Thai Journalist Democratic Front

·ÇÕÇØ²Ô ¨ØÅÇѨ¹Ð áÅÐà¾×è͹¹Ñ¡¢èÒÇ à¾×èÍ "¾×é¹°Ò¹" »ÃЪҸԻäµÂ "Íѹá¢ç§á¡Ãè§" ã¹Ê×èÍ·ÕèÁÕ¤ÇÒÁÃѺ¼Ô´ªÍºÊÙ§


แกนใหญ่อำมาตรย์ "เละ"

หนังสืองานศพ คตส. (ประจานตัวเองเต็มพิกัด!)

             

                       

           

 

04 ก.ค. 2008 - 18:25:46 น. : ผู้อ่าน 274 คน - ตอบ 1 คน

           

           

           

 

คอลัมน์ : บทความพิเศษ

 

     วาทตะวัน สุพรรณเภษัช เจ้าของฉายา นักเขียน-มิลเลี่ยนคลิกเพราะคอลัมน์ในเว็บไซต์ที่เขาเขียนมีผู้คลิกเข้าไปดูกว่าล้าน และผู้คนต้องสะดุ้ง พร้อมกับฮาสนั่น เมื่อเขาดันหนังสือ รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณขึ้นมาเขย่าขวัญ ระบอบเผด็จการ

 

       จากปูมหลังที่รู้กันว่าเรียนเก่ง สอบชิงทุนได้ไปศึกษาในหลายประเทศ ทำงานทั้งในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ผู้ว่าคดีศาลแขวง อาจารย์วิชาการ สอบสวนคดีอาญามายาวนาน และยังเป็นผู้เขียนตำราการสอบสวนคดีเศรษฐกิจ ขึ้นเป็นคนแรกในประเทศไทย จนกลายเป็นรากฐานการสอบสวนคดีอาญาลักษณะนี้ ทั้งยังเป็นผู้บัญญัติคำว่า

 

       ฟอกเงินขึ้นมาใช้ จนกลายเป็นถ้อยคำในกฎหมายในที่สุด

 

       ถ้าท่านอ่านข้อเขียนในประชาทรรศน์แล้ว แต่ยังไม่จุใจ ขอให้คลิกเข้าไปอ่านข้อเขียนของ วาทตะวันใน vattavan.com พร้อมกับคอลัมน์ของนักเขียนใหญ่อีกมากหน้าหลายตา

  ท่านอาจกลายเป็น ขาประจำจนต้องเข้าไปอ่านกันทุกวัน!!!

 

     เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้เผยแพร่ข่าวสารเสมือนเป็นการตีฆ้องร้องป่าวว่า คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จะจัดงานขึ้นเพื่อส่งท้ายตัวเอง

 

      เดิมคำสั่งคณะปฏิรูปกำหนดระยะเวลาการทำงาน คตส. เพียง 1 ปี แต่ครั้นบ้านเมืองกำลังจะก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง สภาร่างกฎหมายของพวกเผด็จการ ดันทะลึ่งต่ออายุการทำงานให้แก๊งนี้อยู่สร้างปัญหาต่อไปอีกหลายเดือน แต่นั่นแหละครับ

  

    มีเกิด...ก็ต้องมีดับ!

 

   ในที่สุด คตส. ก็ต้องยุติบทบาทลงตามกำหนดระยะเวลา ในวันที่ 30 มิถุนายน 2551 แต่คนพวกนี้ไม่ได้จัดงานเลี้ยงแบบอำลาอาลัย เหมือนเลี้ยงส่งพวกเกษียณอายุ หากแต่ไปเช่าสถานที่กลางเมืองให้เปลืองเงินของหลวงไปอีกไม่น้อย เพียงจะไปป่าวร้องให้ผู้คนได้รับรู้ผลงานของตัว ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

    อวดศักดาทิ้งท้ายกัน ขนาดนั้นเลยทีเดียวเชียว!

 

    นอกจากจะมีการแถลงผลงานตามธรรมเนียมแล้ว ไฮไลต์ของงานนี้ตามข่าวเขาบอกว่า แก๊ง คตส. จะแจกหนังสือเล่มใหม่ ที่มีชื่อว่า

 

  ปัจฉิมบท พันธกิจการตรวจสอบแทนประชาชน

 

   ข่าวหนังสือพิมพ์อธิบายความว่า หนังสือ คตส. เล่มนี้ จะรวบรวมรายละเอียดการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2549 จนถึงเดือนมิถุนายน 2551 เบ็ดเสร็จเป็นเวลาหย่อน 2 ปีไปไม่กี่เดือน

 

   หนังสือชื่อหรูหราก็คงไม่มีอะไรมากนัก นอกจากสมาชิกในแก๊ง คตส. จะต้องออกมาคร่ำครวญว่า การงานที่พวกเขาได้รับมอบหมายจากระบอบเผด็จการให้มาดำเนินการเอาผิดกับอดีต นายกฯ ครอบครัว และพวกพ้องนั้น ไม่ประสบความสำเร็จ ล้วนแล้วแต่มาจากสาเหตุอื่นๆ ทั้งสิ้น เช่น

 

   ปัญหาและอุปสรรคหลักๆ ก็คือ พวกของตนไม่ได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากหน่วยงานเหล่านี้นั้นอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้บริหารระดับสูง ซึ่งเป็นคนของรัฐบาลเดิม หรือขั้วอำนาจเก่า รวมถึงลูกน้องในบังคับบัญชาต่างถูกตั้งข้อกล่าวหาเสียเอง จึงมักบ่ายเบี่ยง ขอเลื่อน ขอผลัด ส่งเอกสารล่าช้า หรือส่งไม่ครบ เช่น ส่งเอกสารมาก็จริง แต่ขาดไปบางแผ่น ในส่วนที่เป็นการพิจารณาสั่งการของผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสาระสำคัญ ฯลฯ

 

    พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ สมาชิก คตส. จะอ้างสาเหตุร้อยแปดพันเก้าที่ทำให้งานของแก๊งนี้ต้องล้มเหลว เอาไว้ในหนังสือที่จะแจกว่า มาจากคนและเหตุอื่นทั้งสิ้น

 

     แต่ตัวพวก คตส. เองนั้น ไม่ใช่ปัญหา!

 

     อ่านข่าวแล้วให้คันหัวใจเป็นกำลัง เพราะเงินทองของบ้านเมืองเราจำนวนมากที่ต้องสูญเสียไปกับการดำเนินงานของ คตส. แถมยังจะมาออกหนังสือแก้ตัว นึกว่าผู้คนจะเห็นใจ แต่สำหรับผมกลับมองว่า คนในแก๊งนี้ ประจานตัวเองเต็มพิกัด เพราะการตั้ง คตส. ขึ้นมา นอกจากไม่มีความชอบธรรมตามระบบกฎหมายแล้ว...

 

     ยังควานหาประสิทธิภาพของหน่วยงานนี้ไม่พบอีกด้วย!!

 

     ที่ผมบอกว่า การดำเนินการของ คตส. ไม่มีความชอบธรรม นั้น เพราะหน่วยงานนี้ไม่ได้ถือกำเนิดมาตามปกติเฉกเช่นหน่วยราชการอื่นๆ หากแต่คณะทหารผู้ยึดอำนาจทำคลอดแก๊งซอมบี้ให้ขึ้นมา กร่างคับบ้านนี้เมืองนี้

 

     เรียกว่าเป็นหน่วยงานที่สนองตัณหาของเผด็จการโดยแท้ แม้บ้านเมืองจะก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง สภาโลซกของพวกเผด็จการ ยังทะลึ่งต่ออายุให้แก๊งนี้อีกค่อนปี 

 

     ...ดูมันทำ!

 

     เบื้องหลังการตั้ง คตส. นั้นก็คือ ในวันแรกของการรัฐประหาร ได้มีนักกฎหมาย นักวิชาการ และบุคคลเป็นจำนวนมาก วิ่งแจ้นเข้าไปในกองบัญชาการของคณะปฏิรูป พร้อมปวารณาตัวเองขอเป็นผู้รับใช้คณะทหารผู้มีอำนาจกันเป็นทิวแถว

 

     ส่วนใหญ่คนพวกนี้ หรือเกือบทั้งหมด ทหารไม่ได้เป็นผู้เรียก แต่ไหนๆ ก็มาแสดงความนอบน้อม ขอเป็นพวกด้วย หลายคนจึงได้มีตำแหน่งแห่งที่ในสภาทหารตั้ง

 

     คนเหล่านี้เป็นใครบ้าง?...เขารู้กันทั้งนั้น

   

     แก๊งยึดอำนาจจากประชาชน ดำเนินการตามแผนประทุษกรรมเดิมๆ ที่มีติดต่อกันทุกครั้งหลังการรัฐประหาร นั่นคือการ ยึดทรัพย์ผู้นำเก่าตรงนี้ที่ข่าวร่ำลือกันมากนั่นก็คือ

 

     มีชายหญิงคู่หนึ่ง ที่มีรูปร่างลักษณะพิเศษ จดจำได้ง่าย ได้เข้าไปพบบุคคลที่ผู้คนเชื่อว่าเป็นตัวการสำคัญ และเป็นผู้ชักใยให้มีการก่อการรัฐประหาร โดยคนคู่นี้ได้เข้าไปรับรองเป็นมั่นเหมาะว่า

 

     จะยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ครอบครัว และพวกพ้อง ได้อย่างรวดเร็ว!

 

     ตรงนี้เป็นที่มาสำคัญของการตั้ง คตส. โดยผู้ที่จัดการด้านกฎหมายก็คือเนติบริกร เจ้าของฉายา มีชัย กบาลใสเจ้าเก่านั่นเอง

 

     (ผมวิพากษ์วิจารณ์แกเอาไว้หนักหน่วง หาอ่านได้ในหนังสือ รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ”)

 

     เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้ง คตส. ชุดแรก ขนาดมีอดีตประธานศาลฎีกาเก่า คือ นายสวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธานคณะกรรมการ แต่เพียงแค่ไม่กี่วันก็มีการแถลงเปลี่ยนแปลงตัวประธานเป็น

 

     นายนาม ยิ้มแย้ม

 

     นอกจากนั้น ก็ยังมีบุคคลอย่าง นายสัก กอแสงเรือง ที่เคยมีคดีภาษีกับสรรพากร และพ่ายแพ้ทุกศาล จนถึงชั้นฎีกา แต่ดันตั้งให้มาตรวจสอบภาษีคนอื่น

 

      นายกล้านรงค์ จันทิก อดีตเลขาฯ ป.ป.ช. ซึ่งก่อนที่จะพ้นตำแหน่งเลขาฯ องค์กรอิสระที่มีหน้าที่สอบทุจริต ก็มีปัญหาคลุมเครือเรื่องการแจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์ของตน จนเมื่อปี พ.ศ.2546 ได้ถูกเสนอชื่อเข้าสรรหาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ก็สอบตก ไม่ผ่านการสรรหาด้วยซ้ำ และเมื่อมีการสรรหาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งล่าสุด เจ้าตัวถอดใจไม่ลงสมัคร นัยว่าสมัครไปก็ไม่ได้ เพราะต้องถูกเปิดโปงเบื้องหลังแหลกแน่ๆ

 

     ใครว่าผมพูดไม่จริง ให้เถียงมา จะงัดหลักฐานให้ดูกันจะจะ!

 

     นอกจากนั้น คณะกรรมการชุดนี้ยังประกอบด้วยผู้ที่มีทรรศนะเป็นปฏิปักษ์กับอดีตนายกฯ จะพูดให้ง่ายเข้าก็คือ

 ตั้ง ฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณ ขึ้นมาเป็นคณะกรรมการ เพื่อดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีกับอดีตผู้นำนั่นเอง!

 

   ท่านผู้อ่านลองดูสิครับ

 

    ไม่ว่าจะเป็น นายบรรเจิด สิงคะเนติ ที่ต่อต้านโจมตีรัฐบาลเก่า และอดีตนายกฯ เรื่อง FTA และอื่นๆ อีกสารพัด

 หรืออย่าง นายแก้วสรร รูปหล่ออติโพธิ ที่เป็น ส.ว. หัวหอก เคลื่อนไหวให้ตรวจสอบคุณสมบัติอดีตนายกฯ แถมยังทะลึ่งไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เมื่อ 20 มีนาคม 2549 ปราศรัยโจมตีถล่มทักษิณอย่างเมามัน ที่แยกสวนมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก

 

   ผู้คนก็รู้และเห็นกันทั้งประเทศ!

 

    แม้แต่ นายนาม ยิ้มแย้ม ก็มีกรณีต้องสงสัยว่า ในฐานะประธานอนุกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จงใจทำข้อมูลรั่วไหลต่อสื่อมวลชน กรณีพรรคไทยรักไทยจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง

 

   ใครจะมาเถียงผมว่า ไม่จริงอีกบ้าง?

 

    ดังนั้น ความเป็นธรรมในการสอบสวนคดีอดีตผู้นำรัฐบาลเก่า ถูกกล่าวหาและดำเนินการโดยแก๊ง คตส.

 

   เห็นทีจะไม่ต้องพูดถึงกันแล้วกระมัง!?

  

   ส่วนเรื่อง ประสิทธิภาพ ที่ผมว่านั้น คงจะเห็นกันชัดๆ ว่า ห่วยแตกเพราะสอบสวนมายาวนาน ส่งไปให้ อัยการฟ้องร้อง ได้ ก็มีเพียงคดีเดียวคือ

 

    คดีประมูลซื้อที่ดินรัชดาภิเษกจากกองทุนฟื้นฟู เท่านั้นจริงๆ!

 

    บอกตรงๆ นะครับ ในฐานะคนเขียนคุ้นกับงานสอบสวนมายาวนาน มองเห็นคดีที่ คตส. รับเอาไว้ ไม่เห็นจะมีปัญหาซับซ้อนอะไร เพราะเป็นคดีเกี่ยวเนื่องกับเอกสารแทบทั้งสิ้น ไม่ต้องทำการสืบสวนให้เมื่อยตุ้มด้วยซ้ำ เป็นคดีที่ตำรวจสอบสวนกลางเขาเรียกกันว่าเป็น...

 

  คดีดินสอหนีบตูด!

 

  คือ มันง่ายมากจนไม่ต้องใช้ มือเขียนสำนวน เอาดินสอมาหนีบที่ ตูดแล้วส่ายเขียนแทนมือก็พอได้ นี่พูดจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น...555

 

  สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนของ คตส. เป็นอย่างมาก แต่กรรมการชุดนี้คงไม่ยอมรับกัน ก็คือ

 

     คนพวกนี้เกือบทั้งคณะ แม้จะมีความรู้ทางกฎหมายก็จริง แต่พวกเขาขาดทักษะ ความรู้ ความสามารถในการสอบสวน เพราะไม่ได้เป็น พนักงานสอบสวนอาชีพ ทำให้การสอบสวนของพวกเขาคลานไปอย่างเชื่องช้า

 

     แทบจะไม่คืบหน้าไปถึงไหนกันเลย!

 

     งานถนัดของแก๊งโลซกนี้ที่ทำได้ก็แค่ การอวดโอ่ อ้างผลงานต่อสาธารณะ แถมยังเผยแพร่ข้อความสำนวนการสอบสวน ซึ่งควรจะเป็นความลับ กลับทะลึ่งเอาออกมากระจายให้ผู้คนรู้ โดยยังไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิของพลเมืองอย่างชัดเจน

 

    ใช่แต่แค่นั้นนะ

 

     ยังดันปั้นจิ้มปั้นเจ๋อออกโทรทัศน์ โดยมีโฆษกเสียงทองแดงสวมวิกหรือช้องปลายผมปลอมงอนชี้โด่ชี้เด่ พุ่งแหลมออกตรงท้ายทอย ดูน่าขำจริงๆ เป็นผู้สัมภาษณ์

 

     เจ้าตัวนี้เป็นลูกน้อง นายหยุ่น กบาลเหน่ง ซึ่งผูกขาดการสัมภาษณ์ และคนในแก๊ง คตส. ก็ดาหน้ากันออกมาฝอยฟุ้งให้สัมภาษณ์กันอย่างเมามัน

 

     เท่านั้นยังไม่พอ โฆษกค่ายหัวเหน่งคนนี้ ยังเอาไปฉายซ้ำอีกในคลื่น FM ของ บก. สูงสุด ที่ตนเป็นผู้ดำเนินรายการอีกต่างหาก เลยทำให้ผู้คนเขาเข้าใจว่า ทหารใหญ่ที่ บก. นี้ให้การหนุนหลัง ด้วยการร่วมมือกับค่ายนายหัวเหน่ง ประสานมือร่วมกันถล่มอดีตผู้นำกับพวกอย่างเป็นระบบ

 

  โดยไม่ได้คำนึงถึงสิทธิคนอื่น และมุ่งทำลายชื่อเสียงคนอื่นเขาเรื่อยไป!

 

    ที่น่าสงสารมากก็คือ คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัด กทม. นั่นแหละครับ!

 

    เมื่องานไม่คืบ ประธาน คตส. ต้องมีการร้องขอพนักงานสอบสวนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาช่วยเหลือ ซึ่งเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการถึงกับใช้คำว่า

 

      นายนาม วอนขอพนักงานสอบสวนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 

     ถึงได้พนักงานสอบสวนตำรวจมาช่วยเหลือ แต่การสอบสวนเอาผิดและยึดทรัพย์ของอดีตนายกฯ กับพวก ไม่ได้ดั่งใจของผู้ชักใยรัฐประหาร เพราะไม่สามารถทำให้การยึดทรัพย์สำเร็จสะเด็ดน้ำได้อย่างรวดเร็ว ตามที่ชายหญิงคู่นั้นเคยให้คำมั่นเอาไว้กับผู้ชักใยการรัฐประหาร 

 

     ทำไมน่ะหรือครับ?...ตรงนี้ตอบได้ว่า

 

     คดีที่ขึ้นสู่ศาลได้เป็นคดีแรก และคดีเดียว ที่อัยการส่งสำนวนการสอบสวนไปฟ้องร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง คือ คดีประมูลซื้อที่ดินถนนรัชดาภิเษก ซึ่งคุณหญิงภริยาอดีตนายกฯ เป็นผู้เข้าประมูลซื้อโดยเปิดเผย และชำระเงินค่าที่ดินไปหลายร้อยล้านบาท

 

     คดีนี้จึงยังมีเงื่อนงำทางกฎหมาย เพราะไม่ได้เป็นคดีทุจริตแบบ ล้วง ลัก ควักเงินหลวง มาใส่กระเป๋าตัวเองหรือผู้อื่น หรือเรียกรับประโยชน์อย่างคดีทุจริตของนักการเมือง เช่น คดีโกงยางพารา ซึ่งทาง ป.ป.ช. ได้มีหนังสือขอตัวนักการเมืองผู้ก่อเรื่องไปยังประธานรัฐสภา ให้มารับทราบข้อหาแล้ว แต่ก็ยังเงียบฉี่กันอยู่ จนขณะนี้คดีใกล้จะขาดอายุความแล้ว

     หรือจะต้องยกขบวนไปกดดันแบบทัพพันธมิตรฯ กันบ้าง? 

   

  (ท่านผู้อ่านอดใจสักนิด จะมีการติดตามผลในเรื่องนี้ และจะแจ้งให้ทราบต่อไปในระยะเวลาอันใกล้)

 

   สำหรับอีกคดีของ คตส. ที่ไปสู่ศาล ก็ไม่ได้เป็นการฟ้องร้องของพนักงานอัยการ เนื่องจากทนายแผ่นดินยังไม่มีความเห็นสอดคล้องกับ คตส. นั่นคือ คดีหวยบนดิน ซึ่งแก๊ง คตส. เกรงว่าอัยการจะสั่งไม่ฟ้อง จึงเลือกหนทางที่จะต้องฟ้องเอง เพราะอัยการเขาไม่เอาด้วย จึงไปจ้างทนายจากสมาคมทนายมาฟ้องให้

 

     ก่อนสิ้นสุดอายุการทำงานของพวกตัวเอง เหลืออีกเพียงแค่ 2 วันทำการ คือเมื่อวันศุกร์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2551 ที่ผ่านมานี้หยกๆ คตส. ได้กัดฟันให้ทนายความฝ่ายตนฟ้องเพิ่มอีก 2 สำนวน คือ คดีเอ็กซิมแบงก์-คดีทุจริตกล้ายางด้วยเกรงว่าส่งอัยการแล้วคงไม่ฟ้องให้แหงๆ เพราะเขาให้สอบสวนเพิ่มเติมแล้ว แต่พวกตัวกลับไม่ทำ

 

     เลยต้องกระเสือกกระสนฟ้องเอาเอง...โถ!

  

    ที่ต้องพูดอีกเรื่องคือ การให้ทนายความจากสภาทนายความเป็นผู้ฟ้องนั้น ไม่ได้เป็น ทนายขอแรง หากแต่ว่าจ้างกันด้วยสนนราคาค่าจ้างที่ร่ำลือกันทั่วตลาดวิ่งความว่า เป็นการจ้างด้วยราคาค่างวดที่สูงอย่างน่าตกใจ คือ

   

  19,000,000 บาท (สิบเก้าล้านบาท)

 

   อู้ฟู่กันไปเลย!...555

 

      คนภายนอกอย่างผมถึงกับตกตะลึง เมื่อได้พบว่าค่าจ้างทนายความจากสภาทนายความมีจำนวนสูงลิ่ว ถ้ารับว่าความคดีที่เหลืออีก 20 คดี จะต้องมีทนายเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นอีกหลายคน 

 

     ตรงนี้มีคนสงสัยว่า มีใครที่ อ้วนจากเงินก้อนใหญ่ของรัฐบ้าง?

   

     ท่านผู้อ่านไม่ต้องกลัวหรอกครับว่าเงินหลวงจะถูกใช้อย่างไม่มีเหตุผล เพราะผมจะทำหนังสือถึงคณะรัฐบาล ขอให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของ คตส. โดยละเอียด แล้วเปิดเผยต่อสาธารณชนว่า

 

     รัฐต้องสูญเงินไปเป็นจำนวนเท่าไรกันแน่กับการตั้งแก๊ง คตส. ขึ้นมา?

 

     รับรองว่าผม ไม่ปล่อยเอาไว้แน่ จะต้องมีการจี้รัฐบาลออกแถลงการณ์การใช้จ่ายของ คตส. ต่อสาธารณชนโดยละเอียด

 

    ใครอย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องเล็กนะครับ เพราะขนาดเรื่องของ เลดี้ดั๊กที่กร่างอยู่ในขบวน คตส. กับเขาเหมือนกัน แค่เอารถหลวงส่วนกลางของสำนักงานฯ ไปใช้ในกิจส่วนตัว เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่เสียค่าน้ำมันรถ (เอาไปใช้ไม่ได้ เพราะมีรถประจำตำแหน่งแล้ว แต่ต้องเติมน้ำมันเอง) แถมยังเบิกโอทีให้คนรถด้วย

 

    หลักฐานละเอียดยิบอย่างนี้ยังถูกส่งมาให้ผมซึ่งเป็นคนนอกด้วยซ้ำ!

 

     อยากจะเรียนท่านผู้อ่านว่า

 

     ผมเป็นคอลัมนิสต์รายเดียวเท่านั้นที่หยิบยกเรื่องปัญหา คตส. ไม่มีอำนาจทำการสอบสวน ตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญ 2550 มีผลบังคับใช้ โดยเขียนบทความขึ้นมาชื่อ คตส. ยาหมดอายุ...กินก็ไม่ได้ ทาก็ไม่ได้แล้ว!ลงในคอลัมน์ตัวเองชื่อ กาแฟขม...ขนมหวานตอนที่ 326 ในเว็บไซต์ผู้จัดการ เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2551 แจงรายละเอียดว่า

 

     เหตุใด คตส. จึงหมดอำนาจการสอบสวนเหมือนยาหมดอายุ?

 

      ครับ...เท่านั้นยังไม่พอ

  

      สัปดาห์ต่อมาผมยังออกบทความขึ้นมาขย่ม คตส. อีกหนึ่งตอน ในคอลัมน์เดียวกัน เป็นตอนที่ 327 ชื่อตอน จดหมายจาก วาทตะวันถึงอัยการสูงสุด (ตะปูลงยันต์ดอกสำคัญ ใช้ตอกปิดฝาโลง คตส.”) 

 

    (ท่านผู้ใดอยากอ่าน พิมพ์ชื่อบทความลงไปใน google จะอ่านได้โดยละเอียด หรือถ้าสนใจเรื่อง คดีดินสอหนีบตูดด้วย ก็พิมพ์คำนี้เข้าไปค้นหา ท่านจะได้รู้ว่าเป็นอย่างไรแน่...555)

 

    ใช่แต่แค่นั้น...

 

    นอกจากทำหนังสือทั้งเปิดผนึกและลงทะเบียนถึงอัยการสูงสุดแล้ว ผมยังได้ทำหนังสือถึง นายนาม ยิ้มแย้ม แจ้งเหตุผลว่า ประธาน คตส. และคณะกรรมการทั้งหมด ไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการสอบสวนต่อไปแล้ว

 

    ต้องยุติการสอบสวนโดยพลัน!

 

    นอกจากนั้นยังได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ให้แจ้ง คตส. ออกจากที่ทำการของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินไปเสีย เพราะไม่มีหน้าที่ที่จะทำต่อแล้ว

 

    ผมไม่ลืมแจ้ง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ในขณะนั้น) ให้ถอนพนักงานสอบสวนของ สตช. ออกจากการเป็นอนุกรรมการไต่สวนของ คตส. อีกด้วย

 

    ทุกฝ่ายเงียบกริบ ไม่มีหน่วยใดกล้าพอที่จะทำหนังสือตอบกลับผม!

 

    เมื่อเห็นว่าทุกฝ่ายไม่ได้ปฏิบัติตามที่ผมเรียกร้อง (ซึ่งเท่ากับไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย) ผมจึงได้ทำหนังสือถึงประธานแผนกคดีอาญา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แจ้งเรื่องที่ตัวเองได้ทักท้วง คตส. ว่า หมดอำนาจในการสอบสวนแล้ว และให้รายละเอียดและพฤติกรรมของ คตส. รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลฎีกา ท่านทราบว่า

 

      ผมได้มีความเห็นทางกฎหมายอย่างไร? 

 

     ทั้งได้กราบเรียนศาลท่านด้วยว่า ได้แจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดทราบแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนองในทางที่ควร จึงต้องแจ้งให้ศาลท่านทราบ และเนื่องจากเห็นว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้ระบบไต่สวน ไม่ใช้วิธีการพิจารณาความ เช่นเดียวกับศาลอาญาปกติ

 

    ดังนั้น ในฐานะเป็น พลเมืองผู้เห็นประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ผมจึงได้แจ้งข้อมูลทั้งหมดให้ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมือง ศาลฎีกา ทราบ โดยส่งเป็นหนังสือลงทะเบียน มีหลักฐานตอบรับเรียบร้อย

 

    ในขณะนั้นยังไม่มีการฟ้องคดีกองสลาก แต่ครั้นเมื่อทนายความของฝ่าย คตส. ได้ยื่นฟ้องคดีหวยบนดินต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำเลยที่ 31 ถึง 47 จึงได้ยื่นคำร้องคัดค้านเรื่องอำนาจของ คตส.

 

    ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ท่านจึงยังไม่ประทับรับฟ้อง หากแต่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอำนาจของ คตส. ด้วยเหตุผลเดียวกัน กับที่ผมได้แจ้งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทราบล่วงหน้าก่อนแล้ว

 

    จริงหรือไม่? นั้น ลองถาม นายนาม ยิ้มแย้ม ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องดู เพราะผมส่งหนังสือลงทะเบียน-ตอบรับ ให้กับทุกรายชื่อที่ผมอ้างถึง

 

    จะมาบอกว่าไม่ได้รับ คงไม่ได้!

 

    สำหรับปัญหาเรื่องอำนาจของ คตส. ขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้เปิดการพิจารณา

 

   หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คตส. ไม่มีอำนาจดำเนินการหลังจากที่รัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศใช้แล้ว ขอรับรองว่า

 

   คณะกรรมการที่ถือกำเนิดเกิดมาจากระบอบเผด็จการ จะต้องได้รับผลพวงที่ไม่ปฏิบัติตามคำเรียกร้องของผม ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น ขอให้ติดตามดูกันต่อไป

 

   ยืนยันตรงนี้ว่า เรื่องนี้ผมจะต้องสานต่อให้ยาวเป็นหนังชีวิตเลยทีเดียว!

 

  ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ

 

  ขอให้เข้าใจทั่วกันตรงนี้ว่า คตส. นั้นคือ องค์กรกากเดนของทรราช เป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย ของระบอบเผด็จการทั้งมวล ดังนั้น หนังสือ ปัจฉิมบท พันธกิจการตรวจสอบแทนประชาชนซึ่งผู้คนในองค์กรซอมบี้เอาเงินหลวงไปพิมพ์แจกŧ