Thai Journalist Democratic Front

ทวีวุฒิ จุลวัจนะ และเพื่อนนักข่าว เพื่อ "พื้นฐาน" ประชาธิปไตย "อันแข็งแกร่ง" ในสื่อที่มีความรับผิดชอบสูง


เศรษฐกิจ กับ ความยุติธรรม

เศรษฐกิจกับความยุติธรรม

อานันท์ กาญจนพันธุ์

การเสวนาเรื่องความยุติธรรม : วันที่ 9 สิงหาคม 2546 เวลา 14.00 น.

ณ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

(บทความนี้ยาวประมาณ 12 หน้ากระดาษ A4)

 

 

เศรษฐกิจกับความยุติธรรม (บทความถอดเทป)

หัวเรื่องสำคัญ ประกอบด้วย

 

    1. ทำไมจึงต้องตั้งคำถามกับเศรษฐกิจเรื่องความยุติธรรม

    2. ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจเกี่ยวพันการจัดสรรส่วนเกินในรูปของกำไร

    3. เศรษฐกิจในระบบตลาดมีเหตุผลที่เป็นอิสระในตัวเองได้จริงหรือ

    4. กลไกตลาดสามารถจัดสรรส่วนเกินให้ยุติธรรมได้จริงหรือ

    5. ปัญหาของกลไกรัฐกับการบิดเบือนเชิงโครงสร้าง

    6. กลไกทางสังคมกับความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ

    7. บทส่งท้าย

 

1. ทำไมจึงต้องตั้งคำถามกับเศรษฐกิจเรื่องความยุติธรรม

ในความเข้าใจของผม การจะพิจารณาว่า เศรษฐกิจมีความยุติธรรมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขว่า เศรษฐกิจเกี่ยวพันกับชีวิตในด้านอื่น ๆ อย่างไร การที่ผมตั้งคำถามเช่นนี้ก็เพราะว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่นานนี้ เรื่องของเศรษฐกิจได้ถูกแยกออกไปเป็นอิสระจากส่วนอื่น ๆ ของชีวิตคนเรา หรือส่วนอื่นๆของชีวิตมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นนี้เอง ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องตั้งคำถามเสียก่อน

 

ในอดีตนั้นเศรษฐกิจเคยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต กล่าวคือเศรษฐกิจจะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชีวิตด้านต่าง ๆ อย่างแยกกันไม่ออก ดังนั้นการที่จะตั้งคำถามทำนองนี้ จึงไม่จำเป็น เพราะเศรษฐกิจและชีวิตด้านต่างๆของมนุษย์ยังผูกพันกันอยู่ ทำให้เศรษฐกิจอยู่ภายใต้การควบคุมของสังคม

 

แต่เมื่อไม่นานนี้เอง เศรษฐกิจเริ่มค่อยๆถูกแยกออกไปจากชีวิตของมนุษย์มากขึ้นๆทุกที จนทำให้เศรษฐกิจหลุดออกไปจากการควบคุมของสังคม จึงเกิดคำถามทำนองนี้ขึ้น เพราะเศรษฐกิจอาจจะเดินไปทางหนึ่ง ที่ไม่สอดรับกับทิศทางของสังคมได้ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อความยุติธรรม ที่เป็นอุดมการณ์สำคัญในสังคมตามมา

 

ด้วยเหตุนี้ การที่จะตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจจะยุติธรรมหรือไม่? จึงต้องเริ่มต้นจากการพิจารณาว่า เศรษฐกิจนั้นมีความเกี่ยวพันกับชีวิตด้านอื่นๆอย่างไร เมื่อเรื่องของเศรษฐกิจค่อยๆถูกทำให้แยกออกมาจากชีวิตด้านอื่นๆของมนุษย์ ซึ่งอาจถือได้ว่า เริ่มจากการที่คนเราหันไปเปลี่ยนแปลง หน่วยทางสังคม ที่ยึดถือเป็นกรอบสำหรับปฏิบัติการทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นที่มาหรือต้นตอของปัญหาทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

 

เพราะคนเราหันไปแยกหน่วยทางสังคมและเศรษฐกิจออกจากกันอย่างเด็ดขาด ผลที่ตามมาทำให้ ความเป็นปัจเจกชนกลายเป็นหน่วยทางสังคม ที่มีความสำคัญมากขึ้นแต่เพียงหน่วยเดียว อีกทั้งยังแยกออกเป็นอิสระจากหน่วยทางสังคมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เครือญาติ ชุมชน หรือท้องถิ่น เพราะปัจเจกชนสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้เอง แทนที่จะใช้ทรัพย์สินร่วมกันด้วย

 

2. ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจเกี่ยวพันการจัดสรรส่วนเกินในรูปของกำไร

การกำหนดให้ทรัพย์สินเป็นสมบัติส่วนบุคคลได้นั้น ในสังคมตะวันตกอาจจะเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยโรมันแล้วก็ตาม ส่วนในสังคมไทยเพิ่งเริ่มก่อรูปขึ้นมาไม่นานนี้เอง แต่กลับมีความสำคัญขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หากจะระบุให้ชัดเจน ก็อาจถือได้ว่า เริ่มพัฒนาขึ้นมาในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ครั้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ได้มีการตรากฎหมายขึ้นมารองรับหลักการดังกล่าวอย่างเป็นทางการมากขึ้น

 

การกำหนดให้ทรัพย์สินโดยเฉพาะที่ดินเป็นสมบัติส่วนบุคคลที่สามารถเห็นได้ชัดเจนมากที่สุด คงจะเป็นการออกประมวลกฏหมายที่ดินในปี พ.ศ 2497 เพราะเสนอให้มีการออกโฉนดที่ดินให้กับบุคคล จนทำให้การถือครองแยกออกมาจากการใช้และการครอบครอง ซึ่งเป็นหลักการที่เคยใช้กันมาแต่เดิมในสังคมไทย ตามแนวทางปฏิบัติที่เป็นจริง และตามจารีตของท้องถิ่น แม้ในทางทฤษฎี หรือหลักการตามกฏหมายของรัฐ อาจจะถือว่าที่ดินทั้งหมดเป็นของพระเจ้าแผ่นดินก็ตาม

 

แม้จะมีความพยายามในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพื่อทำให้เศรษฐกิจแยกออกไปจากชีวิตด้านอื่นๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เศรษฐกิจไม่สามารถแยกออกไปได้ เมื่อมีความคิดว่า เศรษฐกิจสามารถแยกออกมาเป็นอิสระได้ เลยทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นหลายอย่างตามมา เพราะในชีวิตทางเศรษฐกิจนั้นจะสร้างผลผลิตส่วนหนึ่งขึ้นมา ซึ่งเราเรียกผลผลิตส่วนนี้ว่า ส่วนเกิน จึงมีปัญหาอยู่ว่า ส่วนเกินที่เกิดขึ้นมานั้นจะเอาไปจัดสรรกันอย่างไร

 

ในกรณีที่เศรษฐกิจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชีวิตด้านอื่นๆ ส่วนเกินนี้จะถูกกลไกทางสังคมนำไปหมุนเวียนใช้อยู่ในหน่วยทางสังคมที่ผลิตส่วนเกินนั้น ซึ่งแต่ละสังคมจะมีวิธีการใช้ด้วยรูปแบบที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับสังคมนั้น ๆ ในแต่ละยุคแต่ละสมัย

 

โดยส่วนใหญ่ส่วนเกินนั้น จะจัดการผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรม ในรูปของพิธีกรรมต่างๆ สำหรับสังคมขนาดเล็ก ส่วนเกินจะถูกนำมาแลกเปลี่ยนในพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งช่วยให้เกิดการกระจายส่วนเกินไปสู่กลุ่มคนต่างๆ ตามจารีตที่เน้นประโยชน์ร่วมกันของสังคม จึงทำให้ส่วนเกินกลายเป็นอรรถประโยชน์ทางสังคม (Social Utility)

 

ในกรณีของสังคมในสมัยศักดินา ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์เป็นหลัก ระบบแบบนี้ ส่วนเกินจะถูกจัดสรรผ่านกลไกที่เราเรียกว่า การบริโภคทางสังคม คือการที่ผู้มีอำนาจในสังคม เอาส่วนเกินไปใช้ในการสร้างบารมี ในรูปของการสร้างวังให้ใหญ่โต และการสร้างวัดให้โอฬาร เพื่อแข่งขันกันแสดงว่าเป็นผู้มีบารมีมากกว่าคนอื่น ซึ่งจะช่วยจูงใจให้มีผู้คนเข้ามาพึ่งพามากขึ้น ทั้งนี้เพราะ ในระบบศักดินานั้น การมีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจไม่ได้ขี้นอยู่กับการควบคุมพื้นที่ แต่ขึ้นอยู่กับการควบคุมกำลังคน ยิ่งมีผู้คนเข้ามาอยู่ใต้อำนาจมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งตักตวงส่วนเกินจากแรงงานของผู้คนเหล่านั้นได้มากเท่านั้น

 

ในกรณีของสังคมไทยปัจจุบัน เมื่อเศรษฐกิจถูกแยกออกมาจากหน่วยทางสังคม และปัจเจกชนสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนตัวได้ ส่วนเกินจึงมักจะถูกเปลี่ยนให้มาเป็นกำไรแทน ประเด็นปัญหาที่ตามมาก็คือ กำไรเหล่านี้จะเอามาจัดสรรกันอย่างไร นับเป็นปัญหาที่ผูกพันกันมานานมาก

 

ในทางทฤษฎีมาร์กซิสต์แล้ว กำไรก็คือส่วนเกิน ที่ยังไม่ได้เอาไปจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้แก่ผู้ใช้แรงงาน ตามนัยเช่นนี้ ส่วนเกินจึงเกิดมาจากการบิดเบือนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ จนทำให้เห็นว่า ทุน/เงิน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ที่ทำให้เกิดผลผลิตส่วนเกินขึ้น แนวความคิดทำนองนี้มีปัญหามาก เท่ากับเป็นการสร้างมายาคติให้เชื่อว่า ทุนเป็นที่มาที่แท้จริงอย่างเดียว ที่ก่อให้เกิดผลผลิตต่างๆ ไม่ใช่แรงงานตามความคิดแบบมาร์กซิสต์

 

ในปัจจุบันยังมีการอธิบายให้ซับซ้อนมากขึ้นไปอีก โดยเพิ่มเติมเข้าไปอีกว่า ผลผลิตต่างๆไม่ได้เกิดมาจากทุนอย่างเดียว แต่ยังเกิดมาจากสิ่งที่เราเรียกว่า "ความรู้/ปัญญา/วัฒนธรรม" ด้วย หากยอมรับตามแนวความคิดเช่นนี้ นายทุนก็สามารถอ้างได้ว่า ค่าตอบแทนแรงงานที่เขาได้จ่ายให้กับคนงานนั้นเหมาะสมแล้ว เพราะเขาเป็นเจ้าของทั้งทุนและความรู้ ซึ่งเขาได้มาอย่างชอบธรรม ด้วยการซื้อขายแลกเปลี่ยนในระบบตลาดเสรี

 

แต่แท้ที่จริงแล้ว ส่วนเกินคงยังมีที่มาจากค่าแรงด้วย ซึ่งเป็นค่าแรงในส่วนที่ยังไม่ได้จ่ายให้กับคนงาน ถ้าจ่ายค่าตอบแทนทั้งหมดจริงตามที่กล่าวอ้าง คนงานควรจะมีสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ดีกว่านี้มาก ดังจะสังเกตได้ชัดเจนว่า คนงานที่สร้างบ้านก็ดี หรือคนงานที่ผลิตรถยนต์เองก็ดี ถามว่ามีกี่คนที่เป็นคนงานก่อสร้างแล้วสามารถมีบ้านเป็นของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ส่วนมากคนงานก่อสร้างจะไปอาศัยอยู่ตามเพิงหรือห้องแถว ที่เขาเตรียมไว้ให้เสียมากกว่า เพื่อที่จะได้ไปทำงานในวันต่อไปได้ทันเวลา

 

คนงานก่อสร้างบางคนไม่สามารถที่จะมีบ้านอยู่ได้ด้วยตัวเองเลยตลอดชีวิต เราเรียกว่าสภาวะเช่นนี้ว่า ความแปลกแยก คือสภาวะที่ มนุษย์ไม่สามารถใช้แรงงานของตน เพื่อตอบสนองความเป็นมนุษย์ของตนเองได้ ซึ่งแสดงว่าต้องมีปัญหาของคนที่ทำให้บิดเบือน โดยเอาผลประโยชน์จากผู้ใช้แรงงานไป จนผู้ใช้แรงงานไม่สามารถที่จะได้รับผลประโยชน์จากแรงงานของตนเองได้

 

ทั้งหมดนั้นชี้ให้เห็นว่า เมื่อส่วนเกินที่เกิดขึ้นมาถูกแปลงมาเป็นกำไรแล้ว ก็มีปัญหาว่าจะจัดสรรกันอย่างไร เพื่อที่จะทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปได้ พร้อมๆกับการที่จะนำเอาไปกระจายในสังคมให้เป็นธรรมด้วย ดังจะเห็นได้ว่าเป้าหมาย 2 ประการนี้ กลายเป็นประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจมาตลอด ในความพยายามที่จะหาข้อตกลงให้เหมาะสมว่าจะแบ่งกันเท่าไหร่ เพื่อสร้างความก้าวหน้าในสังคมให้เจริญขึ้นไป ทั้งในด้านคุณภาพของชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ ในขณะเดียวกันก็มีปัญหาด้วยว่าจะกระจายไปในสังคมอย่างไร ในระบบทุนนิยมจะมีนักวิชาการออกมาแสดงความคิดโต้เถียงต่อสู้กันในประเด็นนี้อยู่ตลอดเวลา

 

3. เศรษฐกิจในระบบตลาดมีเหตุผลที่เป็นอิสระในตัวเองได้จริงหรือ

ในยุโรปช่วงต้นคริสศตวรรษที่ 20 นักวิชาการจำนวนหนึ่งออกมาเสนอความคิดว่า ไม่ควรที่จะเอาเศรษฐกิจไปเกี่ยวพันกับชีวิตสังคมด้านอื่น ๆ แต่ควรจะมองเศรษฐกิจแยกออกมาเป็นเรื่องต่างหาก เพราะเห็นว่าทางเศรษฐกิจนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการและเหตุผล ที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ซึ่งต่อมาเราเรียกนักวิชาการพวกนี้ว่า พวกอรรถประโยชน์นิยมหน่วยสุดท้าย (Marginalist) ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันในหลาย ๆ ประเทศโดยไม่ตั้งใจ ทั้งในประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศล และในออสเตรเลีย

 

ในปัจจุบันนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักล้วนใช้หลักการนี้ นั่นคือหลักการที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานหลายประการที่เชื่อมโยงกันคือ มนุษย์เป็นปัจเจกชน พร้อมๆกับเป็นปัจเจกชนที่มีความต้องการ และความต้องการดังกล่าวของปัจเจกจะมีเหตุผล ดังนั้นนักเศรษฐศาสตร์จึงเชื่อว่า หลักการนี้จะช่วยให้การจัดสรรทรัพยากร หรือ การจัดการทางเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพสูงสุด หรือเกิดประโยชน์สูงสุด และที่สำคัญ หลักการดังกล่าวยังที่เป็นสากล ซึ่งหมายความว่า สามารถนำเอาปรับไปใช้กับที่ไหนๆก็ได้ในโลกนี้เหมือนๆกันหมด

 

นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า ความคิดอรรถประโยชน์นิยมดังกล่าวเป็นหลักการที่มีเหตุมีผลและเป็นสากล เพราะสามารถนำมาใช้อธิบายความต้องการของมนุษย์ในฐานะที่เป็นปัจเจกชนได้ทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น คนที่ต้องอดน้ำอยู่ในทะเลทราย ความต้องการอย่างแรกของเขาก็คือน้ำ เพราะว่าอดน้ำมาหลายวัน ดังนั้นน้ำแก้วแรกที่จะหามาดื่มได้นั้น แม้ราคาจะแพงสักเท่าใดก็ตาม เขาก็จะพยายามหาซื้อมาให้ได้ เพราะว่ามีความต้องการมาก แต่พอดื่มเข้าไปซัก 10 แก้วแล้ว ถามว่าแก้วที่ 11 นั้น เขาจะยอมจ่ายในราคาเท่าใด สัก 1 บาทจะเอาไหม ก็คงไม่เอาแน่ เพราะเขาได้ดื่มเพื่อตอบสนองความต้องการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ต่อมานักเศรษฐศาสตร์ได้นำหลักเช่นนี้เองไปใช้ในการอธิบายการเกิดมูลค่าของสิ่งของต่างๆ เพราะสามารถนำมาใช้อธิบายได้ดีในกำหนดราคาสิ่งของในตลาด ในฐานะที่เป็นหลักการสำคัญ ในการจัดการและการควบคุมการใช้ทรัพยากร ให้เป็นไปในแนวทางที่จะทำให้เกิดทั้ง ประสิทธิภาพและความพอใจสูงสุด รวมทั้งได้กำไรสูงสุดด้วย

 

สำหรับผู้ที่เชื่อตามหลักการดังกล่าว ก็จะพยายามหาทางพิสูจน์ว่า มนุษย์จะเลือกจัดการทรัพยากรไปตามหลักเหตุผลเช่นนี้เสมอ คือ ประสิทธิภาพและความพอใจสูงสุด ความเข้าใจเช่นนี้เองเป็นปัญหาอย่างมาก เพราะเราพบว่า เงื่อนไขที่จะใช้กับหลักการทั้ง 2 ประการนี้ได้อย่างดีที่สุดก็คือ ตลาด แต่ในความเป็นจริง เราจะพบว่าหลักการนี้ไม่สามารถที่จะใช้ให้เป็นไปตามหลักการที่ว่าไว้เสมอไป ที่จริงแล้วหลักการนี้ใช้ไม่ค่อยได้เลย แต่ก็มีผู้ที่พยายามจะตอกย้ำว่าใช้ได้ ในสังคมตะวันตกก็มีการโต้เถียงกันมาโดยตลอด

 

ดังนั้น การที่จะระบุออกไปว่า เศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ยุติธรรมหรือไม่นั้น อยู่ที่การมองว่า เศรษฐกิจควรที่จะแยกออกมาเป็นอิสระจากส่วนอื่นๆของสังคม หรือว่าควรที่จะไปมีพันธะทางสังคม ซึ่งก็เป็นประเด็นที่โต้แย้งกันมาตลอด มีนักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกคนหนึ่งชื่อ คาร์ลโปลานยี่ (Karl Polanyi) แสดงความเห็นไว้ว่า ควรที่จะมองเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันแนบแน่นอยู่กับสังคม ทั้งนี้เศรษฐกิจต้องเชื่อมโยงอยู่กับ"การเมือง/สังคม/วัฒนธรรม"เสมอ ไม่สามารถมองแยกออกมาได้ ถ้ามองแยกเมื่อไหร่ก็หมายความว่า เริ่มที่จะบิดเบือนเศรษฐกิจใช้ไปในทางที่จะไปหาประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งถือเป็นแง่คิดในมุมมองหนึ่ง เพราะมองเห็นแล้วว่า การแยกเศรษฐกิจออกมานั้นมีผลกระทบต่อสังคมอย่างไร

 

ถ้าหันมาพิจารณาดูจากข้อเท็จจริงบ้าง ก็อาจจะมีคำถามว่า การปล่อยให้ตลาดทำงานตามหลักสากลที่ว่านี้แล้วก่อให้เกิดผลดีจริง ๆ ตามหลักการข้างต้นหรือไม่ ถ้ามองตามหลักการอย่างเดียว ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ถ้ามองเชื่อมโยงกับสภาวะทางการเมือง สังคม วัฒนธรรมในสังคมจริงๆแล้ว จะพบว่าเศรษฐกิจไม่ได้ทำงานโดยอิสระเสมอไป เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว ระบบเศรษฐกิจจะถูกกลไกทางการเมือง และกลไกทางสังคม/วัฒนธรรม เข้าไปจัดการอยู่ตลอดเวลา แม้ในทางความคิดจะมีคนพยายามแยกเศรษฐกิจออกมาจากชีวิตทางสังคมด้านอื่นๆก็ตาม

 

ตัวอย่างของข้อเท็จจริงที่สำคัญก็คือ เรื่องของการให้ความสำคัญกับหน่วยที่เป็นปัจเจกชน โดยเฉพาะการกำหนดให้ที่ดินเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลได้ ซึ่งถือเป็นหัวใจของการมองเศรษฐกิจในฐานะที่แยกออกมาเป็นหน่วยอิสระ แต่ก็ปรากฏข้อเท็จจริงอยู่เสมอๆว่า การกำหนดเช่นนั้นกลับสร้างปัญหาให้กับสังคมอยู่ตลอดเวลา

 

ในกรณีของสังคมไทย นับตั้งแต่รับเอาความคิดนี้มา ก็มีความพยายามที่จะให้ทรัพย์สินเป็นของส่วนตัว เมื่อสมัยรัชการที่ 5 จนถึงการออกประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อ ปี พ. ศ 2497 ก็เป็นความพยายามที่จะผลักดันให้ที่ดินเป็นทรัพย์สินส่วนตัวมาโดยตลอด โดยมีการให้เอกสารสิทธิ์ต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยกันพอสมควร จนท้ายที่สุดก็มีการเร่งรัดออกโฉนดที่ดินให้กับปัจเจกชน เท่าที่ผ่านมานั้น พื้นที่ทำการเกษตรของประชาชนมีเอกสารสิทธ์เป็นโฉนดน้อยมาก ส่วนมากจะเป็น นส. 3 หรือ สค. 1 หรือไม่ก็เป็นพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น ที่เป็นโฉนดจริง ๆ แล้ว มีอยู่เพียง 20 เปอร์เซนต์เท่านั้น การเร่งรัดให้มีการออกโฉนดนั้น ก็เพื่อเหตุผลสำคัญ ในการที่จะสร้างความมั่นคงในการถือครอง เพราะเชื่อกันว่า เมื่อมีความมั่นคงแล้ว ก็จะเกิดแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในการเกษตรมากยิ่งขึ้น โดยเจ้าของที่ดินจะใช้เอกสารสิทธิ์เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงิน แล้วก็จะเอามาลงทุนในภาคการเกษตร ซึ่งจะผลักดันให้การเกษตรพัฒนาไปเรื่อย ๆ ตามหลักการที่เชื่อว่าปัจเจกชนที่มีเหตุมีผลดังกล่าวไว้แล้วข้างต้น

 

แต่เราก็พบว่า การที่เร่งรัดออกโฉนดที่ดิน แล้วคิดว่าแนวทางเช่นนั้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้นั้น อาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป เพราะกรณีที่เราพบอย่างชัดเจนเกิดขึ้นที่จังหวัดลำพูน ได้ชี้ชัดแล้วว่า กลไกตลาดก็ล้มเหลวได้ เมื่อจัดสรรให้ที่ดินเป็นของส่วนตัว ไม่ได้แปลว่าเจ้าของจะเอาที่ดินไปใช้ในการผลิตอย่างเดียว ในกรณีที่ลำพูน ปรากฎว่าเจ้าของที่ดินจำนวนมากนำที่ดินไปใช้ในการเก็งกำไร แล้วก็บอกว่ามีการใช้ที่ดินแล้ว ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการใช้ในการผลิตทางการเกษตร ฉะนั้นผลที่ตามมา ก็กลับกลายเป็นว่า เจ้าของที่ดินมักจะปล่อยให้เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า แต่เจ้าของอ้างว่าได้ใช้แล้ว ด้วยการเอาที่ดินไปค้ำประกันการกู้เงินจากธนาคาร แล้วนำเงินนั้นมาเก็งกำไรในด้านต่างๆ

 

คำถามตรงนี้จึงมีอยู่ว่า การใช้ที่ดินเช่นนี้เป็นการใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพหรือได้ประโยชน์สูงสุด ตามหลักอรรถประโยชน์จริงแล้วหรือ เพราะคำว่าประโยชน์สูงสุดตรงนี้ อาจไม่ได้แปลว่าประโยชน์ต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ ไม่ต้องพูดถึงประโยชน์ต่อสังคม แต่กลายเป็นเพียงประโยชน์ต่อปัจเจกชนเฉพาะรายเท่านั้น ในที่สุดก็เป็นสาเหตุหนึ่งของวิกฤตเศรษฐกิจ

 

4. กลไกตลาดสามารถจัดสรรส่วนเกินให้ยุติธรรมได้จริงหรือ

คำถามสำคัญที่ตามมาก็คือ กลไกตลาดสามารถทำงานในทางที่จะกระจายส่วนเกินไปสู่สังคมให้ยุติธรรมได้จริงหรือ คำถามเช่นนี้ถือเป็นประเด็นปัญหามาตลอด ในความคิดของผมก็เห็นว่ามีปัญหา ขณะนี้มีข้อโต้เถียงต่อความคิดเช่นนี้หลายแนวทางด้วยกัน แต่บางแนวทางก็เป็นเพียงความฝัน เพราะไม่สามารถเป็นจริงได้ในทางเศรษฐกิจ ตามสภาพเงื่อนไขทางสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการทำงานของกลไกตลาดนั้น ด้านหนึ่งจะต่อต้านตลาดมาก เพราะเน้นความสำคัญของเศรษฐกิจแบบชุมชนหรือว่าเศรษฐกิจแบบพอเพียง ซึ่งก็ไม่แน่อีกว่าพอเพียงจริงหรือไม่อย่างไร

 

หากพิจารณาจากพื้นฐานของหน่วยปัจเจกชน จะพบว่าเศรษฐกิจชุมชนก็ยังมีปัญหา ทั้งนี้เพราะชาวบ้านในชุมชนเวลานี้บางคนก็ไม่มีที่ดินถือครองแล้ว ส่วนใหญ่ได้กลายเป็นคนงานรับจ้าง ถ้าจะถามว่าคนงานรับจ้างจะสร้างเศรษฐกิจแบบพอเพียงได้อย่างไร ก็คงเห็นแล้วว่า คงจะทำไม่ได้ เพราะคนที่จะมีเศรษฐกิจพอเพียงได้ จะจำกัดอยู่เฉพาะกับคนที่มีที่ดินจำนวนหนึ่งเท่านั้น การเน้นเศรษฐกิจพอเพียงถือเป็นเพียงการโต้แย้งกลไกตลาด ซึ่งบางครั้งและในบางเงื่อนไขก็อาจจะทำได้บ้าง ถ้าหากพิจารณาจากมุมมองของหน่วยทางเศรษฐกิจที่เป็นหน่วยชุมชน

 

แต่อาจจะมีบางคนเห็นว่า เศรษฐกิจแบบพอเพียงเป็นไปไม่ได้ ในกรณีที่กลไกตลาดล้มเหลว ภาครัฐจะต้องเข้าแทรกแซง ในเวลาที่เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ การแทรกแซงของรัฐสามารถที่จะทำได้หลายแบบ ในกรณีของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภาครัฐจะเข้าไปแทรกแซง ด้วยการนำเอาส่วนเกินไปลงทุนเองในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจสามารถที่จะขยับขยายตัวได้ เช่น การสร้างทางด่วน ซึ่งมีส่วนช่วยให้บริษัทรถยนต์ขายรถได้มากขึ้น เท่ากับเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง

 

ถ้าไม่เอากำไรมาใช้ในการทำโครงสร้างพื้นฐาน ก็อาจจะเอามาใช้อีกอย่างหนึ่ง คือการที่เอาส่วนเกินหรือทุนที่มีอยู่บางส่วนมาใช้ในการลงทุนในภาคธุรกิจที่สำคัญ เพื่อกระตุ้นทางเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้รัฐบาลไทยเราใช้อยู่หลายกรณีด้วยกัน เช่น การสนับสนุนภาคธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ เพราะมีโยงใยทางเศรษฐกิจต่อเนื่องมาก ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจด้านวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ตามมา ส่วนอีกทางหนึ่ง รัฐบาลสามารถใช้การกระจายเอาเงินลงไปให้เข้ากระเป๋าคน เพื่อให้คนจะได้จับจ่ายใช้สอย ซึ่งก็จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน

 

นอกจากนั้นรัฐบาลยังสามารถเข้าแทรกแซงในเรื่องอื่นๆได้อีก เช่น การสนับสนุนระบบ สวัสดิการทางสังคม ดังในกรณีของโครงการรักษาพยาบาล 30 บาทรักษาทุกโรคต่าง ๆ การที่รัฐบาลต้องเข้าไปแทรกแซงทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตลาดไม่ได้ทำงานได้ดีเสมอไป

 

เมื่อตลาดไม่สามารถทำงานได้ดี รัฐบาลก็ต้องเข้ามาแทรกแซง ตามนโยบาย 4 แนวทางนั้น ซึ่งประเทศต่างๆทั่วโลกต่างก็มักใช้ 4 แนวทางนี้ ซึ่งจะเรียกว่านโยบายสวัสดิการหรือประชานิยมอะไรก็แล้วแต่ ส่วนใหญ่ก็จะใช้อยู่ 4 แนวทางนี้มากน้อยสลับกันไปสลับกันมา แต่จะมีปัญหาก็คือว่า การใช้แบบครอบจักรวาล โดยปราศจากการแยกแยะความแตกต่างของพื้นที่และกลุ่มชนอย่างชัดเจน มักจะมีปัญหาด้านคุณภาพของการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบาย อาจเกิดคำถามว่า แนวทางดังกล่าวช่วยสนับสนุนให้เกิดการกระตุ้นทางเศรษฐกิจจริงหรือเปล่า หากไม่เกิดการกระตุ้นทางเศรษฐกิจได้จริง ก็จะก่อให้เกิดหนี้สินมากมายในอนาคต ซึ่งก็ต้องประเมินในเชิงนโยบายตลอดเวลาว่า แนวนโยบายเหล่านั้นสัมฤทธิ์ผลมากน้อยเพียงใด

 

แนวนโยบายดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ตลาดไม่ได้ทำงานได้ดีเสมอไป จะต้องมีรัฐเข้ามาเป็นตัวแทรกแซง พูดง่าย ๆ ความคิดที่ว่าเศรษฐกิจอยู่ได้แบบโดดๆ ก็ไม่ได้เป็นจริงในทางปฏิบัติเสมอไป ระบบเศรษฐกิจอาจจะล้มเหลวได้ เช่น กรณีตลาดล้มเหลว เมื่อเกิดการเก็งกำไรที่ดิน ในบางครั้งเมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐก็เข้ามาแทรกแซง แต่ที่กำลังเป็นปัญหาหนักก็คือ กลไกตลาดไม่ได้ทำงานจำกัดเฉพาะในระดับประเทศ แต่ยังทำงานในระดับโลกด้วย

 

ดังนั้นกระแสความคิดที่พยายามผลักให้เศรษฐกิจแยกออกเป็นอิสระจากการควบคุมของสังคมในทุกๆพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่จะแปลงให้ทรัพย์สินเป็นทุน ซึ่งก็คือการแปลงทรัพยากรต่าง ๆ ให้เป็นของส่วนบุคคล แนวทางนี้จะส่งผลกระทบทางสังคมอย่างมาก เพราะหลงไปคิดว่าตลาดเป็นกลไกที่จะจัดสรรทรัพยากรที่ดีที่สุด การพยายามผลักดันแนวทางเช่นนี้ จะนำไปสู่การสร้างความไม่ยุติธรรมทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง เพราะคนจนส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาทรัพยากรที่ต้องใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างมาก ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การแทรกแซงโดยกลไกของรัฐ ไม่ได้หมายความว่า เมื่อรัฐแทรกแซงแล้ว จะเสริมสร้างความยุติธรรมทางเศรษฐกิจเสมอไป ซึ่งแล้วแต่ว่ารัฐบาลประเทศไหนจะรักษาผลประโยชน์ของตนเองอย่างไรด้วย

 

5. ปัญหาของกลไกรัฐกับการบิดเบือนเชิงโครงสร้าง

เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันกลไกทางการเมือง ก็อาจจะยังไม่สามารถสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างต็มที่ เพราะอาจจะกำหนดการแทรกแซง ที่บิดเบือนโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เช่น รัฐบาลในอดีต กำหนดนโยบายในการควบคุมราคาน้ำตาล ให้เราต้องซื้อน้ำตาลในราคา กิโลกรัมละ 13-14 บาท แต่คุณอาจไม่รู้หรอกว่า ราคาน้ำตาลในตลาดโลกอยู่ที่ 5 บาทเท่านั้น มาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว

 

พูดง่าย ๆ คือว่า เมื่อสมั