ต้องเป็นโมฆะ ต้องเลือกตั้งใหม่กันอีก กกต.จะรับผิดชอบอย่างไร พร้อมจะจ่ายเงินชดใช้การเลือกตั้งใหม่ หรือไม่

 

กกต.ชุดนี้ คงเห็นประชาชนคนไทยทั้งประเทศ กินแกลบต่างข้าว ไปหมดแล้วกระมัง?

 

กกต.ชุดนี้ คงเห็นประชาชนคนไทยทั้งประเทศ อ่านกฎหมายไม่รู้ ดูกฎหมายไม่เป็น

 

กกต.ชุดนี้ คงเห็นประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไม่ต่างจากวัว และ ควาย แล้วแต่จะจูงจมูกไปทางไหนก็ต้องไป

 

กกต.ชุดนี้ คงคิดว่าตัวเองยังนั่งอยู่บนบัลลังก์ผู้พิพากษา และพิพาษาคดีภายใต้พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ เมื่อตัดสินออกมาแล้ว ประชาชนทุกคนต้องก้มหน้ายอมรับ ไม่ปริปาก ไม่วิพากษ์ ไม่วิจารณ์ โดยลืมไปว่า แม้แต่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น กกต.ยังไม่มีเลย

 

กกต.ชุดนี้ ควรจะต้องหัดส่องกระจกดูตัวเอง เปิดหูรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน เปิดตาดูปฏิกิริยาของประชาชน ที่กำลังก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำ เพราะคำวินิจฉัยของ กกต.แต่ละกรณี ที่เป็นเหมือนฟางแต่ละเส้นที่ตกลงบนศรัทธาที่มีต่อ กกต.อย่างบอบบางยิ่งนัก

 

..วันหนึ่งเมื่อฟางเส้นสุดท้ายหล่นลงมา ศรัทธาอันบอบบางจะแปรเปลี่ยนเป็นวิกฤติศรัทธาอันยิ่งใหญ่ วันนั้น กกต.ทั้ง 5 ท่าน แม้แต่จะสำนึกเสียใจว่าได้กระทำอะไรลงไป ก็ยังช้าและสายเกินไปเสียแล้ว

 

กกต.ชุดนี้ เป็นผลผลิตชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของขบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่นำโดยนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ อดีตประธานศาลฎีกา ผู้รับใช้อำนาจเผด็จการ และคณะรัฐประหาร และ นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตเลขานุการศาลฎีกา ผู้แสดงตนเป็นมือไม้ และผู้ปฏิบัติงานตามใบสั่งของคณะรัฐประหาร ด้วยซ่อสัตย์อย่างเปิดเผย

 

กกต.ชุดนี้ ได้รับการสรรหามาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ในวันที่นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา และ นายจรัญ ภักดีธนากุล เป็นเลขาธิการศาลฎีกา

 

หลังจากเกิดการรัฐประหาร กกต.ชุดนี้ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น กกต.ปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที ตามคำสั่งของพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร โดยไม่ต้องรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เหมือน กกต.ชุดก่อน ๆ

 

เพราะมีที่มาอย่างนี้หรือไม่ จึงมีส่วนทำให้การทำงานของ กกต. ปรากฎออกมาอย่างที่ทุกคนได้แลเห็น และตั้งคำถามด้วยไม่ไว้ใจดังขึ้นเรื่อยๆ

 

หากไม่ใช่เพราะได้รับใบสั่งจากใครมา ก็คงต้องปรักปรำว่ามี กกต.บางคน ที่หัวใจไม่เป็นกลาง และถูกใจตัวเองสั่งมาให้กระทำการเช่นนี้

 

กระทำการเช่นนี้ของผม ก็คือ กระทำการให้สอดคล้องกับเป้าหมายของคณะรัฐประหาร คือ กระทำการทุกอย่างให้รัฐบาลใหม่ ต้องไม่ใช่พรรคพลังประชาชน และ กระทำการทุกอย่าง เพื่อหาเหตุให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นต่อพรรคพลังประชาชน ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือ การยุบพรรคการเมืองพรรคนี้

 

นี่เป็นข้อกล่าวหาที่ผมปรักปรำ กกต.บางคน ตามความเชื่อของผม หลังจากที่นั่งดูการทำงานของ กกต.มานานเกือบ 1 ปี แต่ไม่มีพยานหลักฐานพอจะชี้ให้เห็น และเป็นข้อมูลสนับสนุนความเชื่อของตนเอง จนกระทั่งเกิดการลงมติกรณีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ขึ้นมา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

 

เพราะฉนั้นหากวันนี้ จะมีใครมาแก้ต่าง มาชี้แจง มายืนยันว่า กกต.ชุดนี้เป็นกลาง เป็นธรรม เที่ยงธรรม และสุจริต ผมคงรับฟังได้ แต่ไม่เชื่ออีกแล้ว และคงไม่นั่งนิ่ง ๆ รอรับความเป็นธรรมจาก กกต. หากแต่จะต้องรุกและทวงถามความเป็นธรรม ที่ประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ควรจะได้รับจาก กกต.

 

ความเป็นธรรมที่ผมควรจะได้รับก็คือ การเคารพผลการเลือกตั้งที่ประชาชนลงมติไปแล้ว ตัดสินใจไปแล้ว

 

ต้องไม่ลืมว่า กกต.นั่นล่ะที่มาเชิญชวนให้ผมออกไปลงคะแนนเลือกตั้ง

 

ต่อเมื่อผมลงคะแนนไปแล้ว กกต.กลับบอกว่าไม่ยอมรับคะแนนของผม และสั่งให้เลือกตั้งใหม่ เพราะ กกต.ไม่เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้งที่ออกมา ด้วยสารพัดข้อหา ข้ออ้างที่ กกต.เลือกจะเชื่อข้อนี้ ไม่เชื่อข้อนั้น แล้วแต่ว่า คนร้องและคนนำเสนอพยานหลักฐาน ใส่เสื้อพรรคการเมืองใด มาร้อง มายื่นหลักฐาน

 

พิจารณาเพียงลำพังกรณีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ก็ยากที่จะทำให้เชื่อว่า กกต.เป็นกลาง เป็นธรรม และเที่ยงธรรมแล้ว แต่หากนำไปพิจารณาเปรียบเทียบกับหลายกรณีที่ กกต.ลงมติต่อผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน ก็จะยิ่งทำให้เชื่อใจ กกต.ไม่ได้มากขึ้นไปอีก

 

กรณีใบแดง 3 ใบที่เขต 1 บุรีรัมย์ ซึ่ง กกต.ลงมติ 4 ต่อ 0 เป็นเอกฉันท์ โดยที่ไม่ได้ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาเข้าให้ถ้อยคำ ไม่รับฟังคำชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหาแม้แต่ครั้งเดียว โดยที่ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน วอล์กเอาท์ไม่เข้าร่วมประชุมด้วย เพราะยังไม่ได้เสนอสำนวนเข้าสู่การพิจารณา แต่ กกต.ทั้ง 4 คนยืนยันจะใช้สำนวนที่ กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ส่งมาให้ โดยไม่ผ่านฝ่ายสืบสวนสอบสวนของ กกต.กลาง

 

กกต.ทั้ง 4 คนที่ลงมติให้ใบแดงเขต 1 บุรีรัมย์ วินิจฉัยและลงมติด้วยเปิดรับข้อมูลด้านเดียวจาก กกต.จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีอคติต่อผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนสูงมาก และพยาน หลักฐานในคดีนี้ ก็ไม่มีเงินของกลาง ไม่มีผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมดำเนินคดี ไม่มีการดำเนินคดีซื้อเสียงกับผู้สมัครทั้ง 3 คน เพราะไม่มีหลักฐาน มีเพียงคำร้องของผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่เป็นคู่แข่งโดยตรง และคำให้การของพยานที่เป็นญาติของผู้สมัครพรรคเพื่อแผ่นดิน เท่านั้น แต่ กกต.ลงมติให้ใบแดงแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน

 

กรณีใบแดง เขต 1 บุรีรัมย์ ที่ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนได้รับไป เป็นกรณีแรกที่ กกต.ลงมติโดยไม่ต้องฟังคำชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหา และเป็นกรณีที่ทำให้ประชาชนได้รับรู้ว่าเกิดความขัดแย้ง และความไม่ปกติภายใน กกต. เนื่องจากมีการตั้งตำรวจสันติบาลมาทำหนาที่สืบสวนสอบสวนแทนเจ้าหน้าที่ กกต. อย่างมีเงื่อนงำ และต้องถอนตัวออกไปในที่สุด

 

กรณีใบเหลือง เขต 1 เพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ จับกุมหัวคะแนนของนายสุทัศน์ จันทร์แสงสี ว่าที่ ส.ส.เพชรบูรณ์ เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ พร้อมเงิน 1,300,000 บาท และรายละเอียดหมู่บ้าน ที่จะเข้าแจกเงินซื้อเสียง หลักฐานจะ ๆ คาตา แบบนี้ กกต.ลงมติให้เหลือง เพราะมีปรากฎการณ์เดียวกันกับกรณีใบเหลือง นครนายก คือ มติ 3 ต่อ 2 ไม่สามารถให้ใบแดงได้ ทั้ง ๆ ที่นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ซึ่งเป็นผู้ทำสำนวนเองกับมือ ยืนยันว่าสมควรให้ใบแดง เพราะมีหลักฐานมัดแน่น แต่ก็ออกใบแดง ไม่ได้ เพราะ มีกกต.2 คน คัดค้าน

 

กรณีใบเหลือง และ ใบแดง เขต 3 อุดรธานี ที่ตกเป็นของนายประสพ บุษราคัม ผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน คนเดียวทั้ง 2 ใบ โดยห่างกันเพียง 3 วัน จากใบเหลือง เมื่อวันจันทร์ที่ 7 มกราคม กลายเป็นใบแดงในวันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม ก็เป็นกรณีแรกเช่นกันที่ กกต.ลงมติ ให้โทษผู้สมัครคนเดียว 2 ครั้ง โดยอ้างว่ามีข้อมูลใหม่ มีสำนวนใหม่ ที่ทำให้ กกต.เชื่อว่า นายประสพ กระทำความผิด ด้วยการปราศรัยใส่ร้ายผู้อื่น แต่ กกต.ก็ไม่ได้เรียกนายประสพ มาชี้แจงว่าปราศรัยจริงหรือไม่ กลับลงมติให้ใบแดงด้วยเหตุผลมีข้อมูลใหม่ ไปทันที

 

นายประสพ บุษราคัม จึงกลายเป็นนักการเมืองคนแรก และคาดว่าจะเป็นคนเดียว ที่มีปรากฎการณ์ใบเหลืองเปลี่ยนสีเป็นใบแดงได้ โดนสองเด้งหรือสองใบในการเลือกตั้งครั้งเดียว อาจจะเป็นเพราะ กกต.กลัวว่านายประสพ บุษราคัม จะตาย(ทางการเมือง)ไม่สนิทกระมัง จึงมอบความเป็นธรรมให้แบบล้นเหลือ เช่นนี้

 

กรณียกคำร้องเขต 1 นครศรีธรรมราช ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ กกต.ให้เหตุผลว่าคำชี้แจงของนายมาโนชญ์ วิชัยกุล ผู้อำนวยการเลือกตั้ง นครศรีธรรมราช เขต 1 พรรคประ