Thai Journalist Democratic Front

·ÇÕÇØ²Ô ¨ØÅÇѨ¹Ð áÅÐà¾×è͹¹Ñ¡¢èÒÇ à¾×èÍ "¾×é¹°Ò¹" »ÃЪҸԻäµÂ "Íѹá¢ç§á¡Ãè§" ã¹Ê×èÍ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁÃѺ¼Ô´ªÍºÊÙ§


อำมาตร "จัดขบวนทัพแล้ว"

บทความ : เจมส์ TSCB
from website ThaksinComeBack

ภายหลังการเลือกตั้ง 23 ธ.ค..50 อมาตยาธิปไตยได้จัดแนวรบใหม่
โดยที่ผู้เล่นอย่าง - พรั่ง - บัง – ยุด (ไอ้แหบ) -ได้หมดกรรมหมดวาระไปแล้ว
แต่อมาตยธิปไตยได้จัดแนวรบใหม่เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลพลังประชาชน

การจัดแนวรบครั้งใหม่ ยุทธวิธีของอมาตยาธิปไตยได้เน้นการทำลายพลังประชาชนโดยใช้
กฎหมาย และอำนาจตุลาการให้เป็นประโยชน์ เราจะเห็นได้ว่าภายหลังการเลือกตั้งเป็นต้นมา
พลังประชาชนกลับเป็นฝ่ายตั้งรับตลอดเวลา แนวรบอมาตยาธิปไตยในวันนี้ ..เริ่มโจมตีพรรค
พลังประชาชนอย่างเต็มที่ พวกเขาเดินหน้าเป็นฝ่ายรุกทั้งในและนอกสภา โดยทำงานแบบ
แท็คทีม ..โจมตีในสภามีพรรคแมลงสาปเป็นหัวหอก นอกสภามีองค์กรอย่างพันธมิตรฯ (ชั่ว)

แนวรบอำมาตยาธิปไตยและเครือข่ายลูกป๋า
1. คตส.
2.. กกต.
3. สื่อ ปากกระบอกเสียงเผด็จการ
4. พันธมิตร
5. ปชป.
6. สว.ลากตั้ง + สว.เลือกตั้งที่ฝักใฝ่อมาตยธิปไตย
7. บุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคม ได้แก่ ครู อาจารย์ นักวิชาการ เอ็นจีโอ ฯลฯ
8. อำนาจตุลาการที่เป็นพรรคข้าราชการทั้งแท่ง

การแบ่งหน้าที่
1. คตส. ทำหน้าที่กล่าวหาเหวี่ยงแหคนในรัฐบาลให้คลอบคลุมให้ได้มากที่สุด ชงเรื่องเข้าสู่
กระบวนการยุติธรรม
2 . กกต. ทำหน้าที่ชงเรื่องยุบพรรค. และนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกับ คตส.
3. สื่อ ทำหน้าที่เสนอข่าวยุบพรรคและข่าวการเมืองอย่างต่อเนื่อง ให้พื้นที่ฝ่ายที่ด่ารัฐบาล และ
ไม่เน้นการนำเสนอผลงานรัฐบาลในเชิงบวก
4.พันธมิตร ทำหน้าที่ ดิสเครดิต ก่อก่วน ชิงพื้นที่ข่าว ดึงกระแสสังคมไปในทิศทางที่เป็นผลลบ
ต่อรัฐบาล
5. ปชป. ทำหน้าที่โจมตีรัฐบาลในสภา และปกป้องข้าราชการฝ่ายอมาตยาธิปไตย
6. สว.ลากตั้ง ทำหน้าที่ ขัดขวางการแก้ไขกฎหมาย ขัดขวางผลประโยชน์และสร้างอุปสรรค
เพื่อมิให้รัฐบาลทำงานได้สะดวก สร้างอุปสรรคต่างๆขัดขวางการทำงานของรัฐบาล
7. บุคคลมีชื่อเสียง ทำหน้าที่ให้คอมเมนต์ด้านลบและสะท้อนเสียงต่างๆในทางลบต่อรัฐบาล
ในทุกพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัย สถาบัน แวดวงข้าราชการ และทุกๆพื้นที่ๆบุคคลเหล่านั้นสังกัดอยู่
8. อำนาจตุลาการ ทำหน้าที่รับเรื่องราวต่างๆที่ได้รับการชงมาจากกกต. คตส. ปชป. และองค์กร
อื่นๆ เข้าสู่กระบวนการพิจารณา ยุบ ทำลาย ล้มล้างรัฐบาล

ปชป. -------- > โจมตีในสภา
สว.ลากตั้ง -------- > โจมตีในสภา
พันธมิตร -------- > โจมตีนอกสภา
สื่อ --------- > ขยายผล
บุคคลมีชื่อเสียง --------- > ขยายผล
คตส. ---------- > ชงเรื่อง คดี
กกต. ---------- > ชงเรื่อง คดี
ตุลาการ ---------- > รับเรื่อง และ นำไปสู่การตัดสิน ยุบพรรค ลงโทษ ฯลฯ

ดูตัวอย่างได้จาก กรณีใบแดงของคุณยงยุทธ กกต.มีอำนาจเต็มที่ ไม่มีใครขัดขวางได้เลยแม้
แต่น้อย ใครก็ไม่รู้สามารถแจ้งข่าวการกระทำผิดและ กกต.ก็มีอำนาจพิจารณาเป็นใบแดง และ
นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยที่ไม่มีภาคประชาชนขัดขวางได้เลยแม้แต่น้อย

กกต. รับเรื่องร้องเรียน > มีมติเป็นใบแดง > ส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ดังจะเห็นว่าไม่ปรากฏขั้นตอนใดใดให้ภาคประชาชนได้ร้องคัดค้านได้เลย
เพราะไม่มีกฎหมายเปิดให้ทำได้ หรือกรณี คตส. กล่าวหา ครม.ชุดก่อนแบบเหวี่ยงแหโดยอาศัย
อำนาจจากประกาศ คปค. กล่าวหาผู้ว่าฯ กล่าวหาคุณสมัครและจะนำไปสู่การเรียกร้องให้ยุติ
บทบาท เป็นต้น นี่คือแนวรบอมาตยาธิปไตย ที่เปลี่ยนยุทธวิธีในการต่อสู้กับประชาชนโดยไม่ใช้
ปืน แต่เน้นการใช้ ก.ม.เข้าคุกคามประชาชน โดยอาศัย รธน.50 เป็นประโยชน์ที่ให้อำนาจ
ตุลาการล้นฟ้า ใน รธน.50 เราจะเห็นได้ว่า อำนาจตุลาการสามารถวีโต้ มติ ครม.ได้ สามารถ
พิจารณาทบทวนมติสภาได้ เป็นต้น

อำนาจบริหาร --> ครม. พลังประชาชน
อำนาจนิติบัญญัติ --> ฝ่ายรัฐบาล 315 เสียง ฝ่ายค้าน 165 สว.ลากตั้ง 74 + สว.เลือกตั้ง
ฝักใฝ่อมาตยาธิปไตย เช่น รสนา อีกจำนวนหนึ่ง
อำนาจตุลาการ --> อำมาตยาธิปไตย

หากพิจารณาแล้วจะพบว่า ฝ่ายพลังประชาชนไม่ได้เปรียบเลยแม้แต่น้อย
ในขณะที่ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยรวมตัวกันติดและบ่อนทำลายพลังประชาชนทุกเมื่อเชื่อวัน
ซ้ำมี “สื่อเลว” คอยขยายข่าวให้พื้นที่ข่าว และให้คนของพันธมิตรได้นำเสนอข่าวตลอดเวลา

พิจารณาจากสถานการณ์ และมองไปที่แนวรบใหม่ของอมาตยาธิปไตยแล้ว น่าจะเชื่อได้ว่า
อมาตยาธิปไตยหวังผลจะเล่นเกมยาวกับรัฐบาลที่มาจากประชาชน

และนี่คือการต่อสู้ระหว่างอำนาจประชาชนและเผด็จการชนชั้นอีกครั้งหนึ่ง โดยมีตัวแปรอย่าง
สภาวะ ศ.ก. ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่มีโอกาสจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่อาจจะ
ทำให้การเผชิญหน้าระหว่างอำมาตยาธิปไตยและประชาชนเป็นไปได้เร็วขึ้นหรือช้าลง
การต่อสู้ยังไม่จบ และโอกาสที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะเพลี่ยงพล้ำอีกครั้งหนึ่งก็มีความเป็นไปได้
สูงมาก หากแนวรบภาคประชาชนยังรวมกันไม่ติดและรู้ไม่เท่าทันเกมของอมาตยาธิปไตย

แนวรบของอมาตยิปไตยพร้อมแล้ว วันนี้ พวกมันลงมือแล้ว...
ภาคประชาชนทำอะไรกันอยู่หรือ..?? พวกคุณพร้อมหรือยัง...

วอลสตรีต เกือบพินาศ

THE marvellous edifice of modern finance took years to build. The world had a weekend to save it from collapsing. On March 16th America's Federal Reserve, by nature hardly impetuous, rewrote its rule-book by rescuing Bear Stearns, the country's fifth-largest investment bank, and agreeing to lend directly to other brokers. A couple of days later the Fed cut short-term interest rates—again—to 2.25%, marking the fastest loosening of monetary policy in a generation.

 

It was a Herculean effort, and it staved off the outright catastrophe of a bank failure that had threatened to split Wall Street asunder. Even so, this week's brush with disaster contained two unsettling messages. One is analytical: the world needs new ways of thinking about finance and the risks it entails. The other is a warning: the crisis has opened a new, dangerous chapter. For all its mistakes, modern finance is worth saving—and the job looks as if it is still only half done.

 

Rescuing Bear Stearns and its kind from their own folly may strike many people as overly charitable. For years Wall Street minted billions without showing much compassion. Yet the Fed put $30 billion of public money at risk for the best reason of all: the public interest. Bear is a counterparty to some $10 trillion of over-the-counter swaps. With the broker's collapse, the fear that these and other contracts would no longer be honoured would have infected the world's derivatives markets. Imagine those doubts raging in all the securities Bear traded and from there spreading across the financial system; then imagine what would happen to the economy in the financial nuclear winter that would follow. Bear Stearns may not have been too big to fail, but it was too entangled.

 

Gordian conduits

 

As the first article in our special briefing on the crisis explains, entanglement is a new doctrine in finance (see article). It began in the 1980s with an historic bull market in shares and bonds, propelled by falling interest rates, new information technology and corporate restructuring. When the boom ran out, shortly after the turn of the century, the finance houses that had grown rich on the back of it set about the search for new profits. Thanks to cheap money, they could take on more debt—which makes investments more profitable and more risky. Thanks to the information technology, they could design myriad complex derivatives, some of them linked to mortgages. By combining debt and derivatives, the banks created a new machine that could originate and distribute prodigious quantities of risk to a baffling array of counterparties.

 

This system worked; indeed, at its simplest, it still does, spreading risk, promoting economic efficiency and providing cheap capital. (Just like junk bonds, another once-misused financial instrument, many of the new derivatives will be back, for no better reason than that they are useful.) Yet over the past decade this entangled system also plainly fed on itself. As balance sheets grew, you could borrow more against them, buy more assets and admire your good sense as their value rose. By 2007 financial services were making 40% of America's corporate profits—while employing only 5% of its private-sector workers. Meanwhile, financial-sector debt, only a tenth of the size of non-financial-sector debt in 1980, is now half as big.

 

The financial system, or a big part of it, began to lose touch with its purpose: to write, manage and trade claims on future cashflows for the rest of the economy. It increasingly became a game for fees and speculation, and a favourite move was to beat the regulator. Hence the billions of dollars sheltered off balance sheets in SIVs and conduits. Thanks to what, in hindsight, has proven disastrously lax regulation, banks did not then have to lay aside capital in case something went wrong. Hence, too, the trick of packaging securities as AAA—and finding a friendly rating agency to give you the nod.

 

That game is now up. You can think of lots of ways to describe the pain—debt is unwinding, investors are writing down assets, liquidity is short. But the simplest is that counterparties no longer trust each other. Walter Bagehot, an authority on bank runs, once wrote: “Every banker knows that if he has to prove that he is worthy of credit, however good may be his arguments, in fact his credit is gone.” In our own entangled era, his axiom stretches to the whole market.

 

A question of priorities

 

This mistrust is enormously corrosive. The huge damage it could do to the world economy dictates what must now be done first. No doubt, there are many ways in which financial regulation needs to be fixed; but that is for later. The priority for policymakers is to shore up the financial system. That should certainly be done as cheaply as possible (after all, the cash comes from the public purse); and it should avoid as far as possible creating moral hazard—owners and employees should bear the costs of their mistakes. But these caveats, however galling, should not get in the way of that priority.

 

To its credit, the Fed has accepted that the new finance calls for new types of intervention. That is the importance of its decision on March 16th to lend money directly to cash-strapped investment banks and brokers and to accept a broader array of collateral, including mortgage-backed and other investment-grade securities. If investment banks can overcome the stigma of petitioning the central bank, this will guard them against the sort of run that saw Bear rejected by lenders in the short-term markets. Henceforth, the brokers will be able to raise cash from the Fed. The Fed is now lender-of-last-resort not just to commercial banks but to big investment banks as well (a concession that will surely in time demand tighter regulation).

 

Even if that solves Wall Street's immediate worries over liquidity, it still leaves the danger that recession will lead to such big losses that banks are forced into insolvency. This depends on everything from mortgages to credit-card debt. These, in turn, depend on the American economy's likely path, the depth to which house prices decline and the scale of mortgage foreclosures—and none of these things is looking good. Goldman Sachs's latest calculations, which suppose that American house prices will eventually fall by 25% from their peak, suggest that total losses will reach just over $1.1 trillion. At around 8% of GDP that is not to be sniffed at. But it includes losses held by foreigners, and “non-leveraged institutions” such as insurers. Goldman expects eventual post-tax losses for American financial firms to be around $300 billion, just over 2% of GDP, or about 20% of their equity capital.

 

The rebuilders' dilemma

 

That suggests a serious problem, but not a catastrophic banking crisis. And with the world awash with savings, banks ought to be able to raise new capital privately and continue lending. Unfortunately, things are not quite so simple. It would not take many homeowners to walk away from their debts for the losses to grow rapidly. Also, bank shareholders may prefer to cut back on lending rather than raise new equity. That would suit them, as equity is expensive and dilutes their stake. But it would not suit the economy, which would be pushed further into recession by sudden cuts in leverage.

 

By lending money to more banks for longer against worse collateral, the Fed hopes to stem panic and buy time. It wants Wall Street's banks to assess their losses and strengthen their balance sheets without the crippling burden of dysfunctional markets. And it hopes that cheaper money will ease that recapitalisation, inject confidence and cushion the broader economy. But that lingering risk of insolvency means that the state needs to be ready to take yet more action.

 

One option is to keep on intervening as events unfold. The other is to shock the markets out of their mistrust by using public money to create a floor to the market, either in housing or in asset-backed securities. For the moment, gradualism is the right path: it is cheaper and less prone to moral hazard (ask investors in Bear Stearns). Yet it is not easy to pull off—again, ask Bear Stearns's backers, who could possibly have been saved had the Fed begun lending to brokers sooner. If the crisis drags on and claims more victims, gradualism could yet become more expensive than a more ambitious approach.

 

Something important happened on Wall Street this week. It was not just the demise of a firm that traded through the Depression. Financiers discovered that they had created a series of risks that the market could not cope with. That is not a reason to condemn the whole system: it is far too useful. It is a sign that the rules need changing. But, first, stop the rot.

ทักษิณกลับไทย "มีแต่รัก"

ฝากความรักให้ทักษิณ ในวันนี้

 

ก็แปลกดีนะครับ ที่คนเรารักกันได้ แต่ละท่าน ก็คงจะมีสาเหตุแตกต่างกันไป ว่าทำไมถึงรักทักษิณ ส่วนตัวผมนั้น ก็รักทักษิณ เพราะเห็นเขาดูแลคนจน ได้ดีเหลือเกิน แล้วคนจนนั้น ก็ไม่มีนักการเมืองคนไหน เหลียวแลมานาน  พอเห็นเศรษฐี จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม ให้เวลาคนจน ผ่านประชานิยม แล้วมันชื่นใจจริงๆ แต่เท่าที่ผมได้ยินมา ก็มีอีกหลายสาเหตุหลัก ทำไม คนไทยส่วนมาก ถึงรักทักษิณ กัน สำหรับคนมากมาย ที่ย่อยยับไปกับ โรคต้มยำกุ้ง แล้วมาฟื้นตัวกันได้เพราะทักษิณ ก็มองกันว่าทักษิณเป็นคน “กอบกู้” เขาขึ้นมา อาจจะถึงขนาดว่ากันว่า “กู้ชาติ” กันเลยก็ได้ เพราะ สมัยนั้น มันมืดมิดชนิดไม่มีใครมองออกเลย ว่าจะฟื้นกันอย่างไรดี ถ้าจำกันได้ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ ให้ความเห็นกันไว้ว่าต้องห้าปีสิบปี ถึงจะฟื้น แต่ทักษิณทำได้ภายในปีเดียว สำหรับคนอีกมากมาย อื่นๆ ก็รักทักษิณกันเพราะได้รับผลประโยชน์โดยตรง จากประชานิยม จะเป็นบ้านเอื้ออาทร หวยบนดินและการใช้เงินนั้น แม้กระทั่งนักลงทุน ที่เห็นหุ้นขึ้นกันจาก 300 มาเป็น 800 ที่กล่าวมาทั้งหมด อาจจะเรียกได้ว่า เป็นสิ่งที่ “จับต้อง” ได้

 

แต่สำหรับคนอีกมากมาย สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงส่วนประกอบ เพาะการที่ไทยย่อยยับไป ไม่ใช่แค่เป็นการล้มสลายทางวัตถุ แต่มันคือการล้มสลายของ “ความคิด” ด้วย คือสมัยนั้น เราแข่งอยู่กับ สิงค์โปร์และมาเลเซีย อย่างที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Neck to Neck คือแค่ช่วงคอ ถึงกับกล่าวกันเลยว่าไทยจะแซงมาเลเซีย เป็นประเทศเกษตรอุตสาหกรรมใหม่ และมีระบบเศรษฐกิจ ที่ใหญ่ที่สุดใน ASEAN ปชปฝันไกลมากว่าไทยจะแข่งกับสิงค์โปร์เป็นแหล่ง เง้นทุนและธนาคาร แล้วไทยก็โตเร็วจริงๆ แต่การล้มลงไป ถึงจะไปโทษ โซรอส กัน แต่ว่าถ้าไทยมั่นคง เขาก็คงจะทำอะไรเราไม่ได้ การล้มลงไป มันทำลาย “ความฝัน” ของเราคนไทยมากเหลือเกิน

 

แล้วทักษิณก็ก้าวเข้ามา ท่ามกลางความมืดมิดทุกด้าน ทั้งวัตถุ และ จิตใจ และสิ่งที่ทักษิณทำ ที่ทำให้คนมากมายรักนั้น ก็คือ ขอให้เราคนไทย “ฝัน” กันอีกสักครั้ง ว่าเราคนไทย จะสามารถกอบกู้ตัวเองขึ้นมาได้ และประกาศอิสรภาพจากไอเอ็มเอฟ ด้วยตัวเราเอง โดยการใช้ประชานิยม กระตุ้นจากล่างขึ้นบน และดึงเงินลงทุนนอก มากระตุ้นจากบนลงล่าง ถ้าจำกันได้ สื่อแทบทุกเจ้า โดยเฉพาะ “หยุ่น” เรียกมาตรการพวกนี้ของทักษิณว่า “ฝันเปียกการตลาด” แต่สำหรับคนอีกกลุ่ม ที่เชื่อในทักษิณมาตั้งแต่ต้น ว่า  “ทำได้แน่” มันก็เกิดความ “ภูมใจ” ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ และในที่สุดก็กลายเป็นความรักที่มีให้ทักษิณ เพราะอย่างน้อยๆ ในการเชื่อนั้น ก้ได้มีส่วนร่วมแล้ว ในการทำให้ไทย “ฟื้น” ขึ้นมา ตรงกันข้ามเลย กับคนบางกลุ่ม เช่น TDRI และนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่ออกมาเยาะเย้ย ดูถูก และ สบประมาท ทักษิณ ตลอกเวลา

 

แต่มันก็แปลกดี ที่นอกจากกอบกู้ไทยขึ้นมา ขอให้คนไทยฝันกันอีกครั้ง และพิสูจน์ให้เห็นกันว่า ทำให้ความฝันเป็นจริงได้ คนไทยที่ “ใจสลาย” กลับมีความมั่นใจขึ้นมาอีกครั้ง ในความสามารถของตัวเอง ที่จะฝ่าฟันอุปสักทั้งหลาย แล้วออกมาเป็นผู้ชนะ และหลังจากเราเห็นมาเลเซียและสิงค์โปร์ แซงหน้าไทยออกไป จนห่างมาก ทักษิณก็ “มาฟอร์มเดิม” อีกแล้ว คือขอให้คนไทยฝันว่าไทยจะเป็นผู้นำ ASEAN คนใหม่ แล้วทักษิณก็เดินเครื่อง ไม่ถึงสองปี ชื่อของไทยและทักษิณกระฉ่อนไปทั่วโลก คนลืมโรคต้มยำกุ้งกันไปหมด พูดกันถึงแต่ โครงการต่างๆของ ทักษิณ ที่ประสพความสำเร็จ เช่น 30 บาท คือบนโลกนี้ นอกจากประเทศจนๆแบบคิวบา และรวยๆแบบในยุโรป ไม่มีใครแล้ว ที่มีหลักประกันสุขภาพ แบบนี้ให้ ปชช ถึงขนาดสหรัฐ หรือ ญี่ปุ่น ยังทำไม่ได้เลย

 

แต่สำหรับนักคิดนักเขียนนักวิเคราะห็แล้ว ที่เขียนผ่านมาทั้งหมด มันยังไม่ตรงประเด็นนัก คือสำหรับระดับนักปราชน์แล้ว สาเหตุที่รักทักษิณกันจริงๆ ก็คือ “ความคิดหรือวิสัยทัศ” ของทักษิณนั่นเอง ผมไม่ใช่นักปราชน์ แต่ว่าก็สนิทกับนักคิดระดับนั้นหลายคน เช่นพี่อาคมเคยโทรมาคุยกับผม รวมถึงเกนนำระดับนั้นอีกหลายๆคน สิ่งหนึ่งที่ทุกคนในระดับนั้นพูดถึงกันมาก คือ “พื้นที่” คือพี่อาคมบอกว่า  นายกไทยกี่สมัย สื่อระดับโลกไม่เคยสนใจเลย คือก็เป็นอีกตัวสร้างข่าวที่กระทบกับการเงินการลงทุนในไทยก็แค่นั้น คือนายกไทย ไม่เคยก้าวขึ้นแท่นสังเวียนระดับโลกได้เลย คือมีพื้นที่ อยู่ในไทยก็เท่านั้นเอง แต่พี่อาคมบอกว่า “ดูทักษิณสิ ไปแล้ว” คือทักษิณเป็นนายกคนแรกของไทย ที่พูดอะไรที่ไม่เกี่ยวกับเมืองไทย แต่เกี่ยวกับโลก แล้วสื่อระดับโลก เอาไปลงเป็นข่าวระดับโลก เช่น พี่อาคม เล่าให้ฟังว่า ทักษิณไปประชุม APEC“ตาดูดาวเท้าติดดิน” แต่จริงๆแล้ว มันก็มีอีกคำพูดที่เหมาะ คือ Act Locally But Think Globally และนี่ก็เป็นอีกสาเหตุหลัก ที่ทำให้คนไทยที่รักชาติมากๆ อดภูมิใจไปด้วยไม่ได้จริงๆ Globalize พูดเรื่องชาติอาหรับควรเอาเงินที่ได้ มาลงภาคเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่ไปปั่นราคาน้ำมัน โลกจะได้ไม่ย่อยยับ เพราะเงินมันจะทำงานและไหลกลับสู่โลก พี่อาคมบอกว่า เขานั่งอยู่ที่ ซิดนี่ ดูข่าวทางทีวีอยู่ แล้วก็มีภาพของทักษิณพูดเรื่องประเทศอาหรับควรเอาเงินไปทำอะไร แบบนี้นะ มันไม่เคยมีมาก่อนในไทย คือทักษิณเขามีแบบนั้นบ่อยมาก ทักษิณจะพูดเสมอว่า

 

 สรุปตรงนี้คือ คนรักทักษิณกันมาก เพราะ ช่วยคนจน คือมี “จิตใจที่อ่อนโยนและเอื้อเฟื้อเพื่อแผ่” Intellect ระดับ สำหรับคนอื่นอาจจะเป็นเพราะการผสมผสานสิ่งที่เขียนมา เข้าด้วยกัน จนออกมาคือทักษิณนั้น “ยอดคน” แล้ว แต่ท้ายสุด ขอกล่าวถึงคนอีกกลุ่ม คือพวกนักสร้างสรรค์ หรือพวกออกแนว Creative“สุดสร้างสรรค์” แล้ว เช่น Reality Show ที่ อาจสามารถ หรือจะเป็น การสร้างสถาบันออกแบบ หรือจะเป็น Fashion Week หรือ 0TOP Thaksinomics ที่เอาปรัชญาด้าน เศรษฐกิจ หลายอย่าง เช่น Management Economics, Schumpeterian, Socialism, Middle of the Road Capitalism และอีกสองสามปรัชญา มารวมกันเป็นสิ่งที่หาไม่ได้บนโลกมาก่อน คือเหมือน “แกงเผ็ดเป็ดย่าง” ที่ไทยสร้างมาให้โลก โดยการเอาแกงจากอินเดียมาผสมกับเป็ดจากจีน สหรับคนอื่นมันเป็น การมีหุ้นส่วนกับทักษิณ คือมาด้วยกันตั้งแต่แรกเลย ได้รับผลประโยชน์จาดนโยบายตรงๆ และก็เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นชาติขึ้นมา ส่วนนักคิดที่รักทักษิณกัน ก็เพราะเขามีสมองหรือ Global คนพวกนี้มากมายนักที่รักทักษิณ เช่นเพื่อนผมที่เป็นดาราละครและกำกับละคร เขาก็บอกกับผมตรงๆเลย ว่าเขาชอบทักษิณก็เพราะทักษิณนั้น ผมก็เล่าให้เพื่อนคนนี้ฟังว่าจริงๆแล้วมันมากกว่านั่นเสียอีกนะ คือเช่น

 

ผมก็ขอสรุปว่า ไม่มีใครบนโลก เปอร์เฟค หรือ เต็ม 100% ทักษิณก็เช่นกัน มีเกินเลยไปบ้าง มีการขาดหายไปบ้าง แต่โดยรวมแล้ว เขาป็นนายกที่เราคนไทยส่วนมากรักมากและภูมใจในตัวเขามาก ตอนนี้เขากำลังจะเดินเข้าสู่ช่วงชีวิตที่ยากที่สุดของเขา คือการต่อสู้กับคดีต่างๆ ถึงเราจะรักเขา เราก็ต้องรอดูว่าศาลจะตัดสินออกมาอย่างไร ถึงแม้ว่าพวกเราชาวขั้วทักษิณ จะไม่เชื่อในกระบวนการยุติธรรมไทยเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม สิ่งดีๆหรือ “บุญคุณ” ที่ทักษิณทำให้เราคนไทยทุกคนไว้ เช่นการกอบกู้เศรษฐกิจ ก็จะคงตรึงใจพวกเราตลอดไป ความรักนี้จะไม่มีการเสื่อมสลายไปไหน แต่แน่นอนจะมากขึ้นเรื่อยๆ เพาะสิ่งสุดท้ายที่ทำให้คนอีกมากมายรักทักษิณ คือเขามีใจเป็นนักกีฬาจริงๆ ที่สู้ตลอด ไม่ยอมแพ้ ถึงขนาดจวนเจียนตายไปแล้ว ภายใต้ คมช ยังไปคว้าเอา Man City มาให้นักกีฬาไทยชื่นชมอีก คือไม่ชอบทักษิณไม่ว่ากัน แต่ “อดไม่ทึ่ง” ในตัวทักษิณได้ยังไงกัน ในเวลาที่คนส่วนมากคงจะนั่งขาสั่นคิดแต่คดีความและการถูกกล่าวหา แต่เปล่า ทักษิณวิ่งไปบริหาร Man City จนชนะ Manchester United ไปสองครั้งแล้ว

โอยใครไม่รักคนแบบทักษิณ รับรองรักอะไรไม่เป็น

 

พี่ลิ้ม เคลื่อนไหว โดยไร้้พื้นฐาน

กลายเป็นประเด็นร้อน ที่ ทักษิณกลับไทยถึงขั้นขู่กันแล้ว ว่าจะขนม๊อบมาชนกัน เพราะก็แปลกดี คนถูกศาลตัดสินไปแล้ว ว่า ไม่รักชาติ ศาสตร์ กษัตริย์แถมพ่วงท้ายว่า สร้างความแตกแยก และพยายามโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งคือสนธิ ลิ้ม นายเก่าคนสนิทของผม ที่ผู้จัดการ ยังจะมาประกาศ ชุมนุม ประท้วงการกลับมาของทักษิณ คนที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง เรื่อง ก้าวก่ายพ่อหลวง และการทำงานของนายกสมัครที่เข้ามาได้ ไม่ถึงครึ่งเดือน คือแค่เห็นเงาสมัคร ก็ประท้วงกันแล้ว สุดท้ายบอกเลือกตั้งคราวที่แล้ว โกงมาก คือพูดง่ายๆ เอามาเป็นข้ออ้างไม่ฟังเสียงส่วนใหญ่ มันก้เท่านั้น แล้วที คมช โกงคะแนนไปจากทุกคนในประเทศ ทำไมพันธมิตรไม่ออกมาบอกว่า คมช ต้องเป็นโมฆะ แต่กลับสนับสนุนเต็มที่ ในเดือนแรกๆ ก่อนตีกันเละเพราะสพรั่งและธุรกิจของพี่สนธิ

 

        พี่ลิ้มแกบอกว่า สมัครก้าวก่าย ดีเอสไอ ที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ทั้งที่มันก็มีแต่คนบ้าเท่านั้น ที่ไม่สงสัยว่าทำไม ดีเอสไอ หลังสอบสวนสมัครมา 3 ปี ทำไมพึ่งมาออกข่าวใหญ่เรื่องสมัคร โกงกิน เอาวันที่สมัครถูกแต่งตั้งเป็นนายกคือมันเจาะจงกันมากไป ไม่พอ ลิ้มยังกล่าวหา สมัคร ว่าก้าวก่ายสื่อ ทั้งที่เจ้าของคลื่นเขาบอกเองว่า ขอถอนตัวเอง ปิดรายการเจิมสัก เพื่อความ สมานฉันท์แห่งชาติแล้วโยกย้ายข้าราชการ พี่ลิ้มแกบอกว่าไม่ยุติธรรมต่อข้าราชการ ก็แล้วที คมช ย้ายคนเป็นพัน อักทุกหนทุกแห่งไปด้วยเส้นสายอำมาตรของตัวเอง ทำไมพี่ลิ้มไม่ออกมาเรียกร้อง คาวมยุติธรรม ให้คนที่ถูก คมช เด้งออกไป

 

        สามอย่างนี้ พี่ ลิ้มแกรวมกันเข้า ออกมาเป็น สมัครคือเทวทัศใหม่ ที่ไม่เคารพเสียง ปชช โถ่พี่ลิ้ม เสียงข้างมากเขาเลือกสมัครกันก็เพราะเขารัก อีกเทวทัศ กัน คือทักษิณ แล้วเขาเลือก เข้ามาเพื่อกำจัด ระบอบอำมาตร ที่พี่ลิ้มถือหางอยู่นะออกไป ไม่เชื่อลองไปดู ในสื่ออินเตอร์เนต ดูสิพี่ คนส่วนมากนั่งด่า พันธมิตรกันทั้งนั้น ไม่มีใครด่าสมัครเลย เข้าใจว่าแค้น ที่ พปช เขาเอาการตัดสินคดีของศาล ที่เห็นว่า พี่ลิ้ม นะ เทวทัศตัวจริง  ไปพูดในสภาให้ คนฟังทั้งประเทศฟัง จนพี่ลิ้มต้องออกมาด่าศาลไปแล้ว สุดท้ายพี่ลิ้ม แกบอกว่า สมัครกำลัง เครียร์ทาง ให้ทักษิณกลับนี่นะ พี่ลิ้ม ได้ยินหรือเปล่าที่ บังเขาบอกว่า ทักษิณกลับ ตอน คมช นะ ไม่ปลอดภัย และ เขามี แผน ทำลายทักษิณและ ทรท และ พปช อยู่ในมือ คือคนเขาเห็นกัน ทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วทำไม ถ้าจริง สมัครเขาจะ เครียร์ทางให้ทักษิณ กลับไม่ได้ แฟร์ๆหน่อยสิ พี่ลิ้ม ก็พี่บังแกเล่นวางระเบิดไว้ทั่วไปหมด แล้วจะให้กลับมาก่อน เครียร์ทางให้พี่ทักษิณ แกเดินโดยปรอดภัย แล้วก็เข้ากระบวนยุติธรรมไปตามระเบียบ

 

        แต่ท้ายสุด นึกว่าคนเขาไม่รู้กันหรือ ความไม่ชอบธรรมของ คตส ตุลาการศาล กกต และอื่นๆอีกเพียบที่เป็นลูกหม้อ ฝ่ายอำมาตร สรุปก็คือโตกันแล้วพี่ลิ้ม ไม่ต้องมาโปรย สาเหตุและเหตุผล เพราะมันมีด้วยกันทั้งสองฝ่าย ที่พี่ลิ้มออกมารวมพลอีกที มันก็แค่ เกมการเมือง เพื่อปกป้อง ระบอบอำมาตร และอำนาจอิทธิพล ของพี่ลิ้มมันก็เท่านั้นเอง สาธุ ขอให้พี่ลิ้ม เห็นแสงสว่างและสงบสติอารมณ์ลงเถิด คนไทยส่วนมาก นะ เขาเลือก สมัครและทักษิณ ไม่ได้เลือก พี่ลิ้มและพันธมิตร

 

รัฐบาล ต้องต่อสู้กับ พี่ล$

       ก็เหมือนกับเข่ากระตุกทันที เพราะหลังจากพี่ลิ้ม จะระดมพล มาประท้วงรัฐบาล ทางรัฐบาลก็บอกทันที ว่ารัฐบาลก็มีม๊อบที่พร้อมจะออกมา ยืนข้างรัฐบาล ไปจนถึงขั้น พร้อม ปะทะ ม๊อบ ของพี่ลิ้มเลย ก็ไม่ต้องบอกว่าถ้าปะทะกันจริง ก็เสียหายทั้งสองฝ่าย แต่คนที่จะเสียมากกว่า ก็คือรัฐบาล เพราะการประท้วงนั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของ ประชาธิปไตย ถึงทั้งที่จริงแล้ว พี่ลิ้มแก ไม่มีปรัชญาอะไรที่แท้จริง มาสนับสนุนการรวมพล นอกจากการออกมา ให้น้ำหนักอำนาจการต่อรอง ให้อำนาจนั้นของพวกอำมาตร มันสูงขึ้นก็เท่านั้นเอง แล้วถ้าปะทะกันจริง ฝ่ายอำมาตร ก็จะได้มากกว่าเสีย เพราะก็เป็นรองอยู่แล้ว คือมีแต่ได้ ไม่มีเสียอะไรเลย

         แล้วรัฐบาลจะทำอย่างไร คือเรามั่นใจกันว่า พันธมิตรนั้น จะไม่สามารถ จัดการระดมพล ให้ใหญ่โตเหมือนในอดีตได้ แต่ว่าถ้าจัดได้ สักครึ่งของเมื่อวันเรืองอำนาจของพันธมิตร แล้วจัดกันบ่อยๆ รัฐบาลก็คงจะปวดหัว และปั่นป่วนพอสมควร คือจะตักสินใจทำอะไร เช่นการเอาคนที่เชื่อมือได้ ของรัฐบาลเอง และ ไม่ใช่ฐานอำนาจของอำมาตรออก ก็จะต้องมาห่วงหน้าห่วงหลัง ว่าจะมีการออกมาประท้วงใหญ่หรือไม่

        สรุปคือรัฐบาลจะทำอย่างไรดี ปล่อยให้ประท้วง แล้วทำกับผู้ประท้วง ให้เหมือนกับที่ คมช ทำกับ นปก ก็ไม่ได้ เพราะนี่มันรัฐบาลที่มาจากประชาชน และเป็นประชาธิปไตย อยู่ครึ่งใบ คือยังไงก็ต้องรักษาความรู้สึกของประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาล นั่นแรกเลย ต้องระวังฐานเสียงที่ต้องการสมานฉันท์ และสอง ก็มีผู้สนับสนุนรัฐบาล ที่อยากมานานแล้ว ที่จะออกไปปะทะกับ ม๊อบของพี่ลิ้ม รัฐบาลก็ต้องระวังตรงนี้เหมือนกัน

         แต่รัฐบาลจะทำอย่างไรดี คือจัดม๊อบออกมา ก็เสี่ยงเสียคะแนนเสียงและความนิยม ไม่จัด ม๊อบออกมา พี่ลิ้มแกก็คงจะคิดว่า รัฐบาลไม่มีน้ำยา กลัว พี่ลิ้มแกก็จะยิ่ง คึกคะนอง เข้าไปใหญ่ 

         ทางออกคือต่อสู้กับพี่ลิ้มทางปัญญา คือในตอนแรก ของบทความ เรื่องทักษิณ กลับไทยนี้  ก็แสดงให้เห็นแล้ว ว่าจริงๆ ข้อกล่าวหาของ พี่ลิ้ม นั้นแก้ง่ายขนาดไหน คือสำหรับคนกลางๆแล้ว รัฐบาลสามารถ ที่จะ พูดให้เขาเข้าใจได้ ว่าจริงๆแล้ว พี่ลิ้มแก ก็มาเหมือนเดิมไม่มีผิด คือจ้องล้มรัฐบาล และสนับสนุน ระบอบอำมาตร มันก็เท่านั้น จริงๆ แล้ว สาเหตุมันก็เหมือนตอนทักษิณ คือ กุ ขึ้นมาทั้งนั้น

         แล้วจะทำการต่อสู้ทางปัญญาอย่างไรดี ก็แน่นอนว่า กระบอกเสียงของรัฐบาล ต้องมีการ ออกรบใหญ่ ในสงคราม จิตวิทยา เหมือนที่ คมช ทำ ถ้าถามว่า คมช ก็ทำไม่สำเร็จ คนต่อต้านก็มากมาย อย่างนี้แล้วไปลอกการทำสงครามจิตวิทยามาทำไม สาเหตุหลัก คือ มันมีข้อแตกต่างระหว่าง คมช และ รัฐบาลสมัคร คือ คมช เป็นฝ่ายผิด และ รัฐบาลสมัคร เป็นฝ่ายถูกคือ คมช ทำสงครามข่าวสงครามจิตวิทยาแล้วแพ้ เพราะเขา ผิด ไม่มีอะไรดีไม่มีอะไรที่ถูกที่ควรมาเป็นพื้นฐานของสงครามทางปัญญา แต่รัฐบาลสมัครนั้น มาจากการเลือกตั้ง และ ไม่ได้ทำอะไรผิด อย่างที่ พี่ลิ้ม แกกล่าวหาไว้ คือเมื่อ ไม่ผิด และ ยืนอยู่ฝ่ายที่ ถูก แล้ว ก็สมควรเอา ข้อได้เปรียบนี้ ออกทำสงครามข่าว

         คงจะมากเกินไป ถ้าบอกว่าการเคลื่อนไหวของพี่ลิ้ม เป็นโอกาส แต่อย่างที่ทักษิณพูดเสมอ ให้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส การที่พี่ลิ้มออกมาเคลื่อนไหวแบบนี้ โดยไม่มีพื้นฐานทางปรัชญาที่ถูกต้อง ก็เป็นโอกาสเก็บคะแนนเสียง จากประชาชน ให้เห็นกัน จะจะ ว่าพี่ลิ้มและพันธมิตรนั้น เป็นฝ่ายทำลายความสมานฉันท์ และ หาเรื่อง ล้มล้างรัฐบาล

 

 

อาจารย์ มธ ต่อกรกับ ศาลของอำมาตรย์