บทความ: การไม่ยอมรับคำวินิจฉัยอันเนื่องมาแต่ความไม่น่าเชื่อถือ!
โดย Alchemist
ที่มา เว็บบอร์ดประชาไท
9 กรกฎาคม 2551
จะมีอะไรไหม หากไม่ยอมรับคำวินิจฉัย?
แปลก แต่จริงในสยามประเทศที่บรรทัดฐานในการพิจารณาเรื่องแถลงการณ์ร่วมในการขอ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของกัมพูชา โดยศาลรัฐธรรมนูญ นั้นแตกต่างจากของกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และแม้แต่ของคณะกรรมการกฤษฎีกา
แต่หากมาลองพิจารณาที่มาที่ไปของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะพบว่าส่วนใหญ่มาจากสายศาล และโดยกลไกการสรรหาตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๕๐) จะเห็นว่ามีการวางตัวและจับวางกันแล้วทางการเมืองอย่างสามารถวิพากษ์วิจารณ์ ได้เป็นอย่างมากถึงความควรไม่ควร
ยิ่งกว่านั้น ความชำนัญการในเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศของบรรดาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ ถูกจับวางทางการเมืองนั้นมีอยู่ค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับผู้ที่คลุกคลีอยู่ในสายงานเฉพาะด้านอย่างกรมสนธิสัญญาระหว่าง ประเทศ ซึ่งมีบรรทัดฐานในการพิจารณาวินิจฉัยมายาวนาน
แสดงให้เห็นว่า ได้เกิดตราบาปขึ้นในวงการยุติธรรม เมื่อเกิดความขัดแย้ง ยิ่งกว่าจะเป็นการยอมรับในเชิงวิชาการ และยังเป็นความขัดแย้งกับหน่วยงานของรัฐ ที่วันดีคืนดี มีองค์กรอุปโลกน์มาลบล้างบรรทัดฐานที่ถือปฏิบัติของหน่วยงานหลักของประเทศ
แล้ว ศักดิ์ศรีของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้รับการสถาปนา และปฏิบัติราชการมายาวนาน จะอยู่ที่ไหน ที่อยู่ๆก็มีศาลเฉพาะด้านเพิ่งได้รับการสถาปนา และยังมีปัญหาด้านที่มาที่ไปและการขาดบูรณาการ มาชี้หน้าว่า สิ่งที่ทำ สิ่งที่คิดนั้น ไม่ถูกต้อง ......
จะเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญ โดยตัวมันเอง ยังไม่มีแนวทางการวินิจฉัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นั่นคือ จะต้องมีการออกธรรมนูญหรือแนวทางการวินิจฉัย สุดแต่จะเรียก มารองรับโดยต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เกิดการคานกันในเนื้อในของกระบวนการยุติธรรม อันจะส่งผลให้เกิดการสอดประสานกันในการรับรู้ขององค์กรหลักที่ดูแลอำนาจ อธิปไตยของประเทศ
แต่ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ทุกคำร้องที่เข้ามาที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเพียงแต่ผ่านการกลั่นกรองของเจ้า หน้าที่ศาล แล้วนำเข้าสู่การพิจารณาของตุลาการศาลโดยทันที ทั้งที่ยังขาดองค์ความรู้และหลักหรือธรรมนูญในการพิจารณา
ตามจริง แล้ว ในขณะที่องค์ประกอบในการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องยังหละหลวม ก็ยังมีทางออก โดยการแต่งตั้งคณะทำงานที่ชำนัญการในเรื่องนั้นๆจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยว ข้องมากลั่นกรองก่อน แต่ก็อีกนั่นหละ หากผู้คนในคณะทำงานนั้นถูกคัดสรรมาอย่างจัดตั้ง !
สาธารณชนอาจมองศาล รัฐธรรมนูญได้หรือไม่ว่า เป็นความกร่าง และเป็นความอวดดี ราวกับกระเหี้ยนกระหือรือที่จะต้องทำตามใบสั่งของบุคคลใด หรือกลุ่มใด ให้เป็นไปตามธงที่ตั้งไว้อย่างนั้นหรือ ?
แม้แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน (ที่ร่างขึ้นโดยอคติ และยังละทิ้งเอกลักษณ์ทางจิตวิญญาณแห่งการมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ด้วยแล้วเป็นอาทินั้น) ก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน (อย่าบังอาจอ้างประชามติที่มีการจัดตั้งโดย คมช.) นับประสาอะไรที่ประชาชนจะต้องยอมรับศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีจุดด่าง ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น !!!!!
‘พลเมืองภิวัฒน์’ ออกแถลงการณ์ฉบับ 7 เสนอตรวจสอบการใช้อำนาจตุลาการ
โดย คุณ จำปีเขียว
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
3 กรกฎาคม2551
เรื่อง การตรวจสอบการใช้อำนาจตุลาการ
เรียน พี่น้องประชาชนชาวไทยผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
ตาม ที่ได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศมา ตั้งแต่ปลายปี 2548 มีความพยายามในการใช้อำนาจตุลาการเข้ามาแก้ไขปัญหาทางการเมือง ตามที่เรียกกันว่า “ตุลาการภิวัฒน” เริ่มตั้งแต่คำสั่งศาลปกครองกลางให้คุ้มครอง “ชั่วคราว” สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ให้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ การจำคุกกรรมการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)แต่วิกฤตการณ์การเมือง กลับรุกลามต่อไปจนเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
ภายหลัง รัฐประหาร สถานการณ์และความเชื่อมั่นต่อองค์กรตุลาการ กลับยิ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์มายิ่งขึ้น เมื่อปรากฏชัดว่า องค์กรตุลาการบางองค์กร ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมืองกันอย่างโจ่งแจ้ง โดยมิได้นำพาต่อหลักนิติธรรม และหลักนิติรัฐแต่อย่างใด ดังปรากฏชัดในกรณีที่ตุลาการรัฐธรรมนูญที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ได้ตัดสินให้ยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน 111 คน เป็นเวลา 5 ปี ตลอดจน การที่บุคลากรของตุลาการหลายคน ได้รับการแต่งตั้งให้มาเข้ามามีบทบาททางการเมือง ยุครัฐประหาร ทั้งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) กระทั่งเข้าสู่อำนาจบริหาร เป็นรัฐมนตรีและปลัดกระทรวง เป็นต้น
แม้ ภายหลังจากที่พรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 และได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล บริหารประเทศภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช แต่กลับมีความพยายามที่จะปฏิเสธผลการเลือกตั้ง ด้วยการสนับสนุนให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอีกครั้ง โดยร่วมมือกับพรรคการเมืองบางพรรค นำประเด็นทั้งเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ และกรณีเขาพระวิหาร มาเป็นประเด็นทางการเมือง ปลุกกระเเสเกลียดชังเพื่อโค่นล้มรัฐบาล
อำนาจ ตุลาการ ก็ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองครั้งล่าสุด ในกรณีเขาพระวิหาร เมื่อศาลปกครองกลาง ได้มีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ 984/2551 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2551 ให้รับคำฟ้อง และเพิกถอนการเสนอร่างแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลไทย และรัฐบาลกัมพูชา ต่อคณะรัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี ที่เห็นชอบในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนาม ในร่างแถลงการณ์ร่วมฯ และเพิกถอนการลงนามในแถลงการณ์ร่วมฯ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นอกจากนี้ ศาลปกครองกลาง ยังได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการ หรือวิธีการคุ้มครอง เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ก่อนการพิพากษาไปในคราวเดียวกัน
ในการนี้ คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกอบด้วย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ ดร.ฐาปนันท์ นิพิฎฐกุล อาจารย์ ธีระ สุธีวรางกูร และอาจารย์ ปิยบุตร แสงกนกกุล ได้อาศัยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 50 แสดงความคิดเห็นทางวิชาการ วิพากษ์วิจารณ์คำสั่งศาลปกครองกลางดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551
นอกจากนี้ ก็ยังมีคดีการเมืองอื่น ๆ อีกหลายคดี ที่กำลังเข้าสู่การพิจารณาขององค์กรตุลาการ เช่น คดีละเมิดกฎหมายเลือกตั้งของนายยุงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งอาจนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคอีกครั้ง คดี “ชิมไปบ่นไป” ของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจทำให้นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ สิ้นสภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้ ได้ก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนอีกครั้งว่า จะมีการใช้องค์กรตุลาการมาทำลายล้างทางการเมืองอีกหรือไม่
กลุ่มพล เมืองภิวัฒน์ เรียกร้องให้ประชาชนชาวไทย ผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง ได้ร่วมกันตรวจสอบการใช้อำนาจอธิปไตย ทั้งอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดังต่อไปนี้
1) ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ถูกใช้ผ่านองค์กรหลัก 3 องค์กร คือ อำนาจบริหารโดยรัฐบาล อำนาจนิติบัญญัติโดยรัฐสภา และอำนาจตุลาการโดยศาล ตามหลักการสากลที่สามอำนาจต้องสมดุลกัน และมิก้าวล่วงขอบเขตอำนาจซึ่งกันและกัน มิฉะนั้นแล้ว การใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย อาจถูกนำไปบิดเบือน ไปสนองประโยชน์ และวัตถุประสงค์ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด กระทั่งถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามในทางการเมือง อันจะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน ที่มีต่อองค์กรตุลาการและกระบวนการยุติธรรมโดยรวม
2) ตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ทั้งอำนาจบริหาร (คณะรัฐมนตรี)และอำนาจนิติบัญญัติ (สภาผู้แทนราษฎร)มีความยึดโยงกับประชาชนอย่างชัดเจน โดยผ่านกลไกการเลือกตั้ง แต่อำนาจตุลาการ อันเป็นอำนาจอธิปไตยอีกอำนาจหนึ่งของปวงชนชาวไทย กลับไม่มีส่วนที่ยึดโยงที่ชัดเจนกับประชาชน ไม่มีกลไกและมาตรการใด ๆ ที่ประชาชน จะสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจตุลาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแก้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในส่วนของการใช้อำนาจตุลาการ ให้ยึดโยงกับประชาชนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยให้ศึกษาจากแบบอย่างในประเทศประชาธิปไตยอื่น ๆ แล้วปรับใช้ให้เข้ากับประเทศไทย
3) การใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ทั้ง อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ ต้องอยู่บนพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ยึดถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะองค์กรที่มีหน้าที่ใช้อำนาจตุลาการแทนประชาชน ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรม หลักนิติรัฐ และผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยมิยอมให้อำนาจนอกระบบ เข้ามาแทรกแซงกระบวนการใช้อำนาจตุลาการเป็นอันขาด
4) ขอสนับสนุนการแสดงความเห็นทางวิชาการ ภายใต้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีต่อคำสั่งของศาลปกครองกลาง ในกรณีปราสาทเขาพระวิหาร และขอเรียกร้องให้คณาจารย์จากสถาบันการศึกษาอื่น ๆ องค์กรประชาธิปไตย และพี่น้องประชาชน ได้ออกมาร่วมกันเเสดงความคิดเห็นทางวิชาการ ต่อการใช้อำนาจตุลาการทั้งระบบ ทั้งนี้เพื่อเป็นการตรวจสอบการใช้หนึ่งในอำนาจอธิปไตยของปวงชน
พี่ น้องประชาชนผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง จักต้องแสดงความกล้าหาญ ในการตรวจสอบการใช้อำนาจอธิปไตย ทั้ง อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ ให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม และประเพณีการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยสืบไป
ด้วยความเชื่อมั่นต่ออำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย
กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์
ปัญหาใหญ่..อยู่นอกรัฐสภา : ความยุติธรรมสำหรับชนชั้นหนึ่ง แตกต่างจากความยุติธรรมสำหรับประชาชน ???
โดย คุณ secretMAI
ที่มา เวบไซต์ siamfreedom
29 มิถุนายน 2551
การ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยฝ่ายค้านและวุฒิสมาชิก เป็นเวลาสี่วันติดต่อกัน แสดงให้เห็นแล้วว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้งของเราชุดนี้ สามารถดูแลตัวเองได้ดีในระบบรัฐสภา เป็นเรื่องที่ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยสบายใจได้ ไม่ต้องเป็นห่วงกันมากมายนัก
ปัญหา ใหญ่นั้น.. อยู่นอกรัฐสภา คืออำนาจชั่วร้ายที่มองไม่เห็น ซึ่งบงการผ่านกลไกฉ้อฉล เช่นสื่อมวลชนกระแสหลัก กระบวนการยุติธรรม (เน้นไปที่ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ)นักวิชาการมหาวิทยาลัยกลุ่มใหญ่
เริ่ม ตั้งแต่กระบวนการยุติธรรม ..ที่อย่างไร ยังคงเป็นที่น่าสงสัยในเรื่องของ"ความยุติธรรม"อย่างที่สุด มีคำถามในใจประชาชนจำนวนมาก ว่า"ความยุติธรรม" ในระบบของไทย เคยมีอยู่จริงหรือไม่ ? คำถามเริ่มเกิดขึ้นหนาหูเมื่อเห็นการทำงานของ คตส. กกต. ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้พิพากษา เห็นวิธีการพิจารณาคดีความแบบตุลาการรัฐธรรมนูญของ คมช.มีการใช้กฎหมายลงโทษย้อนหลัง เป็นที่เย้ยหยันของอารยประเทศ เลือกฟังหลักฐานของฝ่ายหนึ่ง แต่เลือกที่จะไม่ฟังของอีกฝ่ายหนึ่ง
คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้พิพากษาจากศาลต่างๆ และพากันได้ดิบได้ดี จากวิธีการทำงานดังที่ประชาชนมองชัดว่า
- นั่นไม่ใช่ความยุติธรรม ชวนให้เกิดคำถามต่อไปอีกว่า ..ในเมื่อคนเหล่านี้ ล้วนเป็นผู้พิพากษาจากศาลต่างๆ แล้วที่ผ่านมาตลอดชีวิต ทุกคดีที่มีคนติดคุก มีคนถูกประหารชีวิต มีคนถูกตัดสินให้แพ้คดีความ
- แล้วทุกคดีที่ผ่านมานั้น เราได้รับความยุติธรรมจริงหรือ ในเมื่อกระบวนการ - บุคลากรที่เราเห็นในเวลาสองปีที่ผ่านมาเป็นเช่นนี้ ตกลงแล้ว ความยุติธรรมในสายตาของชนชั้นหนึ่งนั้น แตกต่างจากความยุติธรรมในสายตาของประชาชน ใช่หรือไม่ ?? แล้วเราต้องทนยอมรับสิ่งที่คิดว่า"ไม่ใช่ความยุติธรรม" ว่า เป็นความยุติธรรมไปอีกนานแค่ไหน
หาก จะบอกว่า ในกระบวนการยุติธรรมมีการแบ่งออกเป็นสองขั้ว ?? แล้วเราจะเลือกได้อย่างไรว่า จะให้ขั้วไหนมาตัดสินคดีความของเรา หากเป็นเช่นนั้น ชีวิตของเราก็เหมือนแค่การแทงหวย อย่างนั้นหรือ
หากบอก ว่า ต้องยึดตัวบทกฎหมายเป็นสำคัญแล้ว การก่อรัฐประหาร ที่มีโทษเป็นกบฏ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต เมื่อประชาชนร่วมกันฟ้องร้อง ศาลกลับบอกว่า เมื่อยึดอำนาจได้แล้วก็ได้อำนาจรัฐตามไปด้วย ดังนั้นประกาศของคณะกบฏ ก็ให้ถือเป็นกฎหมายได้
อ้าว.. ตรรกะอะไรเนี่ย คือทหารลากรถถัง เอาปืนมาจ่อหัวประชาชน แล้วฉีกรัฐธรรมนูญเนี่ยสามารถทำได้ จะเขียนกฎบ้าบออะไร ก็สามารถทำได้หมด แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน กลับทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ซํ้ายังต้องมาเดินตามกฎหมาย ที่เขียนโดยคณะรัฐประหารอีกหรือ อะไรกันวะ ..???
ตกลงแล้ว ความยุติธรรมสำหรับชนชั้นหนึ่งนั้น แตกต่างจากความยุติธรรมสำหรับประชาชน ใช่หรือไม่ ??
นี่ไม่ใช่ความเสมอภาค นี่ไม่ใช่ความยุติธรรมเราจะต้องทนกับระบอบเช่นนี้ไปอีกนานเท่าใด
รัฐ ธรรมนูญ 2550 อยู่บนแนวคิดตุลาการรัฐประหาร นั่นคือ ทำลายความสมดุลของอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และโยนอำนาจเบ็ดเสร็จ ไปไว้ที่ตุลาการ ซึ่งไม่เคยมาจากการเลือกตั้ง และยังเป็นชนชั้นพิเศษ ที่ไม่มีใครสามารถตรวจสอบได้
จะ ว่าไปแล้ว รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็มีส่วนก่อให้เกิดปัญหาต่อเนื่อง เริ่มจากกระบวนการอลเวงภิวัฒน์ คือมีศาลอะไรต่อมิอะไร เกิดขึ้นมามากมาย เช่นศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ เจตนาอาจเป็นไปอย่างสุจริต แต่ผลที่ได้คืออำนาจก้าวก่ายกันไปมา ในที่สุด ก็กลายเป็นก้าวก่ายฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ จนเสียความสมดุล ..เป็นการก่อปัญหาใหม่ๆ มากกว่าที่จะแก้ปัญหาเดิมๆ
นอก จากนั้น รัฐธรรมนูญปี 2540 ยังให้อำนาจตุลาการมากจนเกินเหตุ คือในอดีต - เวลาที่พิพากษาคดีความ ..แล้วมีอาการไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น อธิบดีศาลนั้นๆ สามารถเรียกคดีมาตรวจสอบได้ แต่รัฐธรรมนูญ 40 ด้วยเจตนาดีอีกเช่นกัน ต้องการให้ตุลาการเป็นอิสระเต็มที่ ก็ตัดอำนาจของศาลด้วยกันเอง -ในการตรวจสอบกันเอง ตรงนี้ออกไป ..
ปล่อย เสือเข้าป่า ยื่นปืนให้ทหาร ซื้อระเบิดให้ผู้ก่อการร้าย การกระทำเหล่านี้เกิดผลอย่างไร ก็คงไม่ต้องอธิบาย จากองค์กรในมุมมืด ไม่มีใครตรวจสอบได้ วิจารณ์ก็ไม่ได้ ยิ่งกลายเป็นองค์กรที่แม้แต่คนข้างใน ก็ทำอะไรกันไม่ได้เสียด้วย
มา ถึงกรณีเทปบันทึกเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ ของผู้พิพากษาสองคนที่ คุณจักรภพ เพ็ญแข นำมาแฉกลางสนามหลวง จนกลายเป็นคดีความ เมื่อฟังแล้ว.. ที่จริง สาระว่า พลเอกเปรมอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ยังไม่สำคัญเท่ากับว่า นี่เป็นการสนทนาปรึกษาของผู้พิพากษาที่จะเอา กกต.ชุดเก่าเข้าคุก ทั้งที่ยังไม่มีข้อหาอะไรเกิดขึ้นเลยด้วยซํ้า !!!
น่าตกใจ คนที่ยังไม่มีความผิด เขาก็อุตส่าห์ปั้นข้อหาให้ผิด แล้วตัดสินให้เข้าคุก แล้วเหยื่อรายนั้นเป็นใคร ?? นั่นคือ กรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข้าราชการ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ที่เคยมีผลงานคุณงามความดีมามาก มีชื่อเสียงเรื่องซื่อสัตย์สุจริตอีกด้วย เพียงแค่ไม่ทำตามประสงค์ของชนชั้นอำนาจกลุ่มหนึ่ง ถึงกับโดนกระทำเสียขนาดนี้ แล้วประชาชนธรรมดาอย่างเราท่าน จะเหลืออะไร ??
แล้ว ทั้งหมดนี้ เป็นกระบวนการที่ตรวจสอบไม่ได้ วิจารณ์ก็ไม่ได้ ทำได้อย่างเดียวคือ ก่นด่าสาปแช่งกันในที่ลับตาตกลงแล้ว ความยุติธรรมสำหรับชนชั้นหนึ่งนั้น แตกต่างจากความยุติธรรมสำหรับประชาชน ใช่หรือไม่ ??
เพื่อ ให้สถานการณ์บ้านเมืองยํ่าแย่หนักลงไป ตุลาการ โดดลงมาเล่นการเมืองกันเป็นขบวนการ อย่างที่เราเห็นกันนับแต่ปี 2549 ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ววันนี้ บางทีการตัดสินข้อพิพาท ด้วยการยกพวกตีกัน แบบนักเรียนช่างกล น่าจะได้ความยุติธรรม มากกว่ากระบวนการในปัจจุบัน
ก็ ให้รู้ไว้ว่ามีคนคิดแบบนี้มากขึ้นทุกวัน การฟื้นฟูประชาธิปไตย แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ รักษาประเทศชาติไว้ให้คงอยู่นานเท่านานนั้น หากจะให้บรรลุผลสำเร็จได้ตลอดไป จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรม ..ให้แน่ใจได้ว่ายุติธรรม มีความเสมอภาคอย่างแท้จริง ไม่มีความเสมอภาค ..ก็ไม่มีเสรีภาพ ไม่มีภราดรภาพ ไม่มีสันติภาพ
ความเสมอภาคจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องมีความยุติธรรมขึ้นมาก่อน และประชาชนจะแน่ใจว่า มีความยุติธรรมเกิดขึ้นจริง ต่อเมื่อกระบวนการยุติธรรมจะต้องตรวจสอบได้ ทุกเรื่อง ทุกขั้นตอน
หลาย ปีมาแล้ว อาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร เคยกล่าวว่า ระบบตุลาการจำเป็นต้องรีบปรับปรุงตัวเอง ก่อนที่คนอื่นจะมาปรับให้ ในวันที่ท่านอาจารย์ธานินทร์พูดนั้น ยังไม่มีกระบวนการภาคประชาชน ยังไม่มีสงครามประชาชน ยังไม่มีการปฏิวัติโดยประชาชน เพื่อประชาชน ยังไม่มีแนวคิดเรื่องศาลประชาชน ยังไม่มีประชาชนที่ยอมตาย เพื่อต่อสู้ขับไล่คณะรัฐประหาร
แต่วันนี้.. ประชาชนที่เลิกงมงายไสยศาตร์ เลิกพึ่งผีสางเทวดามีจำนวนมากขึ้น .. นาทีต่อนาที
ทำกันแทบตาย กว่าถึง มติ ครม. สุดท้าย นิ้วจากมือที่มองไม่เห็น มาอุดรูปากขวดไว้ มีรัฐบาลไปทำไม ???
โดย คุณ minimalist
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
30 มิถุนายน 2551
แล้ว ไอ้ที่ทำกันมา นั่งถกนั่งเถียงในฝ่ายข้าราชการประจำระดับสูง หน่วยงานที่เชี่ยวชาญเกี่ยวข้องโดยตรง สุมหัวนั่งประชุม กว่าจะได้ข้อสรุปให้รัฐบาลเอาไปเจรจาต่อรอง แล้วเอามาเข้าที่ประชุม ไม่รู้กี่ชั้น กี่ระดับ ใช้เวลาเตรียมการมาเป็นปี ...แต่พอมาถึงจุดสุดท้าย มีคนไม่กี่คนสั่งหยุด แล้วระงับไว้ก่อน ..จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น....
ประเทศ ไทยมันเลยดูแปลกในระบบ ตกลงคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ระบบการจัดการบริหาร เป็นขั้นเป็นตอน มันไม่น่าเชื่อถือยังงั้นหรือ ...เพราะสุดท้าย คนไม่กี่คน ฟันธง ความเห็นของคนที่ทำงานมาแทบตาย ...เสียเวลา เสียเงินงบประมาณดำเนินการ ค่าเครื่องบิน เบี้ยประชุม หมดไปเป็นปีๆ ..เพราะทำแล้วก็ไม่มีผลอะไร ....ทำไมไม่บอกมาเลย จะเอายังไง ...จะได้ชงเรื่องตามใจท่านผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ....หรือท่านผู้มีอำนาจบารมี ก็ควรจะไปนั่งติดตามการทำงานเลยตั้งแต่ต้น ถ้าตนเองก็ไม่มีคำตอบว่า จะต้องทำยังไง ...
ระบบ การทำงานของไทยแบบนี้ อีกหน่อยใครจะเสียเวลาเจรจาด้วย เพราะเจรจาไปแล้ว ท่านก็หาได้มีอำนาจตามกฎหมายของท่านไม่ .....ระบบมันไม่รองรับอะไรเลย
ถ้า ผมเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ผมไปเจรจากับคนๆ นั้นเลยดีกว่า ที่สั่งลงมาได้ ...จะเอายังไง ....ระบอบประชาธิปไตยแบบคอขวด... ระบบการทำงาน แจกจ่ายหน้าที่ความรับผิดชอบแต่ละส่วนไปหมดแล้ว มีหน่วยงานสารพัด ที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ ..แล้วยังไง ...ทำกันแทบตาย ส่งมาเป็นขั้นตอน ตรวจตรา กว่าจะถึง ครม. มีมติ ..ก่อนที่จะออกสู่ปากขวด ...มันมีอะไรไม่รู้มาอุดรูปากขวด ....เดินต่อไปไม่ได้..
ระบบ ราชการไทย สุดท้าย